หน้าแรก บล็อก หน้า 3

ธุรกิจกับการฟื้นตัวแบบ K-Shape ในช่วง Convid-19

0

วันนี้เราจะมาคุยกันเรื่องการฟื้นตัวของธุรกิจแบบ K-Shape กันนะครับ เนื่องจากมีคนพูดกันค่อนข้างเยอะว่าหลังจากที่ Covid-19 เข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับโลกใบนี้ บางธุรกิจก็อาจจะไปได้ต่อ บางอย่างก็อาจจะค่อยๆฟื้น และบางอย่างก็อาจจะปิดตัวลงไปเลยก็ได้

รูปตัว K จะมีอยู่ 4 ทิศนะครับ

  1. ขึ้นต่อปกติ
  2. ลงแบบเจ๊งไปเลย
  3. ลงก่อนแล้วค่อยขึ้นในเวลาไม่นาน
  4. ลงก่อนจนกว่าผลกระทบจะคลี่คลายแล้วค่อยขึ้น

มาดูทีละอันกันครับ

 

1. ธุรกิจที่ขึ้นต่อปกติ

ธุรกิจกลุ่มนี้จะเป็นธุรกิจที่ไม่ได้รับผลกระทบอะไร แถมยังมีความต้องการมากขึ้นจากภาวะวิกฤตินี้ด้วย ไม่ว่าจะเป็น บริการทางการแพทย์ การรักษาโรค อุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆทางการแพทย์

แต่ที่เราจะเห็นและคุ้นชินกันก็จะเป็นการซื้อของทาง Online การนั่งดู Streaming ที่บ้าน พวก Video conference ต่างๆ พวกนี้เป็นธุรกิจที่เราไม่ต้องไปเจอกับใครนะครับ ความต้องการของหลายๆอย่างมากขึ้นอีกด้วย

 

2. ธุรกิจที่ลงแบบเจ๊งไปเลย

หากเราจำได้ ในช่วง Covid-19 จะมีหลายธุรกิจที่ปิดกิจการ ส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจขนาดเล็กนะครับ ขายของไม่ได้ ค่าแรงก็ต้องจ่าย เงินหมุนก็ไม่ทัน ความพินาศมาเยือนทันที

ยิ่งธุรกิจไหนที่อยู่ในภาคบริการ ไม่ได้มี Stock ของที่สามารถเอาไปขายได้ ต้องใช้คนในการทำงาน มีความเสี่ยงในการสัมผัสกัน อันนี้จะมีปัญหาขึ้นมาได้ทันที เช่น ร้านนวด ที่แรงงานจะถูกพักงานและทำให้กิจการไม่สามารถเดินต่อได้ บางที่ก็จะเจ๊งไปก่อนเพื่อนครับ

 

3. ธุรกิจที่ลงก่อนแล้วค่อยขึ้นในเวลาไม่นาน

หลายธุรกิจก็จะมีการตกใจก่อนนะครับและก็จะกลับมาเดินหน้าปกติได้ เช่น ธุรกิจที่เป็นพื้นฐาน ปัจจัย 4 ยังไงคนก็ต้องกินต้องใช้ พวกของที่ใช้อุปโภคบริโภคในบ้าน เราต้องอาบน้ำ ซักผ้านะครับแม้ในช่วง Covid-19 และรวมถึงสินค้าพวกเทคโนโลยีต่างๆ

 

4. ธุรกิจที่ลงก่อนจนกว่าผลกระทบจะคลี่คลายแล้วค่อยขึ้น

จริงๆผมว่าหลายๆธุรกิจในข้อนี้ก็อาจจะใกล้เคียงกับข้อ 2 นะครับ เพียงแต่ธุรกิจในข้อนี้มีความใหญ่พอที่จะฟื้นกลับมาได้ เช่น ธุรกิจสายการบิน ท่าอากาศยาน โรงแรมขนาดใหญ่ ที่ได้รับผลกระทบยาวกว่า และน่าจะกลับมาเมื่อการเดินทางและการท่องเที่ยวเป็นแบบเดิม

ทั้งหมดนี้ก็เป็น idea ในเรื่องของ K-Shape นะครับ ใครลงทุนแบบไหนอยู่ก็ลองพิจารณากันดูนะครับ

 

ข้อมูลจาก Raymond James

RSI หรือ Relative Strength Index คืออะไร

0

RSI Relative Strength Index คืออะไร?

วันนี้มานั่งฟังและอ่านความรู้ด้านการเทรดครับ เผื่อจะมีประโยชน์กับเพื่อนๆ เลยเอามาแชร์ให้ฟัง

เรื่องในวันนี้ที่ผมอ่านคือ RSI นะครับ เราอาจจะใช้กันบ่อยๆ อย่างหน้าจอของ MT4 ก็จะตั้งค่าให้แสดงแต่แรกเสมอๆ

กราฟ RSI อยู่ข้างล่างครับ

RSI ย่อมาจาก Relative Strength Index คิดค้นโดย J Welles Wilder ในหนังสือ New Concepts in Technical Trading Systems ช่วงปี 1978 นะครับ

โดยมีหลักการในการใช้ก็คือ มันจะส่งสัญญาณให้เราซื้อเมื่อทรัพย์สินกำลังเข้าสู่ช่วง Oversold (ขายกันเยอะแล้ว ซื้อเร็ว) และแน่นอนว่าในทางตรงข้ามก็จะให้เราขายทรัพย์สินในช่วงที่เข้าเขต Overbuy (ซื้อกันเยอะ ขายเร็ววว) หลักการก็คือการเปลี่ยนแปลงน้ำหนักของราคาทรัพย์สินนั่นล่ะ

หลักการนะครับ: 

กรณีที่มีทิศทางขึ้น Up (U) ราคาปิดปัจจุบันมันสูงกว่าราคาก่อนหน้า 

U = Close (ปัจจุบัน) – Close (ก่อนหน้า)

ในทิศทางตรงกันข้าม Down (D) ราคาปิดก่อนหน้ามันจะสูงกว่าราคาปัจจุบัน

D = Close (ก่อนหน้า) – Close (ปัจจุบัน)

ด้วยหลักการนี้เราจะเห็นได้ว่าจะมีบางช่วงที่ Gain บางช่วงที่ Loss เขาก็เอามาดูว่าค่า Average นั้นเป็นอย่างไร มันก็จะได้ค่า Relative strenght (RS) ขึ้นมา ในช่วงเวลาที่เราวัดผล

RS = Average Gains / Average Losses

พอเราคำนวณออกมามันจะเห็นได้ว่า แนวโน้มของมันไปในทางขึ้นหรือลงในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งถ้าเราเอาไปทำเป็น Index จะเอาไปแทนที่สูตร

RSI = 100 – 100/(1 + RS) 

กรณีที่มันถูกซื้อมากๆ ค่า RSI มันจะสูง ซึ่งตรงนี้มันอาจจะเข้าสู่ Overbought และถ้ามันถูกขายมากๆ มันอาจจะอยู่ช่วง Oversold 

Indicator มันบอกอะไรประมาณนี้ล่ะ แต่พอมาอยู่ในตลาดจริงๆ ถ้ามันราคาขึ้นแล้ว มันขึ้นอีกก็ได้ แต่อย่างน้อยเราใช้ตัว indicator นี้มาบอกเราได้ว่า เห้ย ระวังนะ มีความเสี่ยงล่ะ 

ที่ผมเห็นหลายๆคนใช้มาก็คือ เมื่อเข้าเขตที่เราต้องตัดสินใจซื้อหรือขาย ให้รอซักนิด ถ้ามันมีสัญญาณกลับทางก็ค่อยตัดสินใจก็ได้ อย่างไรก็ตามเราก็คงเคยเจอเหตุการณ์ที่พลาดเพราะ indicator ก็ได้ ทุกอย่างมันไม่ 100% แต่อย่างน้อยก็ทำให้เราตัดสินใจได้ดีขึ้นกว่าไม่มีเครื่งมืออะไรช่วยเลย

อย่างที่บอก ถ้าอยากลองเทรด เริ่มที่การเปิดพอร์บัญชี Demo ก่อนก็ได้ครับ จะได้เรียนรู้กันไป พร้อมแล้วค่อยลงเงินจริง ไว้จะเขียนอีกนะ

รูปภาพ : Demo port by ATFX http://bit.ly/DemoTradingCompetition

 

ร้ายมาก! มาดูวิธีขายของเก่งของ Starbucks

0

เราคงได้ยินข่าวอยู่บ่อยๆว่า Starbucks เป็นหนึ่งในบริษัทที่มีความคิดสร้างสรรค์ในการทำการตลาด (ขอใช้คำพูดอย่างจริงใจว่า หลายครั้งก็กวนตีนด้วยนะ ชอบ 555)

ก่อนหน้านี้ก็มีคนสงสัยว่า Starbucks มีการเขียนชื่อคนที่แก้วเวลาสั่ง แต่หลายครั้งก็เขียนชื่อผิด อันนี้เป็นกุศโลบายที่ทำให้คนถ่ายรูปแชร์ลง Social Media เพื่อทำการตลาดแบบอ้อมๆให้ Starbucks หรือเปล่า ซึ่งแน่นอนว่า มันได้ผลในการสื่อสารเลยทีเดียว คนเราชอบความตลก ขำขัน พอแชร์ไป คนก็เห็นภาพของ Brand Starbucks ต่อ

ล่าสุดที่เจอมา คือ “Cookies”

ถ้าเราเข้าไปในเวปไซต์ใดๆก็ตามเขาจะให้เรา Accept Cookies แต่ถ้าเราไปในหน้าของ Starbucks มันจะเขียนว่า

This site use cookies, but not the kind you eat.

เวปไซต์นี้ใช้คุ๊กกี้ แต่ไม่ใช่แบบที่คุณกินนะฮะ

 

เมื่อเรากด Agree แล้ว นางก็จะถามว่า

How about real cookie? Chocolate chip cookie

แล้วคุ๊กกี้ของจริงล่ะ คุ๊กกี้ช็อกโกแล็ตชิพ ซึ่งมันจะ Link ไปที่หน้า Order ได้เลย

เอาไปเลย 100 คะแนนกับมุก Cookies ของ Starbucks

บางทีการเล่นอะไรกับสิ่งรอบตัวเล็กๆน้อยๆก็อาจจะเพิ่มยอดขายได้นะครับ ลองเอาอะไรแบบนี้มาเล่นกับธุรกิจของเราก็สนุกดีนะครับ

สำรวจ! เมื่อทรัมป์ป่วยเป็น Covid-19 โลกป่วนขนาดไหน

0

เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2563 ผมจำได้ว่าผมกำลังนั่งทำงานอยู่ ก็มีเพื่อนแคปหน้าจอ Twitter ของประธานาธิบดีของสหรัฐ โดนัล ทรัมป์ ที่ออกมาบอกว่าตัวเขาตรวจพบว่าป่วยเป็น Covid-19

ช่วงที่โดนัลทรัมป์โพส Twitter นั้น ผมนั่งคำนวณแล้วว่าตรงกับเวลาประมาณ 00:55 ในอเมริกา หรือ 11:55 ประเทศไทยนะครับ

สิ่งแรกที่ผมเข้าไปดูก่อนเลยก็คือ ราคาทองคำ (เส้นด้านซ้าย) จะเห็นได้ว่าหลังจากเวลาที่โลกเริ่มรู้ว่าโดนัล ทรัมป์ป่วยเป็น Covid-19 ไม่นานก็พุ่งขึ้นไปทันที นั่นแปลว่าการป่วยของทรัมป์นั้นถูกมองเป็นความเสี่ยงและความไม่มั่นใจที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ แต่พอต่อมาทองก็ปรับตัวลงอย่างต่อเนื่องนะครับ

ข้อมูลจาก Yahoo Finance

 

ทีนี้ถ้าเรามาดูในตลาด CFD ในส่วนของ US30 (Dow Jones Industrial Average) ตลาดนี้เปิด 24 ชั่วโมงนะครับ ในช่วงที่รู้ว่าทรัมป์ป่วย เวลาเที่ยงบ้านเรา 12:00 ตอนนั้น Sell ลงอย่างรุนแรงเลย ตลาดรับข่าวทันที แต่หลังจากนั้นก็ปรับตัวขึ้นไป ในช่วงเช้าที่อเมริกา ตลาดหุ้นก็เลยปรับตัวลงไม่มากเท่าไหร่

ข้อมูลจาก Trading view

 

ในส่วนของตลาดหุ้น มาเปิดช่วง 9:30 ของอเมริกา (แถวๆ 21:30 นาฬิกา จากกราฟด้านบน) ดัชนีดาวโจนส์ลงจากวันก่อนหน้า แต่ก็ไม่ได้ลงมากเท่าไหร่ครับ ใน Chart  แสดงตัวเลขไว้ตอนปิดตลาดที่ -134.09 (-0.48%)

ข้อมูลจาก Yahoo Finance

ทีนี้มาดูบ้านเราบ้างดีกว่า เพราะตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในเวลาที่โดนัลทรัมป์ Twitter อยู่เวลาทำการพอดี ช่วงใกล้ๆเที่ยงจะเห็นได้ว่าดัชนีลงรูดเลยทีเดียว และรีบาวขึ้นในช่วงบ่ายนะครับ คนก็แซวกันเนอะว่า ทรัมป์ป่วยเป็น Covid-19 แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเมืองไทยฟะ!!!

ข้อมูลจาก ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ในช่วงเย็นวันที่ 2 ผมเองได้ไปฟังสัมมนา Online กับทางโบรกเกอร์ต่างประเทศ เขาก็มีพูดถึงประเด็นนี้เอาไว้นะครับว่าเป็นข่าวใหญ่ที่สร้างผลกระทบรุนแรง มีอยู่ 3 คนนะครับ ถ้าป่วยหรือเป็นอะไรไปจะเกิดปัญหาเรื่องความเชื่อมั่นในการลงทุนแน่ๆ ได้แก่

  1. ประธานาธิบดี
  2. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
  3. ผู้ว่าการธนาคารกลาง

ก็ถือว่าเป็นบทเรียนที่ได้เรียนรู้กันเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2563 นะครับ แต่อย่างไรก็ตามเหตุการณ์แบบนี้ก็ไม่ได้เป็นครั้งแรก ในประเทศไทยในช่วงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงพระประชวร ก็มีข่าวลือเกี่ยวกับพระอาการของพระองค์ท่านอยู่บ่อยๆ พอมีข่าวว่าทางลบขึ้นมา ก็ทำให้คนเทขายหุ้นกันทันทีครับ

ไม่ว่าเหตุการณ์จะเป็นอย่างไรต่อก็ขอให้ร่ำรวยจากการลงทุนนะครับทุกท่าน

ฝนตก น้ำท่วม สร้างความเสียหายกับเศรษฐกิจไหม?

0

บางทีเวลาเราพูดถึงฝนตก เกิดน้ำท่วม เกิดรถติด ถ้ามันเป็นแบบนี้ทุกวัน สิ่งที่เราจะนึกออกก็คือ มันสร้างความเสียหายในเชิงเวลา ต้องกลับบ้านช้าลง เจอคนแออัดแย่งขึ้นรถและระบบสาธารณะ แล้วก็เกิดความรำคาญใจที่ทำไมเราจะต้องมาตัวเปียกด้วยนะ

แต่จริงๆแล้วในแง่อื่นๆที่เราอาจจะลืมคิดไปก็มีอีกเยอะนะครับ ผมจะยกตัวอย่างง่ายๆเช่น

 

1. ความเสียหายในเชิงธุรกิจ

เวลาที่ฝนตกหนัก มันทำให้คนไม่ได้ไปไหน และพอไม่ได้ไปไหน การจับจ่ายใช้สอยก็จะลดลง ตัวอย่างเช่น คนชั้นกลางอย่างเราๆ ถ้าเจอฝนตก ก็ติดแหงกกันใน office แคนเซิลนัดกัน ผลกระทบก็จะไปสู่ผู้ประกอบการกันด้วย ขายของไม่ได้ ต้องเก็บของก่อนเวลาเพราะไม่มีลูกค้า กระทบหมดครับ แผงลอย ตลาดนัด ร้านอาหารเล็กๆโดนหมด

ในกรณีที่เป็นพวกร้านอาหารในห้างและห้างสรรพสินค้าแม้จะมีคนให้เห็นมาก แต่เขามาหลบฝนแล้วอยู่ยาว ไม่ใช่การวนเวียนเข้ามาจับจ่ายเหมือนในช่วงแดดออก กระทบเหมือนกันครับ บางทีเราก็นั่งแช่กันจนฝนหยุดถึงกลับบ้าน

ส่วนพวก Delivery ผมเข้าใจว่ามันก็มีปัญหาในเรื่องการขนส่งเหมือนกันเพราะน้ำท่วมขึ้นมาก็ไปต่อไม่สะดวก ผมเองก็ไม่กล้าสั่งช่วงฝนตกเท่าไหร่ เกรงใจคนขับมาก เคยลองหารถมาส่งช่วงฝนตกบางทีก็ไม่มีใครรับงาน ต่อให้เป็นการสั่งออนไลน์ก็เกิดผลกระทบได้เช่นกัน

 

2. ความเสียหายต่อทรัพย์สิน

บางทีเราจะเจอตั้งแต่เรื่องเล็กๆน้อยๆไปจนถึงเรื่องใหญ่ เช่น ฝนตกหลังคารั่ว น้ำท่วมเข้าบ้าน โต๊ะไม้บวม เครื่องไฟฟ้าเกิดความเสียหายไปตามๆกัน ตรงนี้หลังฝนตกก็ทำให้เราจะต้องจ่ายเงินคำบำรุงรักษา ค่าซ่อมแซมต่างๆเต็มไปหมด เงินออมที่มีอยู่ก็สามารถหมดไปกับเรื่องเหล่านี้ได้

เคยมีอยู่วันนึงฝนตกที่บ้านแล้วหลังคามันรั่วในตำแหน่งที่วาง Computer notebook พังเลยจ้า เสียดายมากครับ ข้อมูลหลายอย่างอยู่ในนั้นประเมินค่าไม่ได้ด้วย และที่สำคัญคือต้องเสียเงินซื้อโน้ตบุ๊คใหม่ (ซวยซ้ำซ้อน)

นอกจากนี้ยังจำสมัยที่น้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 ได้อยู่เลย ตอนนั้นน้ำถล่มทั่วประเทศ หลายคนแทบจะต้อง Renovate บ้านใหม่ หรือไม่ก็ขายบ้านไปอยู่ในจุดที่ไม่เจอน้ำท่วม ซึ่งบางทีก่อนซื้อบ้านเราไม่รู้หรอกว่าบ้านเราอยู่ในจุดที่น้ำท่วมไหม จะรู้ก็ตอนที่มันท่วมแล้ว

 

3. ความเสียหายทางการเกษตร

เมื่อก่อนคิดว่าพวกพืชเนี่ย ถ้าเรารดน้ำมันบ่อยๆจะดี แต่ถ้ามันเยอะเกินแบบฝนตกถล่มทั่วฟ้า ไปมันก็เกิดความเสียหายทางการเกษตรได้ พืชก็เหมือนมนุษย์ละครับ น้ำมากไปก็ไม่ดี น้ำน้อยไปก็ไม่ดี ซึ่งหากมันเกิดพังขึ้นมา ผลกระทบต่อเนื่องหากเกิดนานๆมันก็ไม่พ้นความขาดแคลน ราคาสินค้าปรับตัวขึ้น 

จริงๆถ้าใครเคยได้อ่านเรื่องการปฏิวัติฝรั่งเศสในปี 1789 จุดเริ่มต้นของขนมปังแพงมันก็เกิดจากภัยธรรมชาตินี่ล่ะ ตอนนั้นเริ่มจากภูเขาไฟระเบิด อากาศเลยเปลี่ยนแปลง ราคาขนมปังปรับตัวขึ้นไปถึง 88% และค่าอาหารคิดเป็น 80% ของค่าใช้จ่ายของคนปารีสในปีนั้น รัฐบาลฝรั่งเศสอยากให้คนจ่ายภาษีเพิ่มเพราะค่าใช่จ่ายเยอะ มารีอังตัวเน็ตเองก็ไม่เคยทำเค้กหรอก เลยไม่รู้ว่าเค้กแพงกว่าขนมปังอีก นั่นล่ะ… ยับ 

 

4. ความเสียหายเรื่องอื่นๆ

ก็คงมีอีกหลายอย่างที่เราจะเจอผลกระทบได้หากเกิดฝนตกน้ำท่วมนะครับ นอกจากความเสียหาย ยังไม่เรื่องของการเสียโอกาสด้วย บางทีต้อง Cancel งานสำคัญแม้เราไม่ได้เสียเงินที่ไม่ได้ไปร่วมงาน แต่โอกาสทางธุรกิจอาจจะเสียไปก็ได้ ต้องใช้เวลา เกิดความล่าช้า

มีอยู่ปีหนึ่งฝนตกน้ำท่วมหนักมากและผมต้องเดินทางไปต่างประเทศ ไม่มีรถคันไหนไปเลย พอผมได้รถแล้วรถก็ไม่สามารถขยับตัวบนท้องถนนได้ น้ำก็ท่วม เกือบตกเครื่องบินเลยวันนั้น เครื่องขึ้น 24:00 ผมออกจากบ้าน 1 ทุ่ม ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมงถึง ทั้งที่จริงๆ ไม่ถึงชั่วโมงก็ไปถึงแล้ว

แย่เนอะ เราแก้ฝนตกไม่ได้ แต่เราน่าจะจัดการบางอย่างได้ละมั้ง

 

เคยไหม? เปลี่ยน “วิกฤต” เป็น “อวสาน” ทางการเงิน

0

ตอนนี้ผมเห็นมีหลายๆคนยังอยู่ในช่วงวิกฤตการทำงานเพราะ Covid-19 มีบางคนถูกให้ออกจากงานและยังไม่รู้ว่าจะทำงานอะไรต่อดี ภาระและค่าใช้จ่ายก็ยังมี ซึ่งหลายคนก็ใช้วิธีการประหยัด วางแผนค่าใช้จ่ายและหางานทำเพิ่ม แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยใช่ไหมครับ ผมเข้าใจทุกคนซึ่งผมเองก็เจอปัญหาที่ไม่ต่างกัน

แต่บางทีผมก็ไปเจอแนวคิดแปลกๆมาในเรื่องของการหารายได้ในช่วงวิกฤต ก็อยากจะบอกว่าบางครั้งหากเราไม่ได้คิดให้รอบคอบ เราไม่ได้เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสนะ แต่จะเปลี่ยนเป็นอวสานทางการเงินได้เลย ซึ่งผมเจอค่อนข้างบ่อยในหมู่เพื่อนของผม

ตัวอย่างเช่น หากเราเหลือรายได้ก้อนสุดท้ายที่คิดว่าอย่างน้อยก็ยังเอาไว้อยู่รอดได้ในช่วงนี้ แต่ไปเจอคนชวนให้เอาเงินก้อนดังกล่าวไปทำให้งอกเงย บางคนก็อาจจะสนใจนะครับ แต่ถ้าพิจารณาอย่างถีถ้วนแล้วอาจจะไม่ใช่่การนำเงินไปต่อเงินที่ดีนัก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดังนี้ครับ

1. เสี่ยงดวงการพนัน

เอาเงินที่เหลืออยู่ไปลองเสี่ยงดวงเผื่อจะมีรายได้มากขึ้น เช่น การเอาเงินไปเล่นพนันในเวปไซต์พนันออนไลน์ต่างๆ บางทีเราเชื่อว่าเราจะเป็นฝ่ายได้ครับ แต่ส่วนใหญ่จะเสียมากกว่า เล่นไปเล่นมาหมดตังเป็นพันเป็นหมื่นก็มี

2. ใช้เครื่องมือทางการเงินที่ความเสี่ยงสูง

เอาไปลงทุนในเครื่องมือที่ความเสี่ยงสูงมาก เพราะคาดหวังจะได้ผลตอบแทนมาเยอะแม้จะลงไปในะยะเวลาสั้นๆ เช่น บางคนไม่มีความรู้และพื้นฐานเลย แต่ขอเสี่ยงดวงเล่นตราสารอนุพันธ์ หรือ ฟอเร็d

3. ไปขอเพื่อนลงทุนด้วย

เพราะคาดหวังว่าว่าจะมีรายไรด้จากส่วนแบ่งกำไร ซึ่งพอลงทุนไปแล้วเวลาขอถอนทุนคืนนั้นยากล่ะ เพราะเงินมันลงไปในของต่างๆ และอีกหลายๆครั้งก็อาจจะเจอขาดทุนจากการลงทุนแล้วไม่ได้กำไรอย่างที่คิด ต่อมามีปัญหากับเพื่อนกันได้อีก

4. เก็งกำไรรายวันแบบไม่มีประสบการณ์

บางคนออมหุ้นอยู่ดีๆ ก็ใช้แนวทางใหม่เปลี่ยนจากการลงทุนในหุ้นมาเป็นเก็งกำไรรายวัน ไม่ว่าจะเป็นการ Daytrade อย่างไม่มีประสบการณ์หรือ การลงทุนในหุ้นที่มีข่าวลือว่าจะมีการทำราคา เพราะมองว่าวิธีการนี้จะสร้างกระแสเงินสดในชีวิตได้

5. เอาเงินเก็บไปปล่อยกู้นอกระบบ 

ไม่มีรายได้ แต่มีเงินเก็บ บางครั้งเราอาจจะคิดว่าการนำเงินไปปล่อยกู้เพราะดอกเบี้ยสูงอาจจะเป็นวิธีการสร้างรายได้ที่ดีได้ แต่ท้ายสุดต้องอย่าลืมว่า ดอกเบี้ยสูง มันมาพร้อมกับความเสี่ยงในการชำระเงิน พอเขาไม่คืนเงินก็ต้องมานั่งปวดหัวว่าจะทวงเงินคืนได้อย่างไร

6. ถูกหลอกให้ลงทุน

หลายคนหารายได้จากการลงทุนที่เขารับประกันว่าจะได้ผลตอบแทนสูง ดีกว่าเอาเงินไปฝากในธนาคารและได้ดอกเบี้ยเงินฝาก เช่น การออมเงินได้ผลตอบแทนเดือนละ 3% แล้วท้ายสุดพอเรามารู้ที่หลังสรุปว่าเป็นแชร์ลูกโซ่ กลายเป็นการสูญเสียเงินที่เอาคืนได้ยาก 

ในช่วงที่กำลังมีความเสี่ยงในเรื่องรายได้ เราต้องต้องคิดดีๆในการบริหารเงินนะครับ หากความโลภเข้ามา หรือมีการเชิญชวนให้เราลงทุนในสิ่งที่มีความเสี่ยงสูง อาจจะทำให้เราเกิดอวสานทางการเงินกันได้ สุดท้ายแล้วที่คิดว่าจะมีเงินเก็บจำนวนนึงใช้ในช่วงตกงาน กลายเป็นหมดตัวเลยก็ได้

บทความนี้ก็คิดว่าจะเป็นอีกแนวทางในการเตือนสติทุกคนให้คิดดีๆก่อนที่จะเอาเงินเก็บของเราไปทำอะไรโดยที่ไม่ได้ย้ำคิดนะครับ

สู้ๆนะ อย่าให้เงินของเราจากไปกับเรื่องแบบนี้ 

เร็วไปไหมหากจะเห็นเด็กอายุ 11-15 เรียนเรื่องหุ้น?

0

เด็กอายุ 11-15 เรียนหุ้นได้แล้วหรือ?

นี่เป็นคำถามที่ผู้ปกครองหลายคนสงสัยและสอบถามผมมา ในฐานะที่ผมมีประสบการณ์ในการสอนการเงินการลงทุนให้เด็ก ผมพบว่าเด็กๆเรียนกันได้นะครับ และไม่ได้เป็นเรื่องยากสำหรับเขา

จริงๆเด็กทุกคนเขาได้เรียนรู้เรื่องหุ้นและธุรกิจจากชีวิตประจำวันของเขาอยู่แล้ว เขารู้ว่าเขาจะไปซื้อของที่ไหน กินอาหารที่ไหน ไปเที่ยวพักที่ไหน และเขารู้ว่าทุกครั้งที่เขาไปใช้บริการต่างๆ เขาต้องใช้เงินในการซื้อบริการ

  1. ในแง่ของการเงิน เราก็สอนเขาว่า การใช้เงินซื้อของเหล่านั้นจะทำอย่างไรให้คุ้มค่า
  2. ในแง่ของการลงทุน เราก็สอนเขาว่า ถ้าเขาเห็นว่า ถ้าเขาจะเป็นเจ้าของธุรกิจผ่านการถือหุ้น เขาจะต้องทำอย่างไร

ผมพยายามจุดประเด็นแบบนี้ให้น้องๆเขาได้เริ่มคิดก่อน แล้วที่เหลือ ผมค่อยๆสอนวิธีการให้เขาได้เข้าใจ

เรื่องหุ้นอาจจะถูกมองว่าเป็นเรื่องยาก เพราะในสมัยผมเด็กๆ ข้อมูลและสื่อการสอนมันไม่ได้เยอะมาก อีกทั้งแค่การฝากเงินในธนาคารก็ได้ดอกเบี้ยเยอะแล้ว

นอกจากนี้ ตอนสมัยผมเด็กๆเวลาคนพูดถึงหุ้นจะมองว่าเป็นเรื่องของคนรวย เราเรียนจบมา หางานทำดีๆตามหน่วยงานราชการ หรือ บริษัทเอกชนใหญ่ๆจะดีกว่า เรื่องหุ้นเลยเป็นเรื่องไกลตัวมากๆ

ถ้าเราเอากรอบความคิดแบบนี้ตัดสินใจให้รุ่นลูกของเราไป ต้องเชื่อในแบบที่เราเจอมา อย่าไปยุ่งกับหุ้นจนกว่าจะโตเพราะมันเป็นเรื่องผู้ใหญ่ การพัฒนาความคิดและมุมมองด้านการเงินการลงทุนมันจะอยู่ที่เดิมแน่ๆ

ทุกคนก็ทราบดีว่าโลกเรามันเปลี่ยนแปลงทุกวัน เก็บเงินก็เสี่ยง ไม่เก็บเงินก็เสี่ยง เครื่องมือทางการเงินออกมาใหม่ตลอด สมัยก่อนเราอาจจะรู้แค่ เงินฝาก หุ้น พันธบัตร ซื้อทอง เดี๋ยวนี้มีอะไรเพิ่มอีกเยอะ Cryptocurrency Forex DW การทำธุรกิจแบบ Startup แล้วก็อีกสารพัดสิ่งที่จะมาใหม่ และยังไม่รวมเหล่าบรรดาการลงทุนของปลอมอย่างแชร์ลูกโซ่ทั้งหลายอีก

เวลาที่ผมสอนเด็กๆในเรื่องของการเงินนะ ผมไม่เคยคาดหวังเลยว่าเด็กๆจะต้องโตไปเป็นคนที่เล่นหุ้นเก่ง แต่ทุกครั้งผมจะคิดว่า ผมกำลังทำให้เขารู้เท่าทันโลกด้วยเนื้อหาที่เหมาะสมกับวัยของเขา สำหรับผม Financial literacy มันคือ “ทักษะ” รู้แล้วเอาตัวรอดในอนาคตได้

การที่รู้มันย่อมดีกว่าการไม่รู้อยู่แล้ว และอย่างที่ผมมักจะบอกทุกคนว่า การเงินการลงทุนไม่ได้เป็นสิ่งที่สอนในโรงเรียน เราอาจจะสอนพื้นฐานทางการเงินง่ายๆให้กับเด็กๆในช่วงที่เขายังอยู่กับเรา แต่พอเขาไปโรงเรียนแล้ว เราก็อาจจะไม่ได้สอนในเรื่องเหล่านี้ โผล่มาอีกที เขาจะเจอเรื่องการเงินต่างๆแบบเริ่มศึกษาใหม่เต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็น Tax, VAT, credit card, การกู้บ้าน, การกู้ซื้อรถ, การซื้อกองทุนรวม,การซื้อประกัน และอีกหลายๆเรื่องการเงินการลงทุนที่เกี่ยวข้อง

สำหรับผมแล้วการเรียนเรื่องหุ้นและการลงทุนต่างๆ เด็กๆเรียนได้ในเชิงพื้นฐาน Foundation และเป็นการลองผิดลองถูกบนกระดาษเมื่อเรายังเล็กก่อน ดีกว่าเขาใช้เงินจริงไปลงทุนและขาดทุนเยอะๆในอนาคตครับ

ประกันต้องซื้อก่อนป่วย ป่วยแล้วอยากซื้อไม่ได้นะ

0

เรื่องมีอยู่ว่า… มีคนมาถามเรื่องประกัน เพราะป่วยเป็นโรคร้ายแรง ก็โรคมะเร็งนั่นล่ะครับ และคงคำนวณแล้วว่าหากมีประกันก็คงดีในการช่วยเรื่องค่าใช้จ่ายได้

ต้องอย่าลืมนะว่าการป่วยเป็นมะเร็งนั้นจะมีค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลค่อนข้างมาก และ นั่นยังไม่รวมค่าใช้จ่ายแฝงอีกจำนวนมาก อ่านเพิ่ม ป่วยทีอย่าคิดว่าไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม เยอะเลยล่ะ

ป่วยแล้วค่อยทำประกัน!

เชื่อผมไหวว่าคนทั่วไปมีความเข้าใจแบบนี้ไม่น้อยจริงๆ คิดว่าป่วยก่อนค่อยมาทำประกันที่หลังได้ ทั้งๆที่หลักการในการทำประกันคือ “ป้องกันความเสี่ยง” บริษัทจะรับประกันเมื่อร่างกายปกติ และจะจ่ายค่ารักษาเมื่อต่อมาพบว่าเราเกิดป่วยเป็นโรคที่ประกันคุ้มครองอยู่

ถ้าเปรียบเทียบกับการซื้อหวย ก็เหมือนตอนเราต้องซื้อก่อนที่เขาจะประกาศว่าหวยออกเลขอะไร ไม่ใช่หวยออกไปแล้ว เราไปตามหาคนขายเพื่อขอซื้อรางวัลที่จะได้โชค

มันก็เลยเป็นสินค้าที่คนไม่อยากจ่าย ถ้ารู้ว่าเราไม่ได้เป็นอะไร แต่เป็นสิ่งที่คนต้องการมากเมื่อเรารู้แล้วว่าเราเกิดความเสี่ยงที่กังวลนั้นๆ

หนึ่งในวิธีคิดในการทำประกัน ผมจะถามตัวเองว่า ถ้าผมเป็นอะไรขึ้นมา ผมจะต้องจ่ายค่ารักษาเต็มๆเท่าไหร่? ถ้าคำตอบคือ จ่ายแพงมาก หลักล้านบาท ถ้าผมจะยอมปิดความเสี่ยงโดยจ่ายหลักหมื่นบาทต่อปีดีไหม? ถ้าผมคิดว่าเราต้องปิดความเสี่ยงนั้น ผมก็จะจ่าย 

การทำประกันคือการอุดรอยรัวทางการเงิน เป็นการจ่ายน้อยๆเพื่อให้คุ้มครองมากๆหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน เหมือนการเลี้ยงกองทัพแม้จะไม่ได้ออกรบ แต่เมื่อมีสงคราม ทหารก็จะป้องกันประเทศให้เสียหายน้อยกว่าการไม่มีกองทัพครับ

ผมเองก็ไม่ได้ทำประกันทุกตัว และเราก็ไม่จำเป็นต้องซื้อประกันเพื่อโอนความเสี่ยงเท่านั้น บางอย่างผมรับความเสี่ยงเองได้ก็รับนะ หรือบางอย่างถ้าเราหนีความเสี่ยงได้ก็หนีไปเลย ไม่ต้องเสียตัง เช่น ถ้าเราต้องไปต่างประเทศ แล้วเสี่ยงต่อการป่วยจากโรคระบบทั่วไปในพื้นที่นั้นๆ เราเลือกที่จะเสี่ยงได้ ก็ไปเที่ยวเล่นแค่ 3 วันเอง กลับมาอาจจะไม่ป่วยก็ได้ แต่เราอาจจะเลือกไม่ไปก็ได้ ไม่ไปก็จบ 

แต่แบบเรื่องอุบัติเหตุ โรคร้ายแรง ทั่วไปในชีวิต ฯลฯ บางทีมันคาดการไม่ได้เหมือนกัน ก็ต้องประเมินดีๆว่าเราจะป้องกันความเสี่ยงยังไงให้เหมาะสมกับการเงินของเรา

ปล. ใครสนใจทำประกัน ผมมีตัวแทนแนะนำได้ สามารถ inbox ใน Fan Page ผมมาได้เลยนะครับ

 

แชร์ประสบการณ์ข้อผิดพลาดในการลงทุนใน CFD FOREX

0

มีคนถามเรื่องการลงทุน Forex และ CFD มาเยอะพอสมควรเลยนะครับ ผมก็เล่าให้ฟังได้ โดยเฉพาะเรื่องข้อผิดพาดทั้งหลาย เพียบเลย จะได้ชั่งใจกันก่อนหากใครคิดจะเข้ามาสู่วงการนี้

CFD คืออะไร? อ่านเพิ่ม >> https://bit.ly/2ZDCUFh

จริงๆแล้ว CFD ก็เป็นอนุพันธ์ทางการเงิน (Derivative) ที่ความเสี่ยงสูงมาก ซึ่งตามหลัก High Risk High Expect Return มันก็จะให้ผลตอบแทนหรือความฉิบหายได้สูงมากๆเช่นกัน รัฐบาลไทยเลยยังไม่อนุญาตให้มีการเปิดธุรกิจนี้ในประเทศไทยได้ คนที่ซื้อขายส่วนใหญ่จะใช้บริการจากต่างประเทศผ่านระบบ Online

ที่ว่ามันอันตรายก็เพราะ มันใช้ Leverage (อัตราทด) ในการซื้อขาย และ สินค้าพวกนี้มีความผันผวนสูงมาก เช่น เรานำเงินไปลงทุน $1,000 ดอลลาห์ ใครซื้อขายหนักๆ อาจจะสร้างผลกำไรถึง 10-20% ภายในวันเดียวได้ แต่ต้องอย่างลืมว่า เราอาจจะสูญเสียเงินทั้งหมด ภายใน 1 วันก็ได้เช่นกัน แต่มันจะต่างกับการซื้อขายในบ้านเราอย่างครับคือไม่มีการ Call Margin ขาดทุนหนักจะโดนบังคับขายแล้วหักเงินออกจากพอร์ตที่เรามีอยู่ พอตังหมด เรียกว่าพอร์ตแตก พอร์ตแหก พอร์ตยับ อะไรก็ว่าไป

ในรูปนี้เป็นตัวอย่างนะครับ ผมจะมีกลุ่มที่ศึกษาเรื่องนี้กับเพื่อนๆ และมีการจัดแข่งขันด้วย Port จำลอง (คล้ายๆ Click2win นะครับ) อย่างที่บอกล่ะครับว่าเราแข่งเพื่อการศึกษาเท่านั้น

เริ่มต้นด้วยเงิน $1,000 โดยกำหนดว่าจะไปเทรด CFD โดยอิงกับ US30 ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งในช่วงนี้ถ้าใครตามข่าวจะเห็นว่าผันผวนมากในช่วงนี้ แต่ก็อาจจะไม่เท่าช่วงที่ Covid-19 ระบาดเมื่อช่วงต้นปี และ คิดว่าในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ก็คงผัวผวนหนักอีกครั้ง

ความผันผวนมันสร้างผลกำไรและการขาดทุนได้ เช่น ถ้าเราไปเปิด Long Position (Buy-ยิ่งขึ้นยิ่งกำไร) แต่มันดันลง หรือ เราเปิด Short Position (Short-ยิ่งลงยิ่งกำไร) แต่มันดันขึ้นก็จะขาดทุนได้ จะขาดทุนมากหรือน้อยมันก็ขึ้นอยู่กับว่า

  1. Mindset ในการเทรดเป็นอย่างไร มีภาวะโลภในใจไหม
  2. ราเปิดสัญญาใหญ่ขนาดไหน (ยิ่งใหญ่ยิ่งพัง)
  3. เราถูกลากให้ผิดทางไปกี่จุด (ยิ่งยาวยิ่งพังเร็ว)
  4. เราไปถัวเพิ่มให้ขาดทุนหรือไม่ (ยิ่งเพิ่มแต่ยิ่งผิดก็ยิ่งพัง)

ในความเป็นจริงของการซื้อขาย มันจะเป็นแบบนี้ครับ คือ พอเรามาผิดทาง เช่น เรา Long (Buy-ยิ่งขึ้นยิ่งกำไร) แต่ม้นลงเราก็ขาดทุนมากขึ้นเรื่อยๆ หลายคนตัดสินใจถัวเพิ่มเผื่อมันกลับทิศทางจะได้กำไร  แต่มันดันลงไปต่อ ยิ่งเจ๊งเข้าไปใหญ่ พอเราตั้งสติได้ เรามองว่างั้นเราปิด Position แล้วไปกลับทางเล่นเปลี่ยนเป็น Short (Sell-ยิ่งลงยิ่งกำไร) เมื่อนั้นมันจะกลับตัวมาทางเดิมที่เราพึ่งเปิดไปครับ ความผันผวนแบบนี้ทำให้เราขาดทุนแล้วขาดทุนอีก

และก็อย่างที่เห็นครับ ผมแข่งได้ 2 วัน วันแรกได้กำไร +20% แต่วันที่ 2 พัง… (แถบดำๆคนเดียวนั่นล่ะ)

ลองคิดดูเล่นๆนะ ถ้าเราเองเงินจริงมาลง $1,000 หรือประมาณ 32,000 บาท คุณจะยอมรับได้ไหมถ้ามันหายไปทั้งหมดใน 1-2 วัน แต่แน่นอนครับ มันก็มีคนทำกำไรได้เยอะๆก็ได้อยู่เหมือนกัน คนเหล่านี้มีประสบการณ์สูงกว่าผมอยู่แล้ว

ความผิดพลาดผมก็คือ การผิดทางแล้วผิดทางอีก เสียหายเยอะ เลยตัดสินใจเพิ่ม Size การลงทุนใหญ่ขึ้นเพื่อเอาเงินคืนเร็วๆ ก็คือการ Over Trade นั่นล่ะครับ พังเร็วยิ่งขึ้น ส่วนใหญ่จะไม่รวยเร็ว แต่จะพังเร็วมากกว่าเดิม

ใครที่อยากลองศึกษา ผมแนะนำให้ใช้พอร์ตจำลองนะครับ อย่างที่ผมบอกเสมอล่ะ การศึกษาหาความรู้เป็นสิ่งที่ทำได้อย่างไม่มีข้อจำกัดให้เราได้รู้ทันโลกใบนี้ ทรัพย์สินต่างๆที่นำมาอ้างอิงเพื่อซื้อขาย CFD ไม่ว่าจะเป็นการอ้างอิงดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ค่าเงิน ทองคำ น้ำมัน หุ้นต่างประเทศ มันใช้ข้อมูลเดียวกัน Real Time กันทั้งโลก อยู่ที่เราแล้วว่าจะไปซื้อหุ้นต่างประเทศ หรือ ซื้อสัญญาอนุพันธ์ที่อ้างอิงกับหุ้นต่างประเทศตัวนั้นๆ

แต่ถ้าใครจะไปซื้อขายด้วยเงินจริง ผมเองก็ขอให้ลองชั่งใจกันดีๆ เพราะ CFD FOREX เป็นสิ่งที่รัฐบาลยังไม่มีกฎหมายรับรองนะครับ หากใครไปใช้บริการโบรกเกอร์ที่ไม่ดี เป็นบริษัทหลอกลวงหรือ Scam เอาเงินเข้าไปเทรดได้ แต่ถอนออกมาไม่ได้ ก็เรียกร้องใครไม่ได้ คงยากที่เราจะเดินทางไปฟ้องร้องในต่างประเทศทฝด้วยครับ ควรจะต้องไปหาบริษัทที่น่าเชื่อถือด้วยการศึกษาข้อมูลเยอะๆครับ

นี่แล้วพอเล่าให้ฟัง ไม่ใช่เลิก DCA ถอนไปเก็งกำไรใน CFD กันหมดนะ จะตีก้นเลย

หมายเหตุ : การแข่งขันใช้ Port จำลองโดย ATFX นะครับ ไม่ได้ใช้เงินจริง bit.ly/DemoTradingCompetition

กลุ่มศึกษา CFD

Line Group : https://bit.ly/3foPfls
Facebook Group : https://bit.ly/2PJhIZ7

บทเรียนการเงินราคาแพงกรณีคู่รัก พี่ติ๊ก-พี่หนุ่มศรราม

0

ได้มีโอกาสเปิดรายการโหนกระแส กรณีปัญหาทางการเงินของพี่ติ๊ก ที่กระทบมายังชวิตคู่รักจนทำให้ต้องมีการแยกกันอยู่กับพี่หนุ่ม ศรรามนะครับ บทความนี้ผมจึงอยากสรุปบทเรียนราคาแพงที่อาจจะเกิดขึ้นกับพวกเราทุกคนได้นะครับ จะได้เป็นกรณีศึกษาให้เราไม่ประมาทในแง่ทางการเงินครับ ประเด็นต่างๆที่เราสามารถเรียนรู้ได้มีดังนี้ครับ

  1. การยืมเงินไปหมุน

การยืมเงินของคนอื่นไปหมุนนั้น หมายถึงการที่เรามีภาระค่าใช้จ่ายต่างๆหรือมีหนี้สินต่างๆที่เราจะต้องใช้ แต่เราไม่มีเงินสดมากพอที่เราจะทำอย่างนั้นได้จึงต้องหยิบยืนคนอื่นครับ ในกรณีตัวอย่าง เช่น หากเรามีการซื้อประกันเอาไว้ด้วยเบี้ยประกันที่สูงมาก แต่เรากลับจ่ายไม่ไหว เราไปยืมเงินคนอื่นมา อยู่ๆการออมผ่านประกันอาจจะกลายเป็นหนี้จากการยืมเงินได้เหมือนกันนะครับ

ทั้งนี้บางทีเวลาที่เรามีหนี้มากแถมโดนเร่งรัดมากๆ สิ่งแรกที่จะต้องทำคือเอาสมบัติไปขาย เอาทองไปขาย เอานั่นนี่ไปขาย ถ้ามีการแอบกดเงินผู้อื่นด้วยยิ่งแย่เลย หากใครมีคู่ก็คงไม่อยากให้แฟนเรามีปัญหาใช่ไหมครับ ความรู้ทางการเงินจึงเป็นสิ่งสำคัญมากๆในชีวิตคู่ ต้องคุยกันบ่อยๆและวางแผนต่างๆร่วมกันบ่อยๆนะครับ

  1. เรื่องเล่นการพนัน

อันนี้ไปกันใหญ่เลย หลายคนที่มีปัญหาเยอะๆ อยากได้เงินเร็ว สิ่งที่คิดว่าจะช่วยได้ก็คือการไปเล่นพนัน เพราะมีแค่ได้กับเสีย ถ้าได้ก็ใช้หนี้ได้ แต่ต้องอย่าลืมว่าการพนันนั้นถูกออกแบบมาให้คนเสียมากกว่าคนได้นะ

ผมเคยลองเติมเงินไปเล่นพนันออนไลน์ว่ามันเป็นยังไง ตอนนั้นลองสนุกๆ 200 บาทเพื่อเรียนรู้ เริ่มด้วยพนันของเวียดนาม เล่นยังไงก็แพ้ เลยไปเล่นพวกหัวก้อย สูงต่ำ เป่ายิ้งฉุบ เพราะเราคิดว่าไม่ชนะก็แพ้ แรกๆก็ชนะอยู่หรอก แต่เล่นไปเล่นมาตังหมดเลย

แต่พอผมเล่นจบผมก็เลิกนะ ผมว่าถ้าเป็นบางคนอาจจะเสียดาย เติมเงินไปเล่นต่อเพื่อเอาคืน แล้วก็เสียมากขึ้นเรื่อยๆ อันนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่หวยนะ แม้การลงทุนทั่วไปอย่างหุ้น คนเอาเงินไปเล่นหุ้นปั่นแล้วเจ๊ง ถ้าไปหยิบยืมคนอื่นก็จะเจ๊งเพิ่มได้เพราะเวลาอยากเอาคืน ผีพนันมันจะเข้าสิงแทน

  1. ใช้เงินเกินตัว โดนยึดทรัพย์

ประเด็นที่ 3 น่าสนใจครับสำหรับคนที่กำลังผ่อนหนี้อยู่ ต้องอย่าลืมว่าถ้าผ่อนไม่ได้เราจะโดนยึดทรัพย์ได้ หากเราใช้เงินเกินตัว ในกรณีตัวอย่าง เป็นหนี้ เขามายึดของ แต่ถ้าเราไม่อยากเสียของก็ต้องหาเงินมาจ่ายหนี้ มันจะวนไปแบบนี้ละครับ

และโดยปกติหากเราใช้เงินเกินตัว เรามักไม่มีเงินมาจัดการหนี้สินและโดนยึดทรัพย์เป็นธรรมดาอยู่แล้ว ยกเว้นเราจะมีเงินสำรองไปจ่ายหรือไม่ก็ไปลงเอยด้วยการเปลี่ยนเจ้าหนี้ แต่ปัญหามันไม่ได้หมดไปอยู่แล้ว

  1. การทำธุรกิจที่ไม่ถนัด

ผมว่าลึกๆหลายคนที่เป็นหนี้ เขาพยายามหาเงินมาใช้คืนนะ ไม่งั้นไม่ทำอะไรเยอะแยะมากมายให้หาเงินมาปลดหนี้ได้หรอก เพียงแต่เจ้าหนี้ก็กลัวไม่ได้คืน ก็มักจะมาเร่งเอา แต่ก็เข้าใจเจ้าหนี้ว่าถ้าไม่เร่งเดี๋ยวไม่ได้ ลูกหนี้ก็พยายามรีบทำอะไรก็ได้เพื่อได้เงินมา

อะไรที่เป็นการหาเงินง่ายๆ ได้เงินเร็ว มีช่องทางเป็นไปได้ก็มักจะลองทำดู เรื่องหน้ากากอนามัยที่เป็นกระแสเมื่อช่วง Covid-19 มีเยอะมาก ที่เป็นนายหน้ารับเงินต่อ ของปลอมก็เยอะ บังเอิญได้เงินลูกค้ามาแล้วโอนต่อ ท้ายสุดก็ไม่ได้ของ จบเลย เขาจะไปทวงใครก็ต้องมาทวงเรา เงินก้อนนี้เกือบล้าน

จุดแตกหักในความสัมพันธ์ มันเป็นแบบนี้ล่ะครับ สังเกตได้เลยคนเป็นหนี้ จะมีโอกาสที่ Mindset ด้านการเงินพังมากขึ้นได้เรื่อยๆเพราะไม่รู้จะเอายังไงกับปัญหาของชีวิตต่อ

คนที่มีหนี้ สิ่งแรกที่ผมจะให้ทำคือใจเย็นๆ ถ้าเต้นแล้วเอาเงินไปทำอะไรเพื่อให้ได้เงินคืนกลับมาเร็วๆ มันจะพังแล้วพังอีกได้

ค่อยๆคิดก่อน แล้วไปคุยกับเจ้าหนี้ ยอมรับไปเลยว่าใช้ไม่ได้ในตอนนี้ แต่จะหาทางใช้ เสนอแผนไปว่าจะทำอะไร แล้วพอจะเอาเงินมาคืนได้เมื่อไหร่ เจ้าหนี้จริงๆเขาก็อยากได้เงินคืน เดินไปคุยก่อนที่เขาจะมาหาดีที่สุด แต่อย่างว่าเจ้าหนี้แต่ละคนก็โหดหรือใจดีต่างกัน ก็ต้องพยายามคุยความเป็นไปได้

 

90,553แฟนคลับชอบ
1,819ผู้ติดตามติดตาม
935ผู้ติดตามติดตาม