หน้าแรก บล็อก หน้า 2

สำรวจซื้อเหรียญ Binance จากปี 2017 ตอนนี้รวยแค่ไหน

0

บทความสาระในวันนี้จะเล่าให้ฟังถึงเรื่องราวของ Cryptocurrency ในส่วนของ Exchange ชื่อดังอย่าง Binance และ Coin ของนางว่ามีประโยชน์อย่างไร

หากใครที่เคยเข้ามาซื้อขายบิทคอยหรือเหรียญ Digital asset ทั้งหลายก็คงเคยได้ยินชื่อ Binance มาบ้างอยู่แล้วนะครับ เพราะเป็น Platform ซื้อขาย Cryptocurrency ระดับโลก มวลมหาประชาชนนักเทรดชาวไทยก็เข้าไปใช้บริการกันเยอะ ซึ่งในปี 2018 นั้นที่นี่คือตลาดแลกเปลี่ยน Crypto ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มี Marketcap ถึง $1.3 ล้าน

ผู้ก่อนตั้ง Binance เป็นคนจีน ประเทศใกล้บ้านเรานี้เอง คือ Changpeng Zhao และ Yi He ธุรกิจของ Binance เริ่มจากที่ประเทศจีน ต่อมาโดนจีนแบน เลยออกไปทำธุรกิจที่ญี่ปุ่นและขยายไปทั่วโลกเลย ปัจจุบันเจ้าของนั้นรวยมาก

Binance coin หรือ BNB เป็น Token ใน Ethereum blockchain นะครับ มีอยู่ 200 ล้านเหรียญ ซึ่งเป็น Utility coin หากใครได้เหรียญมาก็จะนำมาใช้ประโยชน์ในการลดค่าธรรมเนียมในการซื้อขายได้

ผมลองดูกราฟราคาย้อนหลังจาก Trading view นะครับ ย้อนอดีตไป Jun 29, 2017 ราคาของ BNB อยู่ที่ $0.14 (อันนี้คือเคาะเอาคร่าวๆนะครับ มีสูงมีต่ำกว่านี้) ซึ่งพอมาดูในปี 2020 ช่วงเดือนธันวาคม ก็วิ่งอยู่แถวๆ $29-$30 ซึ่งคิดเป็นเงินไทยอยู่ที่ 800-900 บาท

หากเรามี เหรียญของ Binance 10,000 เหรียญในช่วงกลางปี 2017 มูลค่าที่เรามีคือ 42,000 บาท แต่ปัจจุบันถ้าเรายังถืออยู่จะกลายเป็น 9,000,000 บาทเลยทีเดียว แต่ต้องอย่าลืมว่ามันไม่ใช่ Stable coin นะ ราคามขึ้นมีลงตลอดเวลา

ผมได้อ่านบทความเห็นมีการพูดถึงราคาที่ขึ้นของ Binance นะครับว่า เขามีการทำ Coin Burning ด้วย ใน Whitepaper ได้บอกว่า ทุก 3 เดือนจะมีการทำลายเหรียญขึ้น BNB ทั้งหมดมี 200 ล้าน Coin และมันจะถูกทำลายไปเรื่อยๆจนเหลือ 100 ล้าน

การทำลาย Coin นั้นจะใช้ผลกำไร 20% ในการซื้อกลับ BNB และการลดลงของจำนวนเหรียญนั้นจะทำให้ Supply มันหายไป นั่นแปลว่าราคาเหรียญมันจะเพิ่มขึ้น ผมเองก็ไม่ค่อยเข้าใจทางเทคนิคเท่าไหร่ แต่พอเข้าใจเทียบเคียงกับหุ้น เช่น การที่บริษัทซื้อหุ้นคืนแล้วพอกำไรของกิจการมันสูงขึ้น กำไรต่อหุ้นันก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

Binance โดยพื้นฐานแล้วมันเป็นตลาดแลกเปลี่ยนที่สร้างผลกำไรจากการได้รับค่าคอมมิชชั่นในการซื้อขาย แล้ววันหนึ่งๆคนเทรดผ่าน Platform นี้กันทั่วโลก กำไรมันก็เลยมหาศาลครับ ในช่วงเวลาที่ผมเขียนบทความก็ไม่รู้ว่ามีคนเทรดกันไปแล้วกี่ Transaction คิดเป็นเงินเท่าไหร่

การใช้ Token ในลักษณะ Utility แบบนี้ มีของคนไทยำก็คือ Bitazza ครับ เราสามารถซื้อขาย Crypto ได้ที่นี่ ซึ่งเขาได้รับ Licence จาก กลต. เมื่อเราสมัคร ยืนยันตัวตน แล้วเทรด Crypto เขาก็จะแจก BTZ ให้เช่นกัน

BTZ นี้เอาไว้ให้ลดราคา ค่า Commission ในการซื้อขาย Crypto นอกจากนี้ยังสามารถ Referal เพื่อนเพื่อให้ได้เหรียญเพิ่มขึ้นได้ด้วยนะ

เปิดบัญชี Bitazza ได้ที่ >> https://bit.ly/3pgczbe

เปิดบัญชี ยืนยันตัวตน ซื้อขาย Crypto รับ BTZ ใช้เป็นส่วนลดได้ เอาเลยจ้า

 

source:

https://en.m.wikipedia.org/wiki/Binance

https://en.bitcoinwiki.org/wiki/Binance_Coin

https://trading-education.com/what-is-binance-coin-and-is…

Tinder หุ้นพุ่งสวนกระแส เพราะเธอเหงาเราเลยโหลดเป็นลูกค้า

0

หุ้น Tinder โตสวน Covid-19 นะจ๊ะ

คิดว่าแอพนี้ใครๆก็รู้จัก เพราะเป็นแอพที่ดังมากในหมู่ของคนเหงา (ไม่เหงาก็เล่นได้นะ) หลายคนก็อาจจะเคยโหลดมาเล่นแล้วเพราะเราสามารถเข้าไปใส่รูปและ Profile ส่วนตัว และระบบจะแนะนำคนที่เข้ามาเล่นอัพให้เราปัดซ้ายขวาตามความสนใจ และหากใครปัดสนใจกันและกันก็จะขึ้นว่า Match ก็จะเข้าไปคุยกันได้

ทีนี้พี่ไปลองอ่านข่าวใน Bloomberg ทั้งข่าวเก่าและข่าวใหม่ เมื่อตอนกลางปี 2020 หลังจากเกิด Covid-19 ไม่นาน ทาง Morgan Standley ก็มีพูดถึงข้อมูลว่าในช่วง Lockdown ก็มีคนโหลด Tinder มาเล่นเยอะขึ้น ถ้าผมจำไม่ผิดนะในช่วงนั้นมันมี Feature ให้คน Video Call กันได้ด้วย เอาเป็นว่าช่วงกักตัวก็ทำให้หลายๆคนหาเพื่อนคุยผ่านทางแอพนี้ และนำไปสู่ความสัมพันธ์หลังจากที่ Covid-19 ผ่านพ้นไปก็ได้

Tinder นั้นอยู่ภายใต้การบริหารงานของบริษัท Match group ซึ่งเป็น Tech company เข้าจดทะเบียนอยู่ในตลาด Nasdaq ซึ่งให้บริการพวกแอพนัดเดทอยู่หลายยี่ห้อ เช่น Tinder, OkCupid, Huenge, Match.com, Meetic, PlentyOfFish, Ship, OutTime

เข้าใจว่าคนไทยเล่น Tinder เยอะที่สุด แต่ผมก็เคยลองโหลดแอพอื่นอย่าง OkCupid มาเล่นเหมือนกันนะครับ เขาจะให้เราทำแบบทดสอบด้วยว่า เราชอบอะไร ไม่ชอบอะไร ชอบคนแบบไหน Lifestyle เป็นอย่างไร คิดอย่างไรทางการเมืองและสังคม แล้วเขาจะจับคู่กับคนที่มีทัศนคติคล้ายๆกับเรา แต่พอเล่นๆไปไม่ค่อยเจอคนไทยเลย เจอแต่เพื่อนที่ชวนมาเล่น (match กันเอง หวายยย)

ข้อมูลจาก Yahoo Finance (12/12/2020) แสดงให้เห็นว่า รายได้ของบริษัท Match group ในปี 2019 รายได้มากขึ้น $4.76 Billion แต่เป็นกำไร $413.31 Million ราคาตอนที่ผมดูอยู่นั้นคิดเป็น P/E 444.77 เท่า ก็อย่างว่านะครับมันเป็นหุ้นเทคโนโลยี คนก็เลยให้มูลค่าที่แตกต่างไปจากหุ้นทั่วไป เหมือนหุ้นอื่นๆในกลุ่มอุตสาหกรรมนี้

โหลดมาเล่นดีไหม? เพื่อนโสดๆชอบถามแบบนี้ ฮาๆ เอาจริงผมมองว่าเล่นๆไปเถอะ สมัยนี้การเจอใครทางโลกออนไลน์เป็นสิ่งที่รับได้กันแล้ว และถ้าเทียบตัวเงินระหว่างการจ่ายเงินค่าเครื่องบินไปไหว้พระขอผัวที่ฮ่องกง มันยังใช้เงินมากกว่าอีก แถมไม่รู้จะมาเมื่อไหร่ เทพท่านจะให้เปล่าก็ไม่รู้ แต่ถ้าโหลดแอพมาปัดๆ ใช้แบบ Premium Gold ที่เห็นว่ามีใครสนใจเรา เราก็ปัดตอบรับไปคุยได้เลยทันที ไม่เสียเวลา ใช้เงินน้อยกว่าด้วย อันนี้ก็แล้วแต่ทางเลือกและมุมมองเรานะครับ

อย่างไรก็ตามการเล่นแอพต่างๆแบบนี้ก็ต้องระวังตัวเองดีๆในการพบปะเจอใครต่อใครนะครับ อาจจะมีคนไม่ดีปะปนอยู่เนาะ

 

 

สำคัญมาก! การคัด Crypto มาลงทุน ต้องดูอะไรบ้าง

0

เห็นว่าหลายคนได้เข้ามาลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล หรือ Cryptocurrency กันมากขึ้นแล้วนะครับ หากใครได้มีโอกาสเปิดพอร์ตการลงทุนกับผู้ให้บริการในหลายๆแห่ง อาจจะสังเกตได้ว่าแต่ละผู้ให้บริการจะมีการ Listed Coin และ Taken ในกระดานเทรดในจำนวนที่ไม่เท่ากัน  บางกระดานมีมาก บางกระดานมีน้อยกว่า

อย่างไรก็ตามทรัพย์สินดิจิทัลตัวแม่ เช่น Bitcoin (BTC) Ethereum (ETH) Ripple (XRP) นั้น มีให้เทรดโดยทั่วไปอยู่แล้ว แต่ในส่วนเหรียญที่มีชื่อเสียงและมีความต้องการซื้อขายอาจจะไม่มีในบางกระดาน จึงทำให้นักเทรดและนักสะสมสินทรัพย์ดิจิทัล เกิดคำถามว่าทำไมสมัครใช้งานบางที เหรียญมันน้อยจัง

ผมเลยสอบถามไปยัง Bitazza ในฝ่ายของ PR เรื่องนี้เพื่อสอบถามข้อมูลและหลักการของการ List เหรียญในกระดานเทรด ซึ่งทางทีมงานแจ้งในส่วนเฉพาะของบริษัทเท่านั้นว่า ในการเลือกเหรียญลงกระดานทางทีมงานจะมีมาตรฐานการคัดกรองก่อนโดยทีมงานก่อน จึงทำให้ไม่ได้นำทุกสินทรัพย์เข้ามาให้บริการ ทั้งนี้เขาได้เล่า Framework ในการ List ดังนี้ครับ

  • Mission & Value

ต้องมีการกระจายและเปิดกว้างอย่างทั่วถึง เน้นการให้สาธารณะชนเข้ามามีส่วนร่วม โปรเจคมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องและมีการใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนและเทคโนโลยีของ crypto อย่างจริงจัง

  • Technology

ใช้ Open source ทำให้คนภายนอกเข้ามาตรวจสอบ พัฒนา Code ได้ มีผลิตภัณฑ์ต้นแบบ Minimum value product (MVP) อยู่บนเครือข่าย Testnet หรือ Mainet สำหรับธุรกิจที่มี Token เอาไว้ระดมทุนอย่างเดียวไม่นับว่าเป็น MVP

  •  Team

มีความสามารถและความรับผิดชอบ จะมีคนที่รับผิดชอบเกี่ยวกับความสำเร็จของ Project นั้นๆ ส่วนทีมงานจะต้องเก็บประวัติความเชี่ยวชาญและส่วนได้ส่วนเสียของ Project และต้องมีการตรวจสอบ Due Diligence นอกจากนี้ยังต้องมีการพัฒนาทีมงานให้บรรลุต่อความสำเร็จที่ได้ตั้งเป้าหมายเอาไว้ มีความเป็นผู้นำและสามารถทำงานกับชุมชน ไม่ว่าจะเป็นการ update ความก้าวหน้า นำเสนอ Roadmap และ Milestone ได้ชัดเจน

  • Transparency

ข้อมูลในสมุดปกขาว Whitepaper สั้น กระชับ ไม่ละเมิดข้อจำกัดทางธุรกิจและมีกระบวนการรองรับว่าจะดำเนินไปตามสมุดปกขาว มีกลไกการตรวจสอบการทำธุรกรรม อัพเดทโค้ด และการระดมทุน แน่นอนว่าจะต้องมีเงินทุนเพียงพอที่จะบรรลุความสำเร็จและถูกตรวจสอบการใช้จ่ายได้

  • Legal & Compliance

สินทรัพย์ดิจิทัลไม่ได้เกี่ยวข้องกับการฟอกเงินและสนับสนุนการก่อการร้าย

  • Cryptoeconomics

Cryptocurrency มีคุณสมบัติครบถ้วนตามมาตรฐานการกำกับดูแลและทำหน้าที่ อัตราเงินเฟ้อเงินฝืดควรกำหนดด้วยโค้ดทีมงานไม่สามารถปรับเปลี่ยนอุปทานได้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากชุมชนอย่างเป็นทางการ มีระบบเข้ามาจัดการให้แต่ละภาคส่วนในระบบนิเวศคริปโตให้มีความประพฤติอันเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นผู้ขุด ผู้ให้การรับรอง หรือผู้ใช้ทั่วไป การแจกจ่าย Crypto และ Token ต้องเหมาะสม และสาธารณชนสามารถเข้าถึงและตรวจสอบได้อย่างละเอียด

ถ้าเราอ่านแบบภาพรวมของวิธีคัด Digital Asset ที่น่าลงทุน โดยสรุปแล้วก็คือเราควรจะดูว่า Crypto และ Token นั้นมีรายละเอียดในการพัฒนาอย่างไร มีการวัดผลอย่างไรและทำได้ตามที่วัดผลไหม ทีมงานเป็นอย่างไร มีความโปร่งใสในการทำธุรกรรมและการตรวจสอบมากแค่ไหน และมีระบบนิเวศน์ที่ดีต่อผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างไรบ้าง 

ในความเห็นส่วนตัวของผมคิดว่า นโยบายในการเอาเหรียญเข้ามา List นั้นก็ขึ้นอยู่กับแต่ละที่นะครับ อาจจะมีกฎเกณฑ์แตกต่างกันในการเอาเหรียญมาให้ซื้อขาย ถ้าหากที่ไหนที่มีการคัดกรองเหรียญให้เรามาระดับหนึ่งก็อาจจะดีต่อนักลงทุนมือใหม่ก็ได้ อย่างน้อยเขาจะไม่นำเหรียญที่ไม่เข้าเกณฑ์ของเขาออกไปก่อน ทำให้ลดความเสี่ยงที่จะเจอสินทรัพย์ที่ไม่ดีให้เราในระดับหนึ่ง ส่วนเราก็จะศึกษาเพียงเอาเหรียญที่เขากรองให้แล้วมาศึกษาต่ออีกทีและลงทุนตามเป้าหมายเราครับ

ข้อมูลที่สอบถามและสรุปจาก Bitazza ครับ

3 เทรนด์ สู่อินไซต์ผู้ใช้รถ ปี 2021 โดย กรุงศรี ออโต้

0

ทางกรุงศรี ออโต้ ได้ชวนไปผมร่วมงานแถลงข่าวเกี่ยวกับทางบริษัทเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2020 และมีเนื้อหาเกี่ยวกับเทรนที่น่าสนใจในปี 2021 ที่ทางคุณกฤติยา ศรีสนิท ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านธุรกิจสินเชื่อยานยนต์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา มาเล่าให้ฟังด้วย ในบทความนี้ผมเลยจะสรุปให้ฟังอีกทีว่า Trend ซึ่งจะส่งผลต่อการเลือกใช้สินค้าและบริการของผู้ใช้รถในปีหน้ามีอะไรบ้าง

1. ใช้ชีวิตบนดิจิทัล (Digitally-connected)

จากสถานการณ์ Covid-19 ที่ผ่านมานั้นทำให้เราได้เห็นว่า โลกออนไลน์เข้ามามีอิทธิพลในการใช้ชีวิตของเรามาก นั่นก็รวมถึงตลาดรถยนต์ด้วยเช่นกันและสินเชื่อยานต์ด้วยเช่นกัน ซึ่งทาง โดยยอดสินเชื่อใหม่ผ่านช่องทางออนไลน์ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี (CAGR) สูงถึง 52% และคาดว่าในปีนี้ยอดสินเชื่อใหม่ผ่านช่องทางออนไลน์จะมีมูลค่ารวม 3,000 ล้านบาท

ซึ่งระบบที่ทางกรุงศรี ออโต้นำมาใช้จะเรียกว่า ตระกูล i ที่เน้นที่การเชื่อมต่อบริการให้ลูกค้าเข้าถึงได้อย่างสะดวกรวดเร็วและยกระดับกระบวนการทำงานภายในและการทำงานร่วมกับพันธมิตรให้ไร้รอยต่อและมีประสิทธิภาพขึ้น ผ่านเครื่องมือดิจิทัล เช่น iPartner ระบบรายงานข้อมูลและสถานะสินเชื่อสำหรับพันธมิตร iAppraisal ระบบประเมินและอนุมัติราคารถยนต์มือสองแบบเรียลไทม์ และ iCreate ระบบประมวลข้อมูลส่วนบุคคลในแบบฟอร์มสมัครสินเชื่ออิเล็กทรอนิกส์อัตโนมัติเป็นต้น

2. ตรงใจในจังหวะที่ใช่ (Micro-segmented)

เรื่องน่าสนใจเรื่องที่ 2 ก็คือในปัจจุบันนี้กลยุทธ์ทางธุรกิจที่ใช้กันคือ การสร้างสรรค์สินค้าและบริการที่เฉพาะเจาะจง (Personalization) ซึ่งทางกรุงศรี ออโต้ก็ให้ความสำคัญมาตลอด แต่ที่ทำมากกว่านั้นก็คือการนำเอาข้อมูลค่างๆมาวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเพื่อเข้าใจความต้องการของลูกค้าได้แม่นยำยิ่งขึ้น 

ทางผู้บริหารกล่าวว่า กรุงศรี ออโต้ มุ่งมั่นที่จะเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-driven organization) เราจะเน้นการใช้ประโยชน์จากทั้งฐานข้อมูลลูกค้ากรุงศรี ออโต้ กว่า 1.8 ล้านราย ลูกค้ารายย่อยของธุรกิจในเครือกรุงศรี ซึ่งเป็นผู้นำตลาดการเงินเพื่อรายย่อย (Consumer Finance) ไปจนถึงข้อมูลจากพันธมิตรที่แข็งแกร่งทั้งในและนอกอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยข้อมูลเหล่านี้จะเปิดโอกาสให้เราสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์อื่นๆ (Cross Products)และโซลูชันที่ไม่เพียงแต่เฉพาะเจาะจงสำหรับลูกค้าแต่ละราย แต่ยังตอบโจทย์ในช่วงเวลาและจังหวะชีวิต (Life Stage) ที่เหมาะสมอีกด้วย

3. รักษ์โลกและสิ่งแวดล้อม (Sustainable-minded)

สิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่องค์กรต่างๆให้ความสำคัญอยู่มากเลยนะครับ ในธุรกิจยานยนต์นั้นในปัจจุบันก็มีการพัฒนาในเรื่องของการใช้รถไฟฟ้า ทางผู้บริหารกล่าวว่า ทางกรุงศรี ออโต้ มุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำตลาดสินเชื่อยานยนต์ไฟฟ้าครบวงจร โดยเราเริ่มให้บริการสินเชื่อยานยนต์ไฟฟ้ามาตั้งแต่ปี 2561

และบริการของเราในปัจจุบันครอบคลุมทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ โดย 1 ใน 5 ของรถยนต์ไฟฟ้าที่จดทะเบียนและใช้สินเชื่อในไทยให้บริการโดยกรุงศรี ออโต้ ในอนาคตเราพร้อมร่วมมือกับพันธมิตรในการนำเสนอสินเชื่อยานยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องเพื่อกระตุ้นให้มีการใช้งานยานยนต์พลังงานสะอาดอย่างเป็นรูปธรรม

โดยสรุปจาก 3 Trend ดังกล่าวนั้น จะเห็นได้ว่าทางกรุงศรีออโต้ จะพัฒนาระบบออนไลน์เข้ามาตอบโจทย์ลูกค้าให้ตรงจุด มีการใช้ Big data เพื่อให้นำเสนอสินค้าและบริการที่ตรงตามความต้องการของลูกค้าและในเวลาที่ถูกต้อง นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อมโดยสนับสนุนเทคโนโลยีใหม่ๆอีกด้วยครับ

สุดล้ำ ทำได้แล้วในไทย โอน Bitcoin ชำระค่าบริการกับร้านค้า

0

ในยุคนี้เทคโนโลยีพัฒนากันไปอย่างรวดเร็วมากนะครับ จากเดิมที่เราใช้เงินสดในการซื้อสินค้าและชำระค่าบริการ พอมาถึงยุคที่เรามี Smart phone ก็สามารถใช้ Application ของทางธนาคารทำธุรกรรมได้ ไม่ว่าจะเป็นการโอนเงิน จ่ายเงิน ใช้ QR Code สบายๆเลย และไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ในแวดวง Cryptocurrency ก็เคยมีการพูดถึงเรื่องนี้กันมานานแล้วในต่างประเทศว่าเราจะสามารถใช้ BTC ในการโอนชำระค่าบริการได้หรือไม่

ซึ่งถ้าหากใครอยู่ในแวดวง Cryptocurrency การใช้ BTC หรือ ETH โอนชำระสินค้าอาจจะประสบปัญหาในเรื่องต่างๆได้ ผมยหตัวอย่างดังนี้ครับ

  • มูลค่าที่ผันผวน ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น ราคา 0.01 ฺBTC คือ 5,000 บาท พอเราโอนไปให้ร้านค้าปุ๊ป ร้านค้าเก็บ BTC ไว้ อยู่มูลค่าที่ซื้อขายในตลาดมันกลายเป็น 0.01 BTC คือ 4,900 บาท แปลว่าหากร้านจะเก็บ Crypto จะต้องรับความเสี่ยงอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตามเราก็พอจะใช้ Stable coin อย่าง USDT แทนได้เพราะมูลค่าผันผวนน้อยและใกล้เคียงกับสกุลเงิน USD
  • รายได้และภาษี แน่นอนว่าในประเทศไทยเวลาที่เราทำธุรกิจก็ต้องใช้เงินบาท การบันทึกรายได้ การจ่ายภาษี ยังไงก็ต้องแสดงเป็นเงินบาทอยู่แล้ว ท้ายสุดก็ต้องเปลี่ยนจาก BTC เป็นเงินบาทอยู่ดี

จาก Idea ดังกล่าวจะเห็นได้ว่า เทคโนโลยีในการโอน BTC เพื่อชำระค่าบริการมันเป็นไปได้ แต่ต้องมีการแลกกลับเป็นเงินบาท เพื่อให้ทำรายงานทางุรกิจได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย มันจึงต้องมีตัวกลางในการแปลกเปลี่ยน แน่นอนว่าตัวกลางนี้จะต้องมีใบอนุญาตในการประกอบธุรกิจทรัพย์สินดิจิทัล ดังภาพข้างล่างนะครับ

ในโลกแห่งความเป็นจริงมันก็ทำในรูปแบบนี้ได้แล้วนะครับ มันก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งในการขยายฐานลูกค้าที่มี Digital Asset ในมือ จาก Model ที่ผมเสนอไปในตอนต้น ในตลาดบ้านเราก็มีเจ้าหนึ่งที่ทำ Platform ประมาณนี้ออกมาก็คือ Bitazza ครับ มาดู Implication กัน

สมมติเราเป็นร้านค้า Partners กับทาง Bitazza แล้วลูกค้าจะต้องโอน Crypto เพื่อชำระค่าบริการ มันจะมี Step ดังนี้ครับ

Step 1 ร้านค้าจะต้องแจ้งให้ระบบคำนวณว่าสินค้าของเขาในเงินบาท คือกี่ BTC

ในหน้าจอของ Partners จะมีเครื่องคิดคำนวณเอาไว้ สามารถใช้ได้ทั้ง BTC ETH และ USDT แต่ส่วนตัวผมเองชอบ USDT ที่เป็น Stable coin มากกว่านะ มันไม่ค่อยผันผวน เหมาะสำหรับการทำธุรกรรมที่นิ่งๆมากกว่า

Step 2 เราก็สร้างใบ Invoice แล้วส่งให้กับลูกค้า

ลูกค้าเปิดขึ้นมาก็จะเห็นว่า จำนวน Crypto ที่เขาจะต้องโอนคือเท่าไหร่คิดเป็นเงินบาทเท่าไหร่ ภาพข้างล่างนั้นผมทดสอบด้วย ETH นะครับ ทาง Bitazza จะมี QR Code ให้ Scan ในระบบเลยจะได้รวดเร็วทันใจ ซึ่งหากเราสังเกตข้างล่างจะเห็นว่าเขาจะมีเวลากำหนดเอาไว้ 1 ชั่วโมงด้วยครับ

Step 3 ลูกค้ายืนยันการทำธุรกรรม

ลูกค้าก็ยืนยันไปว่าจะมีการโอน Crypto ไปให้ร้านค้า โดยจะมีการเปลี่ยน ETH เป็นเงินบาท เมื่อธุรกรรมจบ ร้านค้าก็ส่งของให้ลูกค้า และได้เงินบาท ก็เอาไปจัดการในเรื่องของการบันทึกธุรกรรมต่างๆของธุรกิจต่อ เพราะทุกอย่างเป็นเงินบาทแล้ว

อันนี้ก็เป็น Case study ที่น่าสนใจเพราะมีการใช้ Blockchain และ Cryptocurrency มาสร้างนวัตกรรมใหม่ๆทางการเงิน ผมไม่แน่ใจนะครับว่ามีเจ้าอื่นทำในรูปแบบนี้แล้วหรือยัง แต่เข้าใจว่า Bitazza น่าจะเป็นเจ้าแรกที่พัฒนา Model นี้ขึ้นมา

โดยส่วนตัวแล้วผมว่ามันต่อยอดได้ในอนาคตด้วยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นการโอนชำระค่าบริการในต่างประเทศ การไปทำงานในต่างประเทศและโอนให้กับพ่อแม่ญาติๆที่เมืองไทย หรือในอนาคตเราอาจจะไม่ต้องแลกเงินจากประเทศไทยเวลาเดินทางท่องเที่ยว ก็เอา Crypto นี้ล่ะไปแลกกับผู้ให้บริการในปลายทาง มันต่อยอดได้อีกเยอะครับ

ตอนนี้ Blockchain มันก็เหมือนกับ Fintech sandbox ให้กับนักพัฒนาเข้ามาสร้างสิ่งใหม่ๆในโลกใบนี้ ไม่นานมานี้ที่มีข่าวว่า Ethereum จะมีการยกระดับให้เป็น version 2.0 เพื่อให้ทำธุรกรรมได้มากขึ้นจาก 30 ธุรกรรมต่อวินาที เป็น 100,000 ต่อวินาที ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าโลกจะเปลี่ยนไปอีกขนาดไหนนะครับ ตัวเลขขนาดนี้มันทำให้คนเข้ามาทำธุรกรรมได้เป็น 1,000 ล้านคน ถ้าเราเชื่อว่าโลกจะมาทางนี้ ก็ต้องมาศึกษาการลงทุนในทรัพย์สินดิจิตัลกันหน่อยล่ะ

ถ้าคุณเป็นผู้ประกอบการร้านค้าและสนใจรายละเอียดเพิ่มเติมก็ลองสอบถามทาง Bitazza นะครับ

และนักลงทุนทั่วไปอย่างเราๆก็สามารถลงทุนใน Crypto ได้ ตอนนี้เขาฟรีค่าธรรมเนียมด้วยจ้าไปจนสิ้นสุดปี 2020 เลย แถมยังได้ Token x 1.5 BTZ ด้วย  คลิ๊กได้เลย

สั่งซูชิไหมเธอ….

 

ซื้อทรัพย์สินดิจิทัล หรือ อนุพันธ์ ใน Bitcoin ดี?

0

ตอนนี้รูปแบบการลงทุนในทรัพย์สินทางเลือกมีหลากหลายมากๆเลยนะครับ โดยเฉพาะ Digital asset ก็ถูกพูดถึงกันค่อนข้างเยอะ และมันก็ถูกนำไปใช้ในการเปิดให้บริการลงทุนในหลายๆรูปแบบ บทความนี้จึงจะเอาตัวอย่างการลงทุนที่มีอยู่ในตลาดมาให้ดูนะครับ ซึ่งไม่ได้แนะนำหรือชี้นำให้ลงทุนนะครับ การตัดสินใจลงทุนเป็นเรื่องของผู้อ่านแต่ละคนเอง

ทีนี้มีหลายคนถามผมเข้ามาว่า เขาไปเห็นการซื้อ Bitcoin (BTC) ตามเวปต่างๆเช่นตาม Exchange ของไทยและต่างประเทศ และเห็นการเทรด BTCUSD ใน Application MT4 ในตลาด Forex คำถามก็คือมันเหมือนกันหรือไม่? มาดูกันนะครับ

  • การลงทุนด้วยการซื้อทรัพย์สินดิจิทัล 

การลงทุนด้วยการซื้อ ก็คือเราเอาเงินไปแลกและกลายเป็นเจ้าของทรัพย์สิน เรามีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อบ้าน ซื้อรถ ซื้อหุ้น และหากเราต้องการเป็นเจ้าของ Bitcoin หรือ Cryptocurrency หรือ Token ต่างๆเราก็สามารถเอาเงินไปซื้อได้ครับ ในปัจจุบันมีผู้ให้บริการที่ได้รับใบอนุญาตจากทาง กลต. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราก็สามารถเปิดพอร์ตได้ (อ่านเพิ่ม วิธีเปิดพอร์ตซื้อขาย Bitcoin Cryptocurrency และเงิน Digital)

เมื่อเราซื้อมาเราก็จะเป็นเจ้าของ สามารถโอนให้บุคคลต่างๆได้ อันนี้จะเป็นตัวอย่างหน้าจอของทาง Bitazza นะครับ เราสามารถทำการซื้อ Bitcoin และเก็บไว้ในกระเป๋าเงินของเราได้ รูปข้างล่างคือหน้าจอกระเป๋าเงินนะครับ เขาจะแยกเป็นประเภทเหรียญให้เลย เช่น BTC ETH XLM XRP USDT BTZ ขอ Hide นะครับ มีน้อย เขิน 555

จะเห็นได้ว่าด้านล่างจะมีคำสั่ง ส่ง/รับ อยู่ ซึ่งเราสามารถส่งเหรียญไปให้คนอื่นได้หรือรับเหรียญเข้ามายังกระเป๋าเงินของเราได้ คล้ายๆการโอนเงินนั่นล่ะครับ แต่เราใช้วิธีการโอนเหรียญ Crypto แทน ซึ่งการใช้เหรียญทำธุรกรรมบางอย่างอาจจะมีข้อจำกัดเพราะเหรียญบางตัวอย่าง BTC ETH มันมีมูลค่าที่แกว่งไปมาได้ แต่ถ้าเป็นพวก Stable coin อย่าง USDT ที่อ้างอิงเงิน $USD อาจจะนำมาใช้ประโยชน์ได้ในอนาคตเนื่องจากแกว่งไปมาไม่มาก

อย่างทาง Bitazza เขาก็เลยนำล่องตลาดด้วยการให้ซื้อของผ่าน Cryptocurrency ได้ อารมณ์แบบ ซื้อของแล้ว Scan QR Code แล้วเหรียญจะถูกแปลงเป็นเงินบาทในการชำระรายการสินค้าไปยัง Partner ได้เลย (ล้ำดีเนอะ)

นอกจากนี้ เนื่องจาก Digital Asset คือทรัพย์สินของเราที่มีหลายสกุล เราก็สามารถเปลี่ยนมันไปมาได้ เหมือนเราเอาเงินบาทไปแลกเงินปอนด์ แล้วเอาเงินปอนด์ไปแลกดอลลาห์าสหรัฐ ตรงนี้เราสามารถทำได้หมดครับ แต่ผมมีข้อแนะนำก็คือการซื้อขายระหว่างสกุลนั้นบางทีอาจจะมีค่าธรรมเนียมจึงต้องวางแผนดีๆว่าเราจะสะสมเหรียญนั้นๆไปด้วยวัตถุประสงค์อะไรด้วยครับ รูปข้างล่างแสดงให้ดูว่าถ้าเราไม่ได้ใช้เงินบาทแลกเปลี่ยนแต่ใช้ BTC เป็นตัวแลกเปลี่ยนกับเหรียญอื่นๆราคามันเป็นอย่างไร

ก็พอจะเห็นภาพกันคร่าวๆนะครับว่า การซื้อ Digital Asset มันคือการลงทุนซื้อทรัพย์สิน เราจะกลายเป็นเจ้าของมัน สามารถถือไว้เพื่อลงทุนได้ สามารถนำไปโอนให้ผู้อื่นได้ หรือ สามารถนำไปซื้อของและชำระเงิน (ด้วยการแปลงเป็น Thai Baht ได้)

 

  • การลงทุนในสัญญาส่วนต่างของ Bitcoin ในตลาด Forex

ในรูปแบบที่ 2 นี้ผมเองก็ต้องขอแจ้งไว้ก่อนว่า การลงทุนในตลาด Forex นั้นเป็นการลงทุนในรูปแบบ Contract for Different (CFD) ซึ่งเป็นการลงทุนอนุพันธ์ทางการเงินที่มีการใช้อัตราทดหรือ Leverage ที่มีความเสี่ยงสูงมาก ในประเทศไทยรัฐบาลจึงยังไม่มีการรับรองให้ทำธุรกิจได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย คนที่ต้องการเทรดในตลาดนี้จึงต้องเปิดพอร์ตกับผู้ให้บริการในต่างประเทศ ตรงนี้ก็ต้องดูโบรกเกอร์ที่มีความน่าเชื่อถือนะครับ

ในบทความนี้ผมอ้างอิงราคาจาก Port demo (พอร์ตจำลอง) จาก ATFX นะครับ ไม่กล้าเล่นเงินจริง ฮาๆ ซึ่งการซื้อขายนั้นจะทำผ่าน Application Meta trading 4 (MT4) รูปข้างล่างจะเป็นตัวอย่างหน้าจอที่แสดงให้เห็นว่า มีคู่ค่าเงินอะไรให้เล่นบ้าง เช่น

  • XAUUSD (ทองคำ/ดอลลาห์)
  • BTCUSD (ฺBitcoin/ดอลลาห์)
  • US30 (Down Jones index)
  • EURUSD (ยูโร/ดอลลาห์)

การลงทุนแบบ CFD นั้น เราจะไม่ได้ซื้อทรัพย์สินเข้าพอร์ตครับ แต่เราจะทำการซื้อ (เล่นขาขั้น) หรือ ขาย (เล่นขาลง) หากทิศทางของคู่สัญญานั้นเป็นไปตามที่เราประเมินไว้ เราก็จะได้กำไรและหากราคาไม่เป็นไปตามที่เราคาดหวังนั้นเราก็จะขาดทุนครับ ดูภาพราคาแล้วมันไปทางขาขึ้นอย่างสยองๆเนอะ รูปนี้คือกราฟว Day นะครับ

ในส่วนของการซื้อขายสัญญา CFD เราต้องมีอยู่ในพอร์ตที่สอดคล้องกับ Leverage นะครับ เช่น จะ Trade 100,000 จะต้องมีเงินในพอร์ต 1,000 และการซื้อขายจะใช้จำนวน Lot ตรงนี้ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของแต่ละโบรกละครับว่า ขนาดเล็กที่สุดนั้นคือเท่าไหร่

การซื้อสัญญาอนุพันธ์ในลักษณะ CFD นั้นมีความเสี่ยงสูงมาก เราซื้อแล้วไม่ได้เป็นเจ้าของทรัพย์สิน เอาไปใช้ เอาไปโอนให้ใครไม่ได้ หลังจากการส่งคำสั่งซื้อขายแล้วกำไรขาดทุนจะวิ่งขึ้นลงตามฝั่งที่เราอยู่ หากเราเก็งกำไรถูกฝั่งเราก็จะได้กำไรในการเทรดไม้นั้นๆ อันนี้ก็จะเป็นการลงทุนในอีกรูปแบบหนึ่งใน Bitcoin ด้วยการใช้อนุพันธ์นะครับ

จริงแล้วเครื่องมือการลงทุนในทรัพย์สินหนึ่งๆในต่างประเทศมันมีหลากหลายวิธีเยอะมาก ผมเคยเขียนตัวอย่างการลงทุนในทองคำเอาไว้ เผื่ออ่านเป็นกรณีศึกษาเพิ่มเติมได้ครับ 5 วิธีในการลงทุนในทองคำ จากท่าง่ายไปท่ายาก

Source : Bitazza ATFX

ซื้อขาย Bitcoin ผ่าน Exchange กับ Broker ต่างกันอย่างไร

0

ในบทความนี้ผมจะเล่าต่อยอดจากบทความที่แล้วที่เขียนเรื่องวิธีเปิดพอร์ตซื้อขาย Bitcoin Cryptocurrency และเงิน Digital นะครับ ซึ่งผมได้เล่าให้ฟังว่าผู้ประกอบการธุรกิจทรัพย์สินดิจิทัลมี License แบบไหนบ้าง และใครได้ใบอนุญาตแบบไหน ผมยกตัวอย่างมา 3 บริษัทใหญ่ในตลาดบ้านเรา โดยอ้างอิงจากทาง กลต. (ณ วันที่ 20 พย 2020) ได้แก่

  1. Bitkub ได้ใบอนุญาต Exchange
  2. Satang Pro ได้ใบอนุญาต Exchange
  3. Bitazza ได้ใบอนุญาต Broker

ทีนี้คำถามของหลายๆคนก็คือ Exchange กับ Broker มันต่างกันอย่างไรนะ?

ก่อนอื่นผมคงต้องขออ้างอิงกฎหมายก่อนเลยนะครับ ถ้าเราไปอ่านราชกิจจานุเบกษา พระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 จะมีการกำหนดความหมายเอาไว้

  • “ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล” หมายความว่า ศูนย์กลางหรือเครือข่ายใด ๆ ที่จัดให้มีขึ้น
    เพื่อการซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัล โดยการจับคู่หรือหาคู่สัญญาให้ หรือการจัดระบบหรือ
    อํานวยความสะดวกให้ผู้ซึ่งประสงค์จะซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลสามารถทําความตกลงหรือ
    จับคู่กันได้ โดยกระทําเป็นทางค้าปกติ แต่ทั้งนี้ ไม่รวมถึงศูนย์กลางหรือเครือข่ายในลักษณะ
    ที่คณะกรรมการ ก.ล.ต. ประกาศกําหนด

ถ้าเราตีความตามกฎหมายแล้วจะเห็นได้ว่า ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล เขาจะเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยน จับคู่ให้เรากันนะครับ เช่น นาย A ต้องการซื้อ Bitcoin และ นาย B ต้องการขาย Bitcoin ทั้ง 2 คนจะมาซื้อขายกันในศูนย์แลกเปลี่ยนนี้ ถ้าหากใครเคยเล่นหุ้นผมคิดว่าเราน่าจะนึกถึงภาพตลาดหลักทรัพย์ที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางให้มีคนมาซื้อขายกัน

ผมลองเอาตัวอย่างหน้าจอของ Bitkub และ Satang Pro มาให้ดูนะครับ ด้านซ้ายจะมีตัวเลขวิ่งไปมาที่บอกว่ามีการซื้อขายอย่างไรในตลาดตอนนี้ และเราก็สามารถส่งคำสั่งว่าเราจะซื้อจะขายอย่างไร มีทั้งแบบ Limit Order / Market Order / Stop Order เขาก็จะมาจับคู่ให้กับเรานะครับ ใครสนใจรูปแบบ Exchange ก็ลองดู 2 เจ้านี้นะครับ

ภาพข้างล่างนี้คือ Exchange ของ Satang Pro นะครับ จะเห็นความเคลื่อนไหวของราคาเหมือนกันเพราะเป็นตลาดที่ผู้ซื้อผู้ขายมาเจอกัน

ทีนี้มาดูผู้ให้บริการอีกรูปแบบหนึ่งคือนายหน้า หรือ Broker ซึ่งมีคำอธิบายทางกฎหมายดังนี้ครับ

  • “นายหน้าซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล” หมายความว่า บุคคลซึ่งให้บริการหรือแสดงต่อบุคคลทั่วไปว่า
    พร้อมจะให้บริการเป็นนายหน้าหรือตัวแทน เพื่อซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลให้แก่บุคคลอื่น
    โดยกระทําเป็นทางค้าปกติและได้รับค่าธรรมเนียมหรือค่าตอบแทนอื่น แต่ไม่รวมถึงการเป็นนายหน้าหรือ
    ตัวแทนในลักษณะที่คณะกรรมการ ก.ล.ต. ประกาศกําหนด

ถ้าเราอ่านแล้วตีความจะพบว่า หากเราต้องการซื้อ Bitcoin นายหน้าซื้อขายก็จะเป็นคนที่จะไปเอา Bitcoin และ Cryptocurrency ทั้งหลายมาให้เรา เช่น นาย A บอกว่าอยากซื้อ BTC นายหน้าก็จะไปหามาให้แล้วเราก็ซื้อกับเขา เท่าที่ผมได้ศึกษาข้อมูลมานั้น ทาง Broker ก็จะไปหามาจาก Exchange ทั้งหลายในโลกนี้แล้วมานำเสนอเราแบบ Real time ด้วยราคาที่ดีที่สุดที่หาได้ตอนนั้น เราก็ทำการซื้อไป ถ้าอยากขายก็โบรกเกอร์ก็จะจัดการขายให้ การซื้อผ่านโบรกเกอร์ในลักษณะนี้มันคือการซื้อแบบ OTC หรือ Over the counter เป็นการซื้อกันแบบตรงๆไม่ต้องมีผ่านตลาด

ผมแสดงหน้าจอตัวอย่างของทาง Bitazza นะครับ

เราจะเห็นได้ว่าทาง Bitazza ไม่ได้มีหน้าจอแบบ Exchange เหมือน Bitkub และ Satang Pro เมื่อเราเข้ามาที่หน้าจอซื้อขาย (ด้านซ้าย) Bitazza จะบอกว่า ถ้าจะซื้อเขามีราคาที่ขายอยู่อย่างไรในขณะนั้น

  • ซื้อ 1,000 บาท จะได้ 0.001817 BTC
  • ซื้อ 2,000 บาท จะได้ 0.003634 BTC
  • ซื้อ 5,000 บาท จะได้ 0.009077 BTC
  • ซื้อ 10,000 บาท จะได้ 0.018147 BTC

ราคาของนายหน้าก็จะวิ่งไปวิ่งมาเหมือนกันนะครับ แต่ไม่ได้ราคานี้ตลอดนะ แต่หลายคนอาจจะสงสัยนะครับว่าทำไมซื้อ 1,000 บาท x 10 ครั้งจะได้ Crypto มากกว่า 10,000 บาทแต่ซื้อครั้งเดียว

จริงๆผมว่ามันก็ไม่ต่างกับการซื้อใน Exchange นะครับ พอเราซื้อเยอะ บางทีมันจะดันราคาขึ้นไปแล้วเราต้องซื้อในราคาที่แพงขึ้นด้วยเหมือนกัน ตลาด Crypto มันใช้หลักการแบบ Order book ซื้อน้อยๆผลกระทบต่อการขยับราคาก็จะน้อย ถ้าเราซื้อเยอะราคาก็จะขยับเยอะของที่ได้ก็จะน้อยลง

ในกรณีนี้เป็นแบบ OTC เราส่งคำสั่งซื้อเยอะๆไป นายหน้าเขาก็จะไปหาคนที่จะขายเยอะๆ บางทีก็อาจจะไปเจอในราคาที่สูงขึ้นนะครับ แต่อย่างไรก็ตามราคาที่เปลี่ยนตลอดเวลา เราอาจจะซื้อ 1,000 บาท ทั้ง 10 ครั้งได้คนละราคาเช่นเดียวกัน ตรงนี้ผมว่าอยู่ที่เราตัดสินใจแล้วครับ (ถ้าต้องซื้อ 1,000,000 บาท เคาะ 1,000 ทีก็ไม่ไหว ฮ่าๆ)

ซื้อแบบ Exchange หรือแบบ Broker อันไหนดีกว่ากัน?

ผมว่าก็อยู่ที่เราเลือกมากกว่านะครับ แต่ละคนคงชอบไม่เหมือนกัน ทั้งนี้อยู่ที่ ราคา และ ค่าธรรมเนียมในการซื้อขายด้วย แต่ในส่วนตัวผมเองคุ้นเคยกับการซื้อแบบ OTC มากกว่าแต่ท้ายสุดผมก็เป็นลูกค้าทั้ง 3 เจ้าครับ ฮ่าๆ

ใครสนแบบ Exchange ก็ดู Bitkub กับ Satang Pro นะครับ

ใครชอบแบบ Broker และ OTC ก็ลองดู Bitazza นะครับ

วิธีเปิดพอร์ตซื้อขาย Bitcoin Cryptocurrency และเงิน Digital

0

ตอนนี้มีแฟนเพจหลายคนเริ่มจนใจการลงทุนในทรัพย์สิน Digital กันมากขึ้น แต่จริงๆแล้วก็มีรูปแบบการลงทุนที่หลากหลายนะครับ ตั้งแต่การซื้อทรัพย์สินลงทุนเลย หรือบางคนอาจจะไปซื้อพวกสัญญาต่างๆเพื่อเก็งกำไรจากการซื้อขาย ไม่ว่าจะเป็น Option หรือในรูปแบบ Contract for different (CFD) แต่ในบทความนี้ผมจะขอเล่าเฉพาะการเปิดพอร์ตเพื่อซื้อทรัพย์สินสะสมเอาไว้เท่านั้นนะครับ

การเปิดพอร์ตเพื่อซื้อทรัพย์สิน Digital ไม่ว่าจะเป็น Cryptocurrency หรือ Token ต่างๆ สิ่งแรกที่เราจะต้องทำก็คือ การหาผู้ให้บริการที่มีความน่าเชื่อถือ ตอนนี้ประเทศไทยก็มีผู้ให้บริการหลายรายนะครับ ลองดูว่าเจ้าที่จะใช้บริการนั้นได้รับ License จากหน่วยงานกำกับจากภาครัฐหรือไม่

ในปัจจุบันทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) ได้มีใบอนุญาตให้ผู้ประกอบการทรัพย์สินดิจิทัล แบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่

  1. Digital Asset Exchange หรือ ศูนย์การซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัล
  2. Digital Asset Broker หรือ นายหน้าซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล
  3. Digital Asset Dealer หรือ ผู้ที่ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในนามตัวเอง

รายชื่อของผํู้ประกอบการสามารถเช็คได้ที่ เวปไซต์ของ กลต. (ณ วันที่ 19 พย 2020) หน้านี้ครับ >> Thai Digital Asset

หากใครไปดู Link ที่ผมให้ดูมาแล้วจะเห็นได้ว่าเจ้าใหญ่ๆในตลาดของเรา ล้วนมี License ให้ประกอบธุรกิจนี้ได้ ไม่ว่าจะเป็น

  • Bitkub ได้รับใบอนุญาต Digital Asset Exchange
  • Satang Pro ได้รับใบอนุญาต Digital Asset Exchange
  • Bitazza ได้รับใบอนุญาต Digital Asset Broker

ตัวอย่างวิธีการสมัครนะครับ ผมจะให้ดูของ Bitazza เป็นตัวอย่างครับ (Click link) การสมัครของแต่ละเจ้าก็ไม่ต่างกันมากนะครับ พอเรากรอกข้อมูล ก็ยืนยันตัวตน และเมื่อบัญชีอนุมัติแล้วก็สามารถเริ่มซื้อขายได้ครับ

สมัครอย่างไร?

  • เริ่มต้นเราก็กรอกข้อมูลของเราในการ Sign up ไม่ว่าจะเป็น email รหัสผ่าน และการยืนยันรหัสผ่าน
  • เรา Click ตามขั้นตอนเขาไปเลยครับ ไม่ยากๆ และเขาจะมีให้เราส่งหลักฐานยืนยัน เช่น ภาพบัตรประชาชน ภาพเราถ่ายคู่กับบัตรประชาชน พวกนี้เป็นขั้นตอน Know Your Customer (KYC) เพื่อให้บริษัทได้รู้จักเราครับ

ฝากเงินเพื่อซื้อขายอย่างไร?

การซื้อขาย Cryptocurrency นั้นมีความแตกต่างกับหุ้น เพราะเราจะต้องนำเงินไปฝากไว้ก่อน (ระบบ Prepaid เท่านั้น) ก็เป็นการโอนเงินจากบัญชีเข้าปกติครับ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงศรีฯ และ ธนาคารหลักๆในประเทศไทยสามารถใช้ได้หมดครับ

  • เราก็ไปที่เมนู “ฝาก”
  • เราก็คีย์ไปว่าจะเอาเงินมาลงเท่าไหร่ ทาง Bitazza ก็จะเอาออก QR Code ให้เราไป Scan จ่ายง่ายได้ลย
  • ในทางตรงข้าม ใครต้องการถอนก็ไปที่กระเป๋าสตางค์แล้วแจ้งว่าจะถอนเงินเท่าไหร่ได้เช่นกันครับ

จะซื้อ Cryptocurrency แล้วต้องทำอย่างไร?

เราต้องเลือกเหรียญก่อนนะครับว่าเราอยากจะซื้ออันไหน แน่นอนว่าสำหรับมือใหม่ก็คงไม่แน่ใจว่าซื้ออะไรดี ตรงนี้ก็ต้องไปศึกษาด้วยตัวของเราเองก่อนนะครับ แต่ถ้าจะให้ผมแนะนำก็อยากให้เริ่มต้นศึกษาที่

  • BTC – Bitcoin
  • ETH – Ethereum
  • XRP – Ripple
  • USDT – Tether US dollars (Stable coin)

ส่วนตัวอื่นๆก็ค่อยๆลองดูว่ายังไง การลงทุนใน Crypto ความเสี่ยงสูงมาก ผมเคยไปซื้อบางเหรียญตั้งแต่ปี 2018 ตอนที่ซื้อ เกือบ $200 ได้ ปัจจุบัน พฤศจิกายน 2020 ราคาเหลือ $15 ก็ขาดทุนนะครับ (ร้องไห้) เริ่มศึกษาจากตัวใหญ้ๆในตลาดก่อนแหละ ดีที่สุดนะผมว่า

กดซื้อต้องทำอย่างไร?

ข้อดีของการซื้อ Digital Asset อย่าง Cryptocurrency นั้น เราไม่จำเป็นต้องซื้อทีละ 1 เหรียญแบบซื้อหุ้น แน่นอนว่าถ้าต้องทำแบบนั้นเหนื่อยแน่นอนเพราะต้องหาเงินมา 4-5 แสนเพื่อซื้อ แต่การซื้อนั้นมันคล้ายๆการซื้อกองทุนรวมนะครับ มีเงินเท่าไหร่ซื้อได้เท่านั้น รูปข้างล่างเป็นตัวอย่าง สมมติผมซื้อด้วยเงิน 1,000 บาท ระบบจะคำนวณราคาในตอนนั้นๆให้ได้ 0.001853 BTC สะสมไป เดี๋ยวก็ได้ 1 เหรียญ เขาบอกว่าทั้งโลกมี 21 ล้านเหรียญเอง

พอเราซื้อแล้วเดี๋ยวเราจะได้เหรียญมาเก็บไว้ในกระเป๋าตังค์นะครับ กรณีที่อยากขายก็กดขายไป แต่เราต้องบันทึกเองนะครับว่าที่เราลงทุนไปแล้วเท่าไหร่ และทั้งหมดรวมแล้วกำไรหรือขาดทุนขนาดไหน อันนี้คือเบื้องต้นของการซื้อขายเท่านั้น ซึ่งโดยปกติแล้วเราก็จะทราบกันแค่นี้เนอะ

ใน Level Advance เราจะต้องไปศึกษาดูว่า Cryptocurrency มันทำอะไรได้บ้าง หลายๆอย่างมันทำได้มากกว่าที่เราคิด เช่น เราเอาไปปล่อยกู้ได้ จากตัวอย่างข้างล่างนี้นะครับ ก็มีการจ่ายผลตอบแทนที่สูงกว่าการเอาเงินไปฝากในธนาคาร แต่ผมคงไม่ลงลึกในประเด็นนี้นะครับ เพราะทุกอย่างล้วนเป็นเรื่องของความเสี่ยงครับ และผลิตภัณฑ์ทางเงินในโลก Digital ก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ ต่อไปมันก็จะมีอะไรให้เราเห็นอีกเยอะ ตรงนี้อยู่ที่เราแล้วว่าเราจะยอมรับความเสี่ยงและศึกษากับสิ่งใหม่ๆกันไหม โลกเรามันเปลี่ยนแปลงทุกวันจ้า

 

หมายเหตุ อย่าพึ่งไปถึง ณ จุดนั้นเลยนะจ้า เปิดพอร์ต ศึกษา และลองซื้อขาย Crypto กันก่อน ส่วน Level ที่ Advance เดี๋ยวเราค่อยมาว่ากันในอนาคตเนาะ ฺ

เปิดพอร์ต >>> Bitazza

 

ข้อควรคิดก่อนใช้สิทธิช็อปดีมีคืน 30,000 บาท

0

ช่วงนี้มีคนพูดถึงโครงการช็อปดีมีเงินคืนกันเยอะมาก จำได้ว่าปีก่อนๆมีโครงการคล้ายๆกันแบบนี้นะ แต่ในปัจจุบันนี้คนเข้าใจในเรื่องภาษีมากขึ้น

ถ้าเป็นปีก่อนๆจะมีคนมาถามว่า ช็อป 30,000 แล้วจะได้ 30,000 กลับมายังไง? คือเขาเข้าใจว่าซื้อของแล้วจะได้เงินคืนเต็มจำนวนกลับมาเลย ปีนี้ยังไม่มีนะ ฮ่าๆ

แต่อย่างไรก็ตาม ก็ต้องอย่าลืมว่าการซื้อของในโครงการนี้ ก็ต้องวางแผนด้วยว่าเราจะนำไปลดหย่อนภาษีได้ขนาดไหน ขึ้นอยู่กับเงินได้ของเราด้วย

ตัวอย่างเช่น เงินได้สุทธิในส่วนของ 150,000 แรก มันไม่เสียภาษีอยู่แล้ว ถ้าเราได้ในอัตรานี้ การจ่าย 30,000 บาทไปกับการซื้อของมันไม่ได้เงินคืนภาษีนะ

แต่ถ้ารายได้เราสูงกว่านั้น อัตราที่ได้สูงสุดก็จะขยับขึ้นไปเรื่อยๆ ผมไปอ่านๆมาเขาคำนวณไว้แล้วว่า ถ้ารายได้ 5 ล้านบาทขึ้นไป สูงสุดคือ 10,500 บาท (รายได้นี้ไม่ใช้อิฉันเจ้าคะ 555)

โดยปกติแล้วเวลามีโครงการอย่างนี้ เท่าที่ผมสังเกตจากคนรอบตัว จะมี 2 แบบ

กลุ่มที่ 1 ฉันต้องหาเรื่องซื้อของซักอย่าง

คนในกลุ่มแรกจะทำทุกวิถีทางที่จะหาข้ออ้างในการซื้อของ เพราะจะได้เอาประโยชน์ภาษี บางทีก็จะมาถามเราว่า “ซื้ออะไรดีแกให้ครบ 30,000”

กลุ่มที่ 2 ฉันมีของที่ต้องซื้อ ได้จังหวะพอดีเลย

คนในกลุ่มนี้เขามีแผนซื้อของกันอยู่แล้ว และมองว่าพอโครงการมาก็ได้ประโยชน์เลย และจะไม่ค่อยหาเรื่องใช้ให้ครบ 30,000 เอาตามที่เหมาะกับตัวเอง

ที่เล่าให้ฟังก็เพราะ ต้องระวังใจของเราด้วย เวลามีโครงการแบบนี้ บางทีคัน ใจมันอยากซื้อของขึ้นมาทันที ลองคำนวณก่อนว่า

  • เราได้ประโยชน์ทางภาษีขนาดไหน
  • ของที่จะซื้อมา เรากำลังหาเรื่องจ่ายเงินหรือเปล่า?

ไม่ผิดนะที่เราจะซื้อของ แต่แค่จะบอกว่าคิดดีๆกันก่อนหากจะหาเรื่องใช้จ่าย

ส่วนตัวผมนะ ยังไม่มีโครงการซื้อของเลย ฮ่าๆ หลักๆผมมาลดหย่อนในการซื้อประกัน กับ กองทุนรวมที่ได้สิทธิทางภาษี (แต่เน้นประกันนะ ซื้อครบ 100,000 เลย) ส่วนกองทุนซื้อตามความเหมาะสม

รู้จัก Fintech 6 ประเภท

0

Fintech หรือ Financial Technology มีอะไรบ้าง?

พอดีวันนี้เข้าไปดูใน course online ของ University of Michigan เขานำเสนอประเภทต่างๆได้น่าสนใจดีครับ

เขาบอกว่าจริงๆแล้วพวกเทคโนโลยีมันมีการพัฒนามาตามยุคตามสมัยนั่นล่ะ อย่างเมื่อก่อนเราก็มาใช้ทองในการแลกเปลี่ยน แล้วกลายเป็นเงินตรา จนถึงปัจจุบันเรามีบัตรพลาสติก และการใช้ช่องทาง online

การกำเนิดของ Fintech นั้น เป็นเพราะเทคโนโลยีมันเจริญขึ้น มีพวก Big data ต่างๆทำให้ธุรกิจพวกนี้สามารถรับความเสี่ยงกันได้มากขึ้น บริษัทเล็กๆพวกนี้จะรวดเร็ว ไม่มีกฎระเบียบเยอะเท่าธนาคารใหญ่ๆ

ทีนี้ถ้าเรามาดูในโครงสร้างในของพวกธนาคาร (Financial institution) มันจะแบ่งได้เป็นหลายส่วนนะครับ ส่วนที่เราจะรู้จักกันทุกคนคือ ฝากเงิน และธนาคารก็เอาเงินของเราไปปล่อยกู้ อาจจะทำเรื่อง Raise Fund IPO ให้กับธุรกิจต่างๆ รวมถึงเป็นที่ปรึกษาทางการเงินให้กับบริษัทและบุคคลที่มีเงินจำนวนมาก

พวก Fintech ทั้งหลายก็แยกส่วนจากกิจกรรมทางการเงินของธนาคารนี่ล่ะ แล้วมีการพัฒนาระบบและ platform ขึ้นมา แต่โครงสร้างต่างๆก็ยังอยู่ในรูปแบบความต้องการของอุตสาหกรรมทางการเงิน มาดูทีละส่วนว่ามีใครบ้าง จะได้เห็นภาพกันชัดขึ้นนะครับ

  1. Savings & Deposit

หากเป็นธนาคารรูปแบบเก่า เราจะเอาเงินไปฝากที่เค้าเตอร์หรือตู้ ATM ในส่วนของ Fintech เราจะเรียกว่า Neobank พวกนี้จะเป็นธนาคาร Online ไม่ต้องมีสาขา เช่น Ally, Monzo, Atom bank

  1. Payment & Transfer

ผมว่าในกลุ่มนี้เมืองไทยมีเยอะมาก เราค่อนข้างคุ้นชินและเห็นภาพกันมาเยอะ โหลด app แล้วเอาไว้จ่ายนั่นนี่ได้ ตัวที่ดังๆในระดับโลกก็คงจะหนีไม่พ้น Alipay, Paypal, Wechat pay แล้วก็พวกตัวที่ใช้ cryptocurrency ในการจ่ายเงิน

  1. Lending & Raising fund

กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ให้เงินกู้ หาเงินทุนให้กับธุรกิจต่างๆ อาจจะเคยได้ยินบ่อยๆนะครับเช่น P2P Lending หรือ Crownfunding ผมว่าอย่างในเมืองไทยจะเห็นในแง่การระดมทุนค่อนข้างเยอะ เช่น ICO อะไรงี้ ตัวอย่างในต่างประเทศพวก P2P ก็มี Lending Club, Prosper, Peeform

  1. Investing

การลงทุน อันนี้เราคงชอบนะครับ ก็จะมี Fintech ที่เข้ามาช่วยเยอะ ไม่ว่าจะเป็น application ช่วยในเรื่องข้อมูลต่างๆไปจนถึงการซื้อขาย ตัวที่ถูกพูดถึงอีกตัวบ่อยๆก็คือ Robo Advisor หลายที่เอาพวกเทคโนโลยีมาใช้

  1. Trading

พวก platform ในการซื้อขายก็มีเยอะขึ้นเรื่อยๆ บางที่ก็ค่า commission เป็น 0 เทรดได้หลายแบบไม่ว่าจะเป็น หุ้น ทองคำ กองทุน options future เช่น Robinhood, Quantopian

  1. Private banking

เป็นส่วนที่บริการเรื่องการเงินส่วนบุคคล เรามีสถานะทางการเงินอย่างไร ควรจะจัดการอย่างไร เช่น วางแผนการเงิน วางแผนภาษี วางแผนการลงทุน การเปรียบเทียบราคาสินค้า ของไทยก็มีเยอะนะครับ ของฝรั่งก็มีพวก Nerdwallet, Credit Karma

เห็นไหมว่าพอเราดูภาพใหญ่แล้ว มันก็คือการเอาส่วนต่างๆของธนาคารที่มีอยู่ในปัจจุบันมาใส่เทคโนโลยีและให้บริการที่ทันสมัยขึ้นนะครับ

 

90,553แฟนคลับชอบ
1,819ผู้ติดตามติดตาม
935ผู้ติดตามติดตาม