หน้าแรก บล็อก หน้า 3

ซื้อทรัพย์สินดิจิทัล หรือ อนุพันธ์ ใน Bitcoin ดี?

0

ตอนนี้รูปแบบการลงทุนในทรัพย์สินทางเลือกมีหลากหลายมากๆเลยนะครับ โดยเฉพาะ Digital asset ก็ถูกพูดถึงกันค่อนข้างเยอะ และมันก็ถูกนำไปใช้ในการเปิดให้บริการลงทุนในหลายๆรูปแบบ บทความนี้จึงจะเอาตัวอย่างการลงทุนที่มีอยู่ในตลาดมาให้ดูนะครับ ซึ่งไม่ได้แนะนำหรือชี้นำให้ลงทุนนะครับ การตัดสินใจลงทุนเป็นเรื่องของผู้อ่านแต่ละคนเอง

ทีนี้มีหลายคนถามผมเข้ามาว่า เขาไปเห็นการซื้อ Bitcoin (BTC) ตามเวปต่างๆเช่นตาม Exchange ของไทยและต่างประเทศ และเห็นการเทรด BTCUSD ใน Application MT4 ในตลาด Forex คำถามก็คือมันเหมือนกันหรือไม่? มาดูกันนะครับ

  • การลงทุนด้วยการซื้อทรัพย์สินดิจิทัล 

การลงทุนด้วยการซื้อ ก็คือเราเอาเงินไปแลกและกลายเป็นเจ้าของทรัพย์สิน เรามีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อบ้าน ซื้อรถ ซื้อหุ้น และหากเราต้องการเป็นเจ้าของ Bitcoin หรือ Cryptocurrency หรือ Token ต่างๆเราก็สามารถเอาเงินไปซื้อได้ครับ ในปัจจุบันมีผู้ให้บริการที่ได้รับใบอนุญาตจากทาง กลต. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราก็สามารถเปิดพอร์ตได้ (อ่านเพิ่ม วิธีเปิดพอร์ตซื้อขาย Bitcoin Cryptocurrency และเงิน Digital)

เมื่อเราซื้อมาเราก็จะเป็นเจ้าของ สามารถโอนให้บุคคลต่างๆได้ อันนี้จะเป็นตัวอย่างหน้าจอของทาง Bitazza นะครับ เราสามารถทำการซื้อ Bitcoin และเก็บไว้ในกระเป๋าเงินของเราได้ รูปข้างล่างคือหน้าจอกระเป๋าเงินนะครับ เขาจะแยกเป็นประเภทเหรียญให้เลย เช่น BTC ETH XLM XRP USDT BTZ ขอ Hide นะครับ มีน้อย เขิน 555

จะเห็นได้ว่าด้านล่างจะมีคำสั่ง ส่ง/รับ อยู่ ซึ่งเราสามารถส่งเหรียญไปให้คนอื่นได้หรือรับเหรียญเข้ามายังกระเป๋าเงินของเราได้ คล้ายๆการโอนเงินนั่นล่ะครับ แต่เราใช้วิธีการโอนเหรียญ Crypto แทน ซึ่งการใช้เหรียญทำธุรกรรมบางอย่างอาจจะมีข้อจำกัดเพราะเหรียญบางตัวอย่าง BTC ETH มันมีมูลค่าที่แกว่งไปมาได้ แต่ถ้าเป็นพวก Stable coin อย่าง USDT ที่อ้างอิงเงิน $USD อาจจะนำมาใช้ประโยชน์ได้ในอนาคตเนื่องจากแกว่งไปมาไม่มาก

อย่างทาง Bitazza เขาก็เลยนำล่องตลาดด้วยการให้ซื้อของผ่าน Cryptocurrency ได้ อารมณ์แบบ ซื้อของแล้ว Scan QR Code แล้วเหรียญจะถูกแปลงเป็นเงินบาทในการชำระรายการสินค้าไปยัง Partner ได้เลย (ล้ำดีเนอะ)

นอกจากนี้ เนื่องจาก Digital Asset คือทรัพย์สินของเราที่มีหลายสกุล เราก็สามารถเปลี่ยนมันไปมาได้ เหมือนเราเอาเงินบาทไปแลกเงินปอนด์ แล้วเอาเงินปอนด์ไปแลกดอลลาห์าสหรัฐ ตรงนี้เราสามารถทำได้หมดครับ แต่ผมมีข้อแนะนำก็คือการซื้อขายระหว่างสกุลนั้นบางทีอาจจะมีค่าธรรมเนียมจึงต้องวางแผนดีๆว่าเราจะสะสมเหรียญนั้นๆไปด้วยวัตถุประสงค์อะไรด้วยครับ รูปข้างล่างแสดงให้ดูว่าถ้าเราไม่ได้ใช้เงินบาทแลกเปลี่ยนแต่ใช้ BTC เป็นตัวแลกเปลี่ยนกับเหรียญอื่นๆราคามันเป็นอย่างไร

ก็พอจะเห็นภาพกันคร่าวๆนะครับว่า การซื้อ Digital Asset มันคือการลงทุนซื้อทรัพย์สิน เราจะกลายเป็นเจ้าของมัน สามารถถือไว้เพื่อลงทุนได้ สามารถนำไปโอนให้ผู้อื่นได้ หรือ สามารถนำไปซื้อของและชำระเงิน (ด้วยการแปลงเป็น Thai Baht ได้)

 

  • การลงทุนในสัญญาส่วนต่างของ Bitcoin ในตลาด Forex

ในรูปแบบที่ 2 นี้ผมเองก็ต้องขอแจ้งไว้ก่อนว่า การลงทุนในตลาด Forex นั้นเป็นการลงทุนในรูปแบบ Contract for Different (CFD) ซึ่งเป็นการลงทุนอนุพันธ์ทางการเงินที่มีการใช้อัตราทดหรือ Leverage ที่มีความเสี่ยงสูงมาก ในประเทศไทยรัฐบาลจึงยังไม่มีการรับรองให้ทำธุรกิจได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย คนที่ต้องการเทรดในตลาดนี้จึงต้องเปิดพอร์ตกับผู้ให้บริการในต่างประเทศ ตรงนี้ก็ต้องดูโบรกเกอร์ที่มีความน่าเชื่อถือนะครับ

ในบทความนี้ผมอ้างอิงราคาจาก Port demo (พอร์ตจำลอง) จาก ATFX นะครับ ไม่กล้าเล่นเงินจริง ฮาๆ ซึ่งการซื้อขายนั้นจะทำผ่าน Application Meta trading 4 (MT4) รูปข้างล่างจะเป็นตัวอย่างหน้าจอที่แสดงให้เห็นว่า มีคู่ค่าเงินอะไรให้เล่นบ้าง เช่น

  • XAUUSD (ทองคำ/ดอลลาห์)
  • BTCUSD (ฺBitcoin/ดอลลาห์)
  • US30 (Down Jones index)
  • EURUSD (ยูโร/ดอลลาห์)

การลงทุนแบบ CFD นั้น เราจะไม่ได้ซื้อทรัพย์สินเข้าพอร์ตครับ แต่เราจะทำการซื้อ (เล่นขาขั้น) หรือ ขาย (เล่นขาลง) หากทิศทางของคู่สัญญานั้นเป็นไปตามที่เราประเมินไว้ เราก็จะได้กำไรและหากราคาไม่เป็นไปตามที่เราคาดหวังนั้นเราก็จะขาดทุนครับ ดูภาพราคาแล้วมันไปทางขาขึ้นอย่างสยองๆเนอะ รูปนี้คือกราฟว Day นะครับ

ในส่วนของการซื้อขายสัญญา CFD เราต้องมีอยู่ในพอร์ตที่สอดคล้องกับ Leverage นะครับ เช่น จะ Trade 100,000 จะต้องมีเงินในพอร์ต 1,000 และการซื้อขายจะใช้จำนวน Lot ตรงนี้ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของแต่ละโบรกละครับว่า ขนาดเล็กที่สุดนั้นคือเท่าไหร่

การซื้อสัญญาอนุพันธ์ในลักษณะ CFD นั้นมีความเสี่ยงสูงมาก เราซื้อแล้วไม่ได้เป็นเจ้าของทรัพย์สิน เอาไปใช้ เอาไปโอนให้ใครไม่ได้ หลังจากการส่งคำสั่งซื้อขายแล้วกำไรขาดทุนจะวิ่งขึ้นลงตามฝั่งที่เราอยู่ หากเราเก็งกำไรถูกฝั่งเราก็จะได้กำไรในการเทรดไม้นั้นๆ อันนี้ก็จะเป็นการลงทุนในอีกรูปแบบหนึ่งใน Bitcoin ด้วยการใช้อนุพันธ์นะครับ

จริงแล้วเครื่องมือการลงทุนในทรัพย์สินหนึ่งๆในต่างประเทศมันมีหลากหลายวิธีเยอะมาก ผมเคยเขียนตัวอย่างการลงทุนในทองคำเอาไว้ เผื่ออ่านเป็นกรณีศึกษาเพิ่มเติมได้ครับ 5 วิธีในการลงทุนในทองคำ จากท่าง่ายไปท่ายาก

Source : Bitazza ATFX

ซื้อขาย Bitcoin ผ่าน Exchange กับ Broker ต่างกันอย่างไร

0

ในบทความนี้ผมจะเล่าต่อยอดจากบทความที่แล้วที่เขียนเรื่องวิธีเปิดพอร์ตซื้อขาย Bitcoin Cryptocurrency และเงิน Digital นะครับ ซึ่งผมได้เล่าให้ฟังว่าผู้ประกอบการธุรกิจทรัพย์สินดิจิทัลมี License แบบไหนบ้าง และใครได้ใบอนุญาตแบบไหน ผมยกตัวอย่างมา 3 บริษัทใหญ่ในตลาดบ้านเรา โดยอ้างอิงจากทาง กลต. (ณ วันที่ 20 พย 2020) ได้แก่

  1. Bitkub ได้ใบอนุญาต Exchange
  2. Satang Pro ได้ใบอนุญาต Exchange
  3. Bitazza ได้ใบอนุญาต Broker

ทีนี้คำถามของหลายๆคนก็คือ Exchange กับ Broker มันต่างกันอย่างไรนะ?

ก่อนอื่นผมคงต้องขออ้างอิงกฎหมายก่อนเลยนะครับ ถ้าเราไปอ่านราชกิจจานุเบกษา พระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 จะมีการกำหนดความหมายเอาไว้

  • “ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล” หมายความว่า ศูนย์กลางหรือเครือข่ายใด ๆ ที่จัดให้มีขึ้น
    เพื่อการซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัล โดยการจับคู่หรือหาคู่สัญญาให้ หรือการจัดระบบหรือ
    อํานวยความสะดวกให้ผู้ซึ่งประสงค์จะซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลสามารถทําความตกลงหรือ
    จับคู่กันได้ โดยกระทําเป็นทางค้าปกติ แต่ทั้งนี้ ไม่รวมถึงศูนย์กลางหรือเครือข่ายในลักษณะ
    ที่คณะกรรมการ ก.ล.ต. ประกาศกําหนด

ถ้าเราตีความตามกฎหมายแล้วจะเห็นได้ว่า ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล เขาจะเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยน จับคู่ให้เรากันนะครับ เช่น นาย A ต้องการซื้อ Bitcoin และ นาย B ต้องการขาย Bitcoin ทั้ง 2 คนจะมาซื้อขายกันในศูนย์แลกเปลี่ยนนี้ ถ้าหากใครเคยเล่นหุ้นผมคิดว่าเราน่าจะนึกถึงภาพตลาดหลักทรัพย์ที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางให้มีคนมาซื้อขายกัน

ผมลองเอาตัวอย่างหน้าจอของ Bitkub และ Satang Pro มาให้ดูนะครับ ด้านซ้ายจะมีตัวเลขวิ่งไปมาที่บอกว่ามีการซื้อขายอย่างไรในตลาดตอนนี้ และเราก็สามารถส่งคำสั่งว่าเราจะซื้อจะขายอย่างไร มีทั้งแบบ Limit Order / Market Order / Stop Order เขาก็จะมาจับคู่ให้กับเรานะครับ ใครสนใจรูปแบบ Exchange ก็ลองดู 2 เจ้านี้นะครับ

ภาพข้างล่างนี้คือ Exchange ของ Satang Pro นะครับ จะเห็นความเคลื่อนไหวของราคาเหมือนกันเพราะเป็นตลาดที่ผู้ซื้อผู้ขายมาเจอกัน

ทีนี้มาดูผู้ให้บริการอีกรูปแบบหนึ่งคือนายหน้า หรือ Broker ซึ่งมีคำอธิบายทางกฎหมายดังนี้ครับ

  • “นายหน้าซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล” หมายความว่า บุคคลซึ่งให้บริการหรือแสดงต่อบุคคลทั่วไปว่า
    พร้อมจะให้บริการเป็นนายหน้าหรือตัวแทน เพื่อซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลให้แก่บุคคลอื่น
    โดยกระทําเป็นทางค้าปกติและได้รับค่าธรรมเนียมหรือค่าตอบแทนอื่น แต่ไม่รวมถึงการเป็นนายหน้าหรือ
    ตัวแทนในลักษณะที่คณะกรรมการ ก.ล.ต. ประกาศกําหนด

ถ้าเราอ่านแล้วตีความจะพบว่า หากเราต้องการซื้อ Bitcoin นายหน้าซื้อขายก็จะเป็นคนที่จะไปเอา Bitcoin และ Cryptocurrency ทั้งหลายมาให้เรา เช่น นาย A บอกว่าอยากซื้อ BTC นายหน้าก็จะไปหามาให้แล้วเราก็ซื้อกับเขา เท่าที่ผมได้ศึกษาข้อมูลมานั้น ทาง Broker ก็จะไปหามาจาก Exchange ทั้งหลายในโลกนี้แล้วมานำเสนอเราแบบ Real time ด้วยราคาที่ดีที่สุดที่หาได้ตอนนั้น เราก็ทำการซื้อไป ถ้าอยากขายก็โบรกเกอร์ก็จะจัดการขายให้ การซื้อผ่านโบรกเกอร์ในลักษณะนี้มันคือการซื้อแบบ OTC หรือ Over the counter เป็นการซื้อกันแบบตรงๆไม่ต้องมีผ่านตลาด

ผมแสดงหน้าจอตัวอย่างของทาง Bitazza นะครับ

เราจะเห็นได้ว่าทาง Bitazza ไม่ได้มีหน้าจอแบบ Exchange เหมือน Bitkub และ Satang Pro เมื่อเราเข้ามาที่หน้าจอซื้อขาย (ด้านซ้าย) Bitazza จะบอกว่า ถ้าจะซื้อเขามีราคาที่ขายอยู่อย่างไรในขณะนั้น

  • ซื้อ 1,000 บาท จะได้ 0.001817 BTC
  • ซื้อ 2,000 บาท จะได้ 0.003634 BTC
  • ซื้อ 5,000 บาท จะได้ 0.009077 BTC
  • ซื้อ 10,000 บาท จะได้ 0.018147 BTC

ราคาของนายหน้าก็จะวิ่งไปวิ่งมาเหมือนกันนะครับ แต่ไม่ได้ราคานี้ตลอดนะ แต่หลายคนอาจจะสงสัยนะครับว่าทำไมซื้อ 1,000 บาท x 10 ครั้งจะได้ Crypto มากกว่า 10,000 บาทแต่ซื้อครั้งเดียว

จริงๆผมว่ามันก็ไม่ต่างกับการซื้อใน Exchange นะครับ พอเราซื้อเยอะ บางทีมันจะดันราคาขึ้นไปแล้วเราต้องซื้อในราคาที่แพงขึ้นด้วยเหมือนกัน ตลาด Crypto มันใช้หลักการแบบ Order book ซื้อน้อยๆผลกระทบต่อการขยับราคาก็จะน้อย ถ้าเราซื้อเยอะราคาก็จะขยับเยอะของที่ได้ก็จะน้อยลง

ในกรณีนี้เป็นแบบ OTC เราส่งคำสั่งซื้อเยอะๆไป นายหน้าเขาก็จะไปหาคนที่จะขายเยอะๆ บางทีก็อาจจะไปเจอในราคาที่สูงขึ้นนะครับ แต่อย่างไรก็ตามราคาที่เปลี่ยนตลอดเวลา เราอาจจะซื้อ 1,000 บาท ทั้ง 10 ครั้งได้คนละราคาเช่นเดียวกัน ตรงนี้ผมว่าอยู่ที่เราตัดสินใจแล้วครับ (ถ้าต้องซื้อ 1,000,000 บาท เคาะ 1,000 ทีก็ไม่ไหว ฮ่าๆ)

ซื้อแบบ Exchange หรือแบบ Broker อันไหนดีกว่ากัน?

ผมว่าก็อยู่ที่เราเลือกมากกว่านะครับ แต่ละคนคงชอบไม่เหมือนกัน ทั้งนี้อยู่ที่ ราคา และ ค่าธรรมเนียมในการซื้อขายด้วย แต่ในส่วนตัวผมเองคุ้นเคยกับการซื้อแบบ OTC มากกว่าแต่ท้ายสุดผมก็เป็นลูกค้าทั้ง 3 เจ้าครับ ฮ่าๆ

ใครสนแบบ Exchange ก็ดู Bitkub กับ Satang Pro นะครับ

ใครชอบแบบ Broker และ OTC ก็ลองดู Bitazza นะครับ

วิธีเปิดพอร์ตซื้อขาย Bitcoin Cryptocurrency และเงิน Digital

0

ตอนนี้มีแฟนเพจหลายคนเริ่มจนใจการลงทุนในทรัพย์สิน Digital กันมากขึ้น แต่จริงๆแล้วก็มีรูปแบบการลงทุนที่หลากหลายนะครับ ตั้งแต่การซื้อทรัพย์สินลงทุนเลย หรือบางคนอาจจะไปซื้อพวกสัญญาต่างๆเพื่อเก็งกำไรจากการซื้อขาย ไม่ว่าจะเป็น Option หรือในรูปแบบ Contract for different (CFD) แต่ในบทความนี้ผมจะขอเล่าเฉพาะการเปิดพอร์ตเพื่อซื้อทรัพย์สินสะสมเอาไว้เท่านั้นนะครับ

การเปิดพอร์ตเพื่อซื้อทรัพย์สิน Digital ไม่ว่าจะเป็น Cryptocurrency หรือ Token ต่างๆ สิ่งแรกที่เราจะต้องทำก็คือ การหาผู้ให้บริการที่มีความน่าเชื่อถือ ตอนนี้ประเทศไทยก็มีผู้ให้บริการหลายรายนะครับ ลองดูว่าเจ้าที่จะใช้บริการนั้นได้รับ License จากหน่วยงานกำกับจากภาครัฐหรือไม่

ในปัจจุบันทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) ได้มีใบอนุญาตให้ผู้ประกอบการทรัพย์สินดิจิทัล แบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่

  1. Digital Asset Exchange หรือ ศูนย์การซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัล
  2. Digital Asset Broker หรือ นายหน้าซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล
  3. Digital Asset Dealer หรือ ผู้ที่ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในนามตัวเอง

รายชื่อของผํู้ประกอบการสามารถเช็คได้ที่ เวปไซต์ของ กลต. (ณ วันที่ 19 พย 2020) หน้านี้ครับ >> Thai Digital Asset

หากใครไปดู Link ที่ผมให้ดูมาแล้วจะเห็นได้ว่าเจ้าใหญ่ๆในตลาดของเรา ล้วนมี License ให้ประกอบธุรกิจนี้ได้ ไม่ว่าจะเป็น

  • Bitkub ได้รับใบอนุญาต Digital Asset Exchange
  • Satang Pro ได้รับใบอนุญาต Digital Asset Exchange
  • Bitazza ได้รับใบอนุญาต Digital Asset Broker

ตัวอย่างวิธีการสมัครนะครับ ผมจะให้ดูของ Bitazza เป็นตัวอย่างครับ (Click link) การสมัครของแต่ละเจ้าก็ไม่ต่างกันมากนะครับ พอเรากรอกข้อมูล ก็ยืนยันตัวตน และเมื่อบัญชีอนุมัติแล้วก็สามารถเริ่มซื้อขายได้ครับ

สมัครอย่างไร?

  • เริ่มต้นเราก็กรอกข้อมูลของเราในการ Sign up ไม่ว่าจะเป็น email รหัสผ่าน และการยืนยันรหัสผ่าน
  • เรา Click ตามขั้นตอนเขาไปเลยครับ ไม่ยากๆ และเขาจะมีให้เราส่งหลักฐานยืนยัน เช่น ภาพบัตรประชาชน ภาพเราถ่ายคู่กับบัตรประชาชน พวกนี้เป็นขั้นตอน Know Your Customer (KYC) เพื่อให้บริษัทได้รู้จักเราครับ

ฝากเงินเพื่อซื้อขายอย่างไร?

การซื้อขาย Cryptocurrency นั้นมีความแตกต่างกับหุ้น เพราะเราจะต้องนำเงินไปฝากไว้ก่อน (ระบบ Prepaid เท่านั้น) ก็เป็นการโอนเงินจากบัญชีเข้าปกติครับ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงศรีฯ และ ธนาคารหลักๆในประเทศไทยสามารถใช้ได้หมดครับ

  • เราก็ไปที่เมนู “ฝาก”
  • เราก็คีย์ไปว่าจะเอาเงินมาลงเท่าไหร่ ทาง Bitazza ก็จะเอาออก QR Code ให้เราไป Scan จ่ายง่ายได้ลย
  • ในทางตรงข้าม ใครต้องการถอนก็ไปที่กระเป๋าสตางค์แล้วแจ้งว่าจะถอนเงินเท่าไหร่ได้เช่นกันครับ

จะซื้อ Cryptocurrency แล้วต้องทำอย่างไร?

เราต้องเลือกเหรียญก่อนนะครับว่าเราอยากจะซื้ออันไหน แน่นอนว่าสำหรับมือใหม่ก็คงไม่แน่ใจว่าซื้ออะไรดี ตรงนี้ก็ต้องไปศึกษาด้วยตัวของเราเองก่อนนะครับ แต่ถ้าจะให้ผมแนะนำก็อยากให้เริ่มต้นศึกษาที่

  • BTC – Bitcoin
  • ETH – Ethereum
  • XRP – Ripple
  • USDT – Tether US dollars (Stable coin)

ส่วนตัวอื่นๆก็ค่อยๆลองดูว่ายังไง การลงทุนใน Crypto ความเสี่ยงสูงมาก ผมเคยไปซื้อบางเหรียญตั้งแต่ปี 2018 ตอนที่ซื้อ เกือบ $200 ได้ ปัจจุบัน พฤศจิกายน 2020 ราคาเหลือ $15 ก็ขาดทุนนะครับ (ร้องไห้) เริ่มศึกษาจากตัวใหญ้ๆในตลาดก่อนแหละ ดีที่สุดนะผมว่า

กดซื้อต้องทำอย่างไร?

ข้อดีของการซื้อ Digital Asset อย่าง Cryptocurrency นั้น เราไม่จำเป็นต้องซื้อทีละ 1 เหรียญแบบซื้อหุ้น แน่นอนว่าถ้าต้องทำแบบนั้นเหนื่อยแน่นอนเพราะต้องหาเงินมา 4-5 แสนเพื่อซื้อ แต่การซื้อนั้นมันคล้ายๆการซื้อกองทุนรวมนะครับ มีเงินเท่าไหร่ซื้อได้เท่านั้น รูปข้างล่างเป็นตัวอย่าง สมมติผมซื้อด้วยเงิน 1,000 บาท ระบบจะคำนวณราคาในตอนนั้นๆให้ได้ 0.001853 BTC สะสมไป เดี๋ยวก็ได้ 1 เหรียญ เขาบอกว่าทั้งโลกมี 21 ล้านเหรียญเอง

พอเราซื้อแล้วเดี๋ยวเราจะได้เหรียญมาเก็บไว้ในกระเป๋าตังค์นะครับ กรณีที่อยากขายก็กดขายไป แต่เราต้องบันทึกเองนะครับว่าที่เราลงทุนไปแล้วเท่าไหร่ และทั้งหมดรวมแล้วกำไรหรือขาดทุนขนาดไหน อันนี้คือเบื้องต้นของการซื้อขายเท่านั้น ซึ่งโดยปกติแล้วเราก็จะทราบกันแค่นี้เนอะ

ใน Level Advance เราจะต้องไปศึกษาดูว่า Cryptocurrency มันทำอะไรได้บ้าง หลายๆอย่างมันทำได้มากกว่าที่เราคิด เช่น เราเอาไปปล่อยกู้ได้ จากตัวอย่างข้างล่างนี้นะครับ ก็มีการจ่ายผลตอบแทนที่สูงกว่าการเอาเงินไปฝากในธนาคาร แต่ผมคงไม่ลงลึกในประเด็นนี้นะครับ เพราะทุกอย่างล้วนเป็นเรื่องของความเสี่ยงครับ และผลิตภัณฑ์ทางเงินในโลก Digital ก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ ต่อไปมันก็จะมีอะไรให้เราเห็นอีกเยอะ ตรงนี้อยู่ที่เราแล้วว่าเราจะยอมรับความเสี่ยงและศึกษากับสิ่งใหม่ๆกันไหม โลกเรามันเปลี่ยนแปลงทุกวันจ้า

 

หมายเหตุ อย่าพึ่งไปถึง ณ จุดนั้นเลยนะจ้า เปิดพอร์ต ศึกษา และลองซื้อขาย Crypto กันก่อน ส่วน Level ที่ Advance เดี๋ยวเราค่อยมาว่ากันในอนาคตเนาะ ฺ

เปิดพอร์ต >>> Bitazza

 

ข้อควรคิดก่อนใช้สิทธิช็อปดีมีคืน 30,000 บาท

0

ช่วงนี้มีคนพูดถึงโครงการช็อปดีมีเงินคืนกันเยอะมาก จำได้ว่าปีก่อนๆมีโครงการคล้ายๆกันแบบนี้นะ แต่ในปัจจุบันนี้คนเข้าใจในเรื่องภาษีมากขึ้น

ถ้าเป็นปีก่อนๆจะมีคนมาถามว่า ช็อป 30,000 แล้วจะได้ 30,000 กลับมายังไง? คือเขาเข้าใจว่าซื้อของแล้วจะได้เงินคืนเต็มจำนวนกลับมาเลย ปีนี้ยังไม่มีนะ ฮ่าๆ

แต่อย่างไรก็ตาม ก็ต้องอย่าลืมว่าการซื้อของในโครงการนี้ ก็ต้องวางแผนด้วยว่าเราจะนำไปลดหย่อนภาษีได้ขนาดไหน ขึ้นอยู่กับเงินได้ของเราด้วย

ตัวอย่างเช่น เงินได้สุทธิในส่วนของ 150,000 แรก มันไม่เสียภาษีอยู่แล้ว ถ้าเราได้ในอัตรานี้ การจ่าย 30,000 บาทไปกับการซื้อของมันไม่ได้เงินคืนภาษีนะ

แต่ถ้ารายได้เราสูงกว่านั้น อัตราที่ได้สูงสุดก็จะขยับขึ้นไปเรื่อยๆ ผมไปอ่านๆมาเขาคำนวณไว้แล้วว่า ถ้ารายได้ 5 ล้านบาทขึ้นไป สูงสุดคือ 10,500 บาท (รายได้นี้ไม่ใช้อิฉันเจ้าคะ 555)

โดยปกติแล้วเวลามีโครงการอย่างนี้ เท่าที่ผมสังเกตจากคนรอบตัว จะมี 2 แบบ

กลุ่มที่ 1 ฉันต้องหาเรื่องซื้อของซักอย่าง

คนในกลุ่มแรกจะทำทุกวิถีทางที่จะหาข้ออ้างในการซื้อของ เพราะจะได้เอาประโยชน์ภาษี บางทีก็จะมาถามเราว่า “ซื้ออะไรดีแกให้ครบ 30,000”

กลุ่มที่ 2 ฉันมีของที่ต้องซื้อ ได้จังหวะพอดีเลย

คนในกลุ่มนี้เขามีแผนซื้อของกันอยู่แล้ว และมองว่าพอโครงการมาก็ได้ประโยชน์เลย และจะไม่ค่อยหาเรื่องใช้ให้ครบ 30,000 เอาตามที่เหมาะกับตัวเอง

ที่เล่าให้ฟังก็เพราะ ต้องระวังใจของเราด้วย เวลามีโครงการแบบนี้ บางทีคัน ใจมันอยากซื้อของขึ้นมาทันที ลองคำนวณก่อนว่า

  • เราได้ประโยชน์ทางภาษีขนาดไหน
  • ของที่จะซื้อมา เรากำลังหาเรื่องจ่ายเงินหรือเปล่า?

ไม่ผิดนะที่เราจะซื้อของ แต่แค่จะบอกว่าคิดดีๆกันก่อนหากจะหาเรื่องใช้จ่าย

ส่วนตัวผมนะ ยังไม่มีโครงการซื้อของเลย ฮ่าๆ หลักๆผมมาลดหย่อนในการซื้อประกัน กับ กองทุนรวมที่ได้สิทธิทางภาษี (แต่เน้นประกันนะ ซื้อครบ 100,000 เลย) ส่วนกองทุนซื้อตามความเหมาะสม

รู้จัก Fintech 6 ประเภท

0

Fintech หรือ Financial Technology มีอะไรบ้าง?

พอดีวันนี้เข้าไปดูใน course online ของ University of Michigan เขานำเสนอประเภทต่างๆได้น่าสนใจดีครับ

เขาบอกว่าจริงๆแล้วพวกเทคโนโลยีมันมีการพัฒนามาตามยุคตามสมัยนั่นล่ะ อย่างเมื่อก่อนเราก็มาใช้ทองในการแลกเปลี่ยน แล้วกลายเป็นเงินตรา จนถึงปัจจุบันเรามีบัตรพลาสติก และการใช้ช่องทาง online

การกำเนิดของ Fintech นั้น เป็นเพราะเทคโนโลยีมันเจริญขึ้น มีพวก Big data ต่างๆทำให้ธุรกิจพวกนี้สามารถรับความเสี่ยงกันได้มากขึ้น บริษัทเล็กๆพวกนี้จะรวดเร็ว ไม่มีกฎระเบียบเยอะเท่าธนาคารใหญ่ๆ

ทีนี้ถ้าเรามาดูในโครงสร้างในของพวกธนาคาร (Financial institution) มันจะแบ่งได้เป็นหลายส่วนนะครับ ส่วนที่เราจะรู้จักกันทุกคนคือ ฝากเงิน และธนาคารก็เอาเงินของเราไปปล่อยกู้ อาจจะทำเรื่อง Raise Fund IPO ให้กับธุรกิจต่างๆ รวมถึงเป็นที่ปรึกษาทางการเงินให้กับบริษัทและบุคคลที่มีเงินจำนวนมาก

พวก Fintech ทั้งหลายก็แยกส่วนจากกิจกรรมทางการเงินของธนาคารนี่ล่ะ แล้วมีการพัฒนาระบบและ platform ขึ้นมา แต่โครงสร้างต่างๆก็ยังอยู่ในรูปแบบความต้องการของอุตสาหกรรมทางการเงิน มาดูทีละส่วนว่ามีใครบ้าง จะได้เห็นภาพกันชัดขึ้นนะครับ

  1. Savings & Deposit

หากเป็นธนาคารรูปแบบเก่า เราจะเอาเงินไปฝากที่เค้าเตอร์หรือตู้ ATM ในส่วนของ Fintech เราจะเรียกว่า Neobank พวกนี้จะเป็นธนาคาร Online ไม่ต้องมีสาขา เช่น Ally, Monzo, Atom bank

  1. Payment & Transfer

ผมว่าในกลุ่มนี้เมืองไทยมีเยอะมาก เราค่อนข้างคุ้นชินและเห็นภาพกันมาเยอะ โหลด app แล้วเอาไว้จ่ายนั่นนี่ได้ ตัวที่ดังๆในระดับโลกก็คงจะหนีไม่พ้น Alipay, Paypal, Wechat pay แล้วก็พวกตัวที่ใช้ cryptocurrency ในการจ่ายเงิน

  1. Lending & Raising fund

กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ให้เงินกู้ หาเงินทุนให้กับธุรกิจต่างๆ อาจจะเคยได้ยินบ่อยๆนะครับเช่น P2P Lending หรือ Crownfunding ผมว่าอย่างในเมืองไทยจะเห็นในแง่การระดมทุนค่อนข้างเยอะ เช่น ICO อะไรงี้ ตัวอย่างในต่างประเทศพวก P2P ก็มี Lending Club, Prosper, Peeform

  1. Investing

การลงทุน อันนี้เราคงชอบนะครับ ก็จะมี Fintech ที่เข้ามาช่วยเยอะ ไม่ว่าจะเป็น application ช่วยในเรื่องข้อมูลต่างๆไปจนถึงการซื้อขาย ตัวที่ถูกพูดถึงอีกตัวบ่อยๆก็คือ Robo Advisor หลายที่เอาพวกเทคโนโลยีมาใช้

  1. Trading

พวก platform ในการซื้อขายก็มีเยอะขึ้นเรื่อยๆ บางที่ก็ค่า commission เป็น 0 เทรดได้หลายแบบไม่ว่าจะเป็น หุ้น ทองคำ กองทุน options future เช่น Robinhood, Quantopian

  1. Private banking

เป็นส่วนที่บริการเรื่องการเงินส่วนบุคคล เรามีสถานะทางการเงินอย่างไร ควรจะจัดการอย่างไร เช่น วางแผนการเงิน วางแผนภาษี วางแผนการลงทุน การเปรียบเทียบราคาสินค้า ของไทยก็มีเยอะนะครับ ของฝรั่งก็มีพวก Nerdwallet, Credit Karma

เห็นไหมว่าพอเราดูภาพใหญ่แล้ว มันก็คือการเอาส่วนต่างๆของธนาคารที่มีอยู่ในปัจจุบันมาใส่เทคโนโลยีและให้บริการที่ทันสมัยขึ้นนะครับ

 

ธุรกิจกับการฟื้นตัวแบบ K-Shape ในช่วง Convid-19

0

วันนี้เราจะมาคุยกันเรื่องการฟื้นตัวของธุรกิจแบบ K-Shape กันนะครับ เนื่องจากมีคนพูดกันค่อนข้างเยอะว่าหลังจากที่ Covid-19 เข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับโลกใบนี้ บางธุรกิจก็อาจจะไปได้ต่อ บางอย่างก็อาจจะค่อยๆฟื้น และบางอย่างก็อาจจะปิดตัวลงไปเลยก็ได้

รูปตัว K จะมีอยู่ 4 ทิศนะครับ

  1. ขึ้นต่อปกติ
  2. ลงแบบเจ๊งไปเลย
  3. ลงก่อนแล้วค่อยขึ้นในเวลาไม่นาน
  4. ลงก่อนจนกว่าผลกระทบจะคลี่คลายแล้วค่อยขึ้น

มาดูทีละอันกันครับ

 

1. ธุรกิจที่ขึ้นต่อปกติ

ธุรกิจกลุ่มนี้จะเป็นธุรกิจที่ไม่ได้รับผลกระทบอะไร แถมยังมีความต้องการมากขึ้นจากภาวะวิกฤตินี้ด้วย ไม่ว่าจะเป็น บริการทางการแพทย์ การรักษาโรค อุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆทางการแพทย์

แต่ที่เราจะเห็นและคุ้นชินกันก็จะเป็นการซื้อของทาง Online การนั่งดู Streaming ที่บ้าน พวก Video conference ต่างๆ พวกนี้เป็นธุรกิจที่เราไม่ต้องไปเจอกับใครนะครับ ความต้องการของหลายๆอย่างมากขึ้นอีกด้วย

 

2. ธุรกิจที่ลงแบบเจ๊งไปเลย

หากเราจำได้ ในช่วง Covid-19 จะมีหลายธุรกิจที่ปิดกิจการ ส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจขนาดเล็กนะครับ ขายของไม่ได้ ค่าแรงก็ต้องจ่าย เงินหมุนก็ไม่ทัน ความพินาศมาเยือนทันที

ยิ่งธุรกิจไหนที่อยู่ในภาคบริการ ไม่ได้มี Stock ของที่สามารถเอาไปขายได้ ต้องใช้คนในการทำงาน มีความเสี่ยงในการสัมผัสกัน อันนี้จะมีปัญหาขึ้นมาได้ทันที เช่น ร้านนวด ที่แรงงานจะถูกพักงานและทำให้กิจการไม่สามารถเดินต่อได้ บางที่ก็จะเจ๊งไปก่อนเพื่อนครับ

 

3. ธุรกิจที่ลงก่อนแล้วค่อยขึ้นในเวลาไม่นาน

หลายธุรกิจก็จะมีการตกใจก่อนนะครับและก็จะกลับมาเดินหน้าปกติได้ เช่น ธุรกิจที่เป็นพื้นฐาน ปัจจัย 4 ยังไงคนก็ต้องกินต้องใช้ พวกของที่ใช้อุปโภคบริโภคในบ้าน เราต้องอาบน้ำ ซักผ้านะครับแม้ในช่วง Covid-19 และรวมถึงสินค้าพวกเทคโนโลยีต่างๆ

 

4. ธุรกิจที่ลงก่อนจนกว่าผลกระทบจะคลี่คลายแล้วค่อยขึ้น

จริงๆผมว่าหลายๆธุรกิจในข้อนี้ก็อาจจะใกล้เคียงกับข้อ 2 นะครับ เพียงแต่ธุรกิจในข้อนี้มีความใหญ่พอที่จะฟื้นกลับมาได้ เช่น ธุรกิจสายการบิน ท่าอากาศยาน โรงแรมขนาดใหญ่ ที่ได้รับผลกระทบยาวกว่า และน่าจะกลับมาเมื่อการเดินทางและการท่องเที่ยวเป็นแบบเดิม

ทั้งหมดนี้ก็เป็น idea ในเรื่องของ K-Shape นะครับ ใครลงทุนแบบไหนอยู่ก็ลองพิจารณากันดูนะครับ

 

ข้อมูลจาก Raymond James

RSI หรือ Relative Strength Index คืออะไร

0

RSI Relative Strength Index คืออะไร?

วันนี้มานั่งฟังและอ่านความรู้ด้านการเทรดครับ เผื่อจะมีประโยชน์กับเพื่อนๆ เลยเอามาแชร์ให้ฟัง

เรื่องในวันนี้ที่ผมอ่านคือ RSI นะครับ เราอาจจะใช้กันบ่อยๆ อย่างหน้าจอของ MT4 ก็จะตั้งค่าให้แสดงแต่แรกเสมอๆ

กราฟ RSI อยู่ข้างล่างครับ

RSI ย่อมาจาก Relative Strength Index คิดค้นโดย J Welles Wilder ในหนังสือ New Concepts in Technical Trading Systems ช่วงปี 1978 นะครับ

โดยมีหลักการในการใช้ก็คือ มันจะส่งสัญญาณให้เราซื้อเมื่อทรัพย์สินกำลังเข้าสู่ช่วง Oversold (ขายกันเยอะแล้ว ซื้อเร็ว) และแน่นอนว่าในทางตรงข้ามก็จะให้เราขายทรัพย์สินในช่วงที่เข้าเขต Overbuy (ซื้อกันเยอะ ขายเร็ววว) หลักการก็คือการเปลี่ยนแปลงน้ำหนักของราคาทรัพย์สินนั่นล่ะ

หลักการนะครับ: 

กรณีที่มีทิศทางขึ้น Up (U) ราคาปิดปัจจุบันมันสูงกว่าราคาก่อนหน้า 

U = Close (ปัจจุบัน) – Close (ก่อนหน้า)

ในทิศทางตรงกันข้าม Down (D) ราคาปิดก่อนหน้ามันจะสูงกว่าราคาปัจจุบัน

D = Close (ก่อนหน้า) – Close (ปัจจุบัน)

ด้วยหลักการนี้เราจะเห็นได้ว่าจะมีบางช่วงที่ Gain บางช่วงที่ Loss เขาก็เอามาดูว่าค่า Average นั้นเป็นอย่างไร มันก็จะได้ค่า Relative strenght (RS) ขึ้นมา ในช่วงเวลาที่เราวัดผล

RS = Average Gains / Average Losses

พอเราคำนวณออกมามันจะเห็นได้ว่า แนวโน้มของมันไปในทางขึ้นหรือลงในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งถ้าเราเอาไปทำเป็น Index จะเอาไปแทนที่สูตร

RSI = 100 – 100/(1 + RS) 

กรณีที่มันถูกซื้อมากๆ ค่า RSI มันจะสูง ซึ่งตรงนี้มันอาจจะเข้าสู่ Overbought และถ้ามันถูกขายมากๆ มันอาจจะอยู่ช่วง Oversold 

Indicator มันบอกอะไรประมาณนี้ล่ะ แต่พอมาอยู่ในตลาดจริงๆ ถ้ามันราคาขึ้นแล้ว มันขึ้นอีกก็ได้ แต่อย่างน้อยเราใช้ตัว indicator นี้มาบอกเราได้ว่า เห้ย ระวังนะ มีความเสี่ยงล่ะ 

ที่ผมเห็นหลายๆคนใช้มาก็คือ เมื่อเข้าเขตที่เราต้องตัดสินใจซื้อหรือขาย ให้รอซักนิด ถ้ามันมีสัญญาณกลับทางก็ค่อยตัดสินใจก็ได้ อย่างไรก็ตามเราก็คงเคยเจอเหตุการณ์ที่พลาดเพราะ indicator ก็ได้ ทุกอย่างมันไม่ 100% แต่อย่างน้อยก็ทำให้เราตัดสินใจได้ดีขึ้นกว่าไม่มีเครื่งมืออะไรช่วยเลย

อย่างที่บอก ถ้าอยากลองเทรด เริ่มที่การเปิดพอร์บัญชี Demo ก่อนก็ได้ครับ จะได้เรียนรู้กันไป พร้อมแล้วค่อยลงเงินจริง ไว้จะเขียนอีกนะ

รูปภาพ : Demo port by ATFX http://bit.ly/DemoTradingCompetition

 

ร้ายมาก! มาดูวิธีขายของเก่งของ Starbucks

0

เราคงได้ยินข่าวอยู่บ่อยๆว่า Starbucks เป็นหนึ่งในบริษัทที่มีความคิดสร้างสรรค์ในการทำการตลาด (ขอใช้คำพูดอย่างจริงใจว่า หลายครั้งก็กวนตีนด้วยนะ ชอบ 555)

ก่อนหน้านี้ก็มีคนสงสัยว่า Starbucks มีการเขียนชื่อคนที่แก้วเวลาสั่ง แต่หลายครั้งก็เขียนชื่อผิด อันนี้เป็นกุศโลบายที่ทำให้คนถ่ายรูปแชร์ลง Social Media เพื่อทำการตลาดแบบอ้อมๆให้ Starbucks หรือเปล่า ซึ่งแน่นอนว่า มันได้ผลในการสื่อสารเลยทีเดียว คนเราชอบความตลก ขำขัน พอแชร์ไป คนก็เห็นภาพของ Brand Starbucks ต่อ

ล่าสุดที่เจอมา คือ “Cookies”

ถ้าเราเข้าไปในเวปไซต์ใดๆก็ตามเขาจะให้เรา Accept Cookies แต่ถ้าเราไปในหน้าของ Starbucks มันจะเขียนว่า

This site use cookies, but not the kind you eat.

เวปไซต์นี้ใช้คุ๊กกี้ แต่ไม่ใช่แบบที่คุณกินนะฮะ

 

เมื่อเรากด Agree แล้ว นางก็จะถามว่า

How about real cookie? Chocolate chip cookie

แล้วคุ๊กกี้ของจริงล่ะ คุ๊กกี้ช็อกโกแล็ตชิพ ซึ่งมันจะ Link ไปที่หน้า Order ได้เลย

เอาไปเลย 100 คะแนนกับมุก Cookies ของ Starbucks

บางทีการเล่นอะไรกับสิ่งรอบตัวเล็กๆน้อยๆก็อาจจะเพิ่มยอดขายได้นะครับ ลองเอาอะไรแบบนี้มาเล่นกับธุรกิจของเราก็สนุกดีนะครับ

สำรวจ! เมื่อทรัมป์ป่วยเป็น Covid-19 โลกป่วนขนาดไหน

0

เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2563 ผมจำได้ว่าผมกำลังนั่งทำงานอยู่ ก็มีเพื่อนแคปหน้าจอ Twitter ของประธานาธิบดีของสหรัฐ โดนัล ทรัมป์ ที่ออกมาบอกว่าตัวเขาตรวจพบว่าป่วยเป็น Covid-19

ช่วงที่โดนัลทรัมป์โพส Twitter นั้น ผมนั่งคำนวณแล้วว่าตรงกับเวลาประมาณ 00:55 ในอเมริกา หรือ 11:55 ประเทศไทยนะครับ

สิ่งแรกที่ผมเข้าไปดูก่อนเลยก็คือ ราคาทองคำ (เส้นด้านซ้าย) จะเห็นได้ว่าหลังจากเวลาที่โลกเริ่มรู้ว่าโดนัล ทรัมป์ป่วยเป็น Covid-19 ไม่นานก็พุ่งขึ้นไปทันที นั่นแปลว่าการป่วยของทรัมป์นั้นถูกมองเป็นความเสี่ยงและความไม่มั่นใจที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ แต่พอต่อมาทองก็ปรับตัวลงอย่างต่อเนื่องนะครับ

ข้อมูลจาก Yahoo Finance

 

ทีนี้ถ้าเรามาดูในตลาด CFD ในส่วนของ US30 (Dow Jones Industrial Average) ตลาดนี้เปิด 24 ชั่วโมงนะครับ ในช่วงที่รู้ว่าทรัมป์ป่วย เวลาเที่ยงบ้านเรา 12:00 ตอนนั้น Sell ลงอย่างรุนแรงเลย ตลาดรับข่าวทันที แต่หลังจากนั้นก็ปรับตัวขึ้นไป ในช่วงเช้าที่อเมริกา ตลาดหุ้นก็เลยปรับตัวลงไม่มากเท่าไหร่

ข้อมูลจาก Trading view

 

ในส่วนของตลาดหุ้น มาเปิดช่วง 9:30 ของอเมริกา (แถวๆ 21:30 นาฬิกา จากกราฟด้านบน) ดัชนีดาวโจนส์ลงจากวันก่อนหน้า แต่ก็ไม่ได้ลงมากเท่าไหร่ครับ ใน Chart  แสดงตัวเลขไว้ตอนปิดตลาดที่ -134.09 (-0.48%)

ข้อมูลจาก Yahoo Finance

ทีนี้มาดูบ้านเราบ้างดีกว่า เพราะตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในเวลาที่โดนัลทรัมป์ Twitter อยู่เวลาทำการพอดี ช่วงใกล้ๆเที่ยงจะเห็นได้ว่าดัชนีลงรูดเลยทีเดียว และรีบาวขึ้นในช่วงบ่ายนะครับ คนก็แซวกันเนอะว่า ทรัมป์ป่วยเป็น Covid-19 แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเมืองไทยฟะ!!!

ข้อมูลจาก ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ในช่วงเย็นวันที่ 2 ผมเองได้ไปฟังสัมมนา Online กับทางโบรกเกอร์ต่างประเทศ เขาก็มีพูดถึงประเด็นนี้เอาไว้นะครับว่าเป็นข่าวใหญ่ที่สร้างผลกระทบรุนแรง มีอยู่ 3 คนนะครับ ถ้าป่วยหรือเป็นอะไรไปจะเกิดปัญหาเรื่องความเชื่อมั่นในการลงทุนแน่ๆ ได้แก่

  1. ประธานาธิบดี
  2. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
  3. ผู้ว่าการธนาคารกลาง

ก็ถือว่าเป็นบทเรียนที่ได้เรียนรู้กันเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2563 นะครับ แต่อย่างไรก็ตามเหตุการณ์แบบนี้ก็ไม่ได้เป็นครั้งแรก ในประเทศไทยในช่วงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงพระประชวร ก็มีข่าวลือเกี่ยวกับพระอาการของพระองค์ท่านอยู่บ่อยๆ พอมีข่าวว่าทางลบขึ้นมา ก็ทำให้คนเทขายหุ้นกันทันทีครับ

ไม่ว่าเหตุการณ์จะเป็นอย่างไรต่อก็ขอให้ร่ำรวยจากการลงทุนนะครับทุกท่าน

ฝนตก น้ำท่วม สร้างความเสียหายกับเศรษฐกิจไหม?

0

บางทีเวลาเราพูดถึงฝนตก เกิดน้ำท่วม เกิดรถติด ถ้ามันเป็นแบบนี้ทุกวัน สิ่งที่เราจะนึกออกก็คือ มันสร้างความเสียหายในเชิงเวลา ต้องกลับบ้านช้าลง เจอคนแออัดแย่งขึ้นรถและระบบสาธารณะ แล้วก็เกิดความรำคาญใจที่ทำไมเราจะต้องมาตัวเปียกด้วยนะ

แต่จริงๆแล้วในแง่อื่นๆที่เราอาจจะลืมคิดไปก็มีอีกเยอะนะครับ ผมจะยกตัวอย่างง่ายๆเช่น

 

1. ความเสียหายในเชิงธุรกิจ

เวลาที่ฝนตกหนัก มันทำให้คนไม่ได้ไปไหน และพอไม่ได้ไปไหน การจับจ่ายใช้สอยก็จะลดลง ตัวอย่างเช่น คนชั้นกลางอย่างเราๆ ถ้าเจอฝนตก ก็ติดแหงกกันใน office แคนเซิลนัดกัน ผลกระทบก็จะไปสู่ผู้ประกอบการกันด้วย ขายของไม่ได้ ต้องเก็บของก่อนเวลาเพราะไม่มีลูกค้า กระทบหมดครับ แผงลอย ตลาดนัด ร้านอาหารเล็กๆโดนหมด

ในกรณีที่เป็นพวกร้านอาหารในห้างและห้างสรรพสินค้าแม้จะมีคนให้เห็นมาก แต่เขามาหลบฝนแล้วอยู่ยาว ไม่ใช่การวนเวียนเข้ามาจับจ่ายเหมือนในช่วงแดดออก กระทบเหมือนกันครับ บางทีเราก็นั่งแช่กันจนฝนหยุดถึงกลับบ้าน

ส่วนพวก Delivery ผมเข้าใจว่ามันก็มีปัญหาในเรื่องการขนส่งเหมือนกันเพราะน้ำท่วมขึ้นมาก็ไปต่อไม่สะดวก ผมเองก็ไม่กล้าสั่งช่วงฝนตกเท่าไหร่ เกรงใจคนขับมาก เคยลองหารถมาส่งช่วงฝนตกบางทีก็ไม่มีใครรับงาน ต่อให้เป็นการสั่งออนไลน์ก็เกิดผลกระทบได้เช่นกัน

 

2. ความเสียหายต่อทรัพย์สิน

บางทีเราจะเจอตั้งแต่เรื่องเล็กๆน้อยๆไปจนถึงเรื่องใหญ่ เช่น ฝนตกหลังคารั่ว น้ำท่วมเข้าบ้าน โต๊ะไม้บวม เครื่องไฟฟ้าเกิดความเสียหายไปตามๆกัน ตรงนี้หลังฝนตกก็ทำให้เราจะต้องจ่ายเงินคำบำรุงรักษา ค่าซ่อมแซมต่างๆเต็มไปหมด เงินออมที่มีอยู่ก็สามารถหมดไปกับเรื่องเหล่านี้ได้

เคยมีอยู่วันนึงฝนตกที่บ้านแล้วหลังคามันรั่วในตำแหน่งที่วาง Computer notebook พังเลยจ้า เสียดายมากครับ ข้อมูลหลายอย่างอยู่ในนั้นประเมินค่าไม่ได้ด้วย และที่สำคัญคือต้องเสียเงินซื้อโน้ตบุ๊คใหม่ (ซวยซ้ำซ้อน)

นอกจากนี้ยังจำสมัยที่น้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 ได้อยู่เลย ตอนนั้นน้ำถล่มทั่วประเทศ หลายคนแทบจะต้อง Renovate บ้านใหม่ หรือไม่ก็ขายบ้านไปอยู่ในจุดที่ไม่เจอน้ำท่วม ซึ่งบางทีก่อนซื้อบ้านเราไม่รู้หรอกว่าบ้านเราอยู่ในจุดที่น้ำท่วมไหม จะรู้ก็ตอนที่มันท่วมแล้ว

 

3. ความเสียหายทางการเกษตร

เมื่อก่อนคิดว่าพวกพืชเนี่ย ถ้าเรารดน้ำมันบ่อยๆจะดี แต่ถ้ามันเยอะเกินแบบฝนตกถล่มทั่วฟ้า ไปมันก็เกิดความเสียหายทางการเกษตรได้ พืชก็เหมือนมนุษย์ละครับ น้ำมากไปก็ไม่ดี น้ำน้อยไปก็ไม่ดี ซึ่งหากมันเกิดพังขึ้นมา ผลกระทบต่อเนื่องหากเกิดนานๆมันก็ไม่พ้นความขาดแคลน ราคาสินค้าปรับตัวขึ้น 

จริงๆถ้าใครเคยได้อ่านเรื่องการปฏิวัติฝรั่งเศสในปี 1789 จุดเริ่มต้นของขนมปังแพงมันก็เกิดจากภัยธรรมชาตินี่ล่ะ ตอนนั้นเริ่มจากภูเขาไฟระเบิด อากาศเลยเปลี่ยนแปลง ราคาขนมปังปรับตัวขึ้นไปถึง 88% และค่าอาหารคิดเป็น 80% ของค่าใช้จ่ายของคนปารีสในปีนั้น รัฐบาลฝรั่งเศสอยากให้คนจ่ายภาษีเพิ่มเพราะค่าใช่จ่ายเยอะ มารีอังตัวเน็ตเองก็ไม่เคยทำเค้กหรอก เลยไม่รู้ว่าเค้กแพงกว่าขนมปังอีก นั่นล่ะ… ยับ 

 

4. ความเสียหายเรื่องอื่นๆ

ก็คงมีอีกหลายอย่างที่เราจะเจอผลกระทบได้หากเกิดฝนตกน้ำท่วมนะครับ นอกจากความเสียหาย ยังไม่เรื่องของการเสียโอกาสด้วย บางทีต้อง Cancel งานสำคัญแม้เราไม่ได้เสียเงินที่ไม่ได้ไปร่วมงาน แต่โอกาสทางธุรกิจอาจจะเสียไปก็ได้ ต้องใช้เวลา เกิดความล่าช้า

มีอยู่ปีหนึ่งฝนตกน้ำท่วมหนักมากและผมต้องเดินทางไปต่างประเทศ ไม่มีรถคันไหนไปเลย พอผมได้รถแล้วรถก็ไม่สามารถขยับตัวบนท้องถนนได้ น้ำก็ท่วม เกือบตกเครื่องบินเลยวันนั้น เครื่องขึ้น 24:00 ผมออกจากบ้าน 1 ทุ่ม ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมงถึง ทั้งที่จริงๆ ไม่ถึงชั่วโมงก็ไปถึงแล้ว

แย่เนอะ เราแก้ฝนตกไม่ได้ แต่เราน่าจะจัดการบางอย่างได้ละมั้ง

 

90,553แฟนคลับชอบ
1,819ผู้ติดตามติดตาม
935ผู้ติดตามติดตาม