หน้าแรก บล็อก หน้า 2

ทำให้ดู! เปิดบัญชีซื้อขาย Bitcoin กับทาง Bitazza

0

มาเลยจ้า แฟนๆผู้อ่านจากทางเวปและทางเพจทุกท่าน ช่วงนี้คนสนใจออมคอยน์กันเยอะขึ้นมาก แต่ไม่รู้จะเปิดพอร์ตอย่างไร พี่ต้าร์เลยจะมาสอนวิธีเปิดและวิธีซื้อให้แบบครบเครื่องเลย โดยเราจะใช้บัญชีของ Bitazza ซึ่งเป็นโบรกเกอร์ที่ได้รับ License จากทาง กลต. ในการสาธิตในการซื้อขายนะจ้า

อ้าวทุกคน กรุณากดไปยัง Link >>>> ฺBitazza เพื่อสมัครจ้า

  • การสมัคร

ไปกดลงทะเบียนตามภาพข้างล่างจ้า จะมีคำว่าลงทะเบียนอยู่

กรอก อีเมล รหัสผ่าน ต้องมีอักษรตัวใหญ่ เช่น ABC และ อักษรเครื่องหมายลงไปด้วย เช่น !@#$ อะไรพวกนี้

มาถึงขั้นตอนนี้แล้วให้เราไปเช็คที่ email เขาจะให้เรา verify account และยืนยันตัวตน

เมื่อเราเปิดอีเมลแล้วมันจะมีปุ่มให้กดเพื่อยืนยัน Account เสร็จเรียบร้อยแล้ว เราก็จะต้องโหลด Application ของทาง Bitazza มาใช้

โหลด App เสร็จแล้วใช่ไหม ก็ Sign in ลงไป ในส่วนของ email และ Password แล้วก็จะเข้าไปสู่ขั้นตอนต่อไป

เข้ามาแล้วยังไม่สามารถใช้ได้ทันที ต้องยืนยันตัวเองก่อน เขาจะได้รู้ว่าตัวจริงมาใช้จร่ิง ไม่ได้ทำฟอกเงินอะไรหรอก

เลือกสัญชาติไทย อย่าเปรี้ยวไปเลือกสัญชาติอื่นๆ เดี๋ยวไปขั้นตอนต่อไปไม่ได้

กดยอมรับข้อตกลงจ้า ไม่ยากเลย เลื่อนๆ อ่าน แล้วก็คลิ๊ก

เขาจะให้เรายืนยันตัวตน โดยการถ่ายบัตรประชาชนหน้าหลังและหลักฐานแสดงตัวตนว่าคือเรา ขั้นตอนนี้ก็อาจจะใช้เวลาหน่อยเพราะบางคนจะถ่ายรูปแต่ละที ต้องสวย

พอยืนยันตัวตนเสร็จก็รอนะจ้า ทางบริษัทเขาจะต้องอนุมัติก่อน เราถึงทำในขั้นตอนต่อไปได้ รอนานไหมก็แล้วแต่เนอะ

  • ซื้อ Bitcoin ออมคอยน์

ระบบของการซื้อขาย Cryptocurrency จะต้องฝากเงินเข้าไปก่อนเท่านั้น ให้เขากดไปที่ฝากเงิน

เราก็พิมพ์จำนวนที่เราต้องการฝากลงไป แต่ต้องมั่นใจว่ามีเงินจริงนะ ฮาๆ พอเราพิมพ์ตัวเลขแล้ว ให้เราไปกดปุ่มฝากเงินข้างล่าง แล้ว Save QR code ไป Scan ที่ App ธนาคาร เงินจะเข้าก็ต่อเมื่อชื่อเรากับชื่อในบัญชีเป็นอันเดียวกันนะ (บางคนสมัครแล้วใช้บัญชีเมีย เงินไม่เข้า ซวยเลย)

พอเงินเข้าแล้ว เราก็มากดที่การซื้อขาย ระบบจะนำเราเข้าไปสู่หน้าของตลาดซื้อขาย

นี่เป็นตัวอย่าง BTC/THB เป็นราคาของ Bitcoin กับเงินบาท ราคาที่แสดงให้เห็นคือ 1,067,347 บาท บางคนตกใจจะซื้อได้ยังไง ใจเย็นๆ ไม่ต้องกังวล เราซื้อเป็นเศษตรงเศษจุดทศนิยมได้ เหมือนเราซื้อกองทุนรวมนั่นล่ะ กดปุ่มเขียวนเมื่อต้องการซื้อ กดปุ่มแดงเมื่อต้องการขาย

ให้เรามาคีย์ข้อมูลว่าเราต้องการซื้อเท่าไหร่ ก็ใส่ตัวเลขลงใน THB เดี๋ยวระบบจะคำนวณให้เองว่าได้กี่ BTC มันไม่ต้องซื้อเต็มๆก็ได้ ซื้อแบบทศนิยมก็ได้ ในกรณีนี้จะเห็นได้ว่ามีตังแค่ 6 บาท แต่ใส่เวอร์มาก ระบบก็จะไม่ซื้อให้ อย่าลืมขั้นต่ำใรการซื้อคือ 350 บาทนะ

เมื่อซื้อเสร็จก็มาเช็คในกระเป๋าตังค์ (Wallet) ว่าเหรียญเราเข้ามาไหม ปกติมันไม่ช้านะ ซื้อปุ๊ปได้ปัํป

เห็นไหมว่า ง่ายยยย ง่ายมากๆๆๆๆ สมัครเป็นกันแล้วใช่ไหม อย่าลืมใช้ Bitazza นะจ้า ของดีมีคุณภาพ สำหรับการเทรดตลอด 24 ชั่วโมง

รู้จัก Lindy Effect และเหตุผลที่ว่าทำไมต้องเริ่มจาก BTC

0

ช่วงนี้มีคนสนใจออมคอยน์กันเยอะมาก ที่ผ่านมาก็มีคนมาถามว่า ถ้าเราจะเริ่มศึกษาการลงทุนใน Cryptocurrency ควรจะเริ่มจากตัวไหนก่อน? เพราะว่าถ้าเราไปดูว่าในโลกนี้มีคอยน์ตัวไหนบ้าง มันจะมีเยอะมากทีเดียว เช่น ภาพข้างล่างนี้ จะเห็นว่ามี BTC ETH USDT DOT XRP และถ้าไปดูในเวปไซต์ต่างๆ ก็จะมีอีกเพียบเลย

ทีนี้ทำไมต้องเป็น Bitcoin (BTC) ที่เราควรจะเริ่มศึกษาและมองหาโอกาสในการลงทุนเป็นอันดับแรก หนึ่งในเหตุผลที่พี่ชอบจากการศึกษาบทความต่างๆมาก็คือ เรื่องของทฤษฎี Lindy Effect

ทฤษฎีนี้ถ้าอธิบายแบบง่ายๆก็คือ พวกนวัตกรรม ความคิด เทคโนโลยีทั้งหลาย ถ้ามันยิ่งแก่ มันยิ่งจะอยู่นาน ตัวอย่างง่ายๆ เช่น ทองคำ คนเชื่อมันมานานมากเป็น 1,000 ปีว่ามันเป็นสิ่งที่มีค่า มันถูกนำมาใช้เป็นเครื่องประดับ จนถึงในปัจจุบัน มันก็ถูกนำมาใช้เป็น Save Heaven และเป็นเครื่องมือกระจายความเสี่ยงการลงทุน

ซึ่งถ้าเรามองจนถึงปัจจุบัน เราถามตัวเองว่าทองคำนั้นมีค่าไหม? เราก็คงตอบว่ามี และในอนาคต คนก็ยังเชื่อว่าทองคำนั้นมีค่าไปเรื่อยๆนั่นล่ะ ถ้ามันมีทรัพย์สินอื่นๆที่เราพยายามให้มูลค่ามัน คนอาจจะไม่เชื่อถือมันเท่ากับทองคำก็ได้ เพราะของพวกนี้มันผ่านร้อนผ่านหนาวมานาน ไม่ได้พึ่งจะมาเชื่อกัน

อะไรที่มันอยู่มานานแล้ว ยังไงมันก็มีแนวโน้มจะอยู่นานไปเรื่อยๆ อะไรที่พึ่งเกิดขึ้นมา มันก็ต้องใช้เวลาพิสูจน์ตัวเองเพื่อสร้างความเชื่อ เมื่อหลายปีก่อนพวกทรัพย์สินที่เราลงทุนกันนั้นก็จะเป็นพวก ที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ ถ้าเป็นหุ้นเราก็จะมองหุ้นพื้นฐาน ถ้าพูดถึง Lindy effect มันก็เพราะว่ามันน่าจะอยู่มานาน ความเชื่อถือมันก็เลยมาก ยิ่งผู้ใหญ่ยิ่งชอบพูดเลย ที่ดิน ทองคำ บ้าน อะไรพวกนี้มันจับต้องได้ เขาเชื่อมันมากกว่า ส่วนพวกหุ้นเทคโนโลยีนั้นเปลี่ยนแปลงเร็ว ไม่ค่อยกล้าลงกัน ยิ่งพวกสินทรัพย์ดิจิทัลยิ่งไปกันใหญ่ (ในสมัยก่อนนะ)

แต่พักหลังๆเนี่ยแหละที่เราจะเห็นหุ้นเทคโนโลยีรวมถึงทรัพย์สินดิจิทัลมันเริ่มมีอายุนานขึ้นแล้ว และก็ได้พิสูจน์ตัวเองมากขึ้นในการใช้ง่าย คนก็จะเริ่มสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ ของที่มันอยู่ในยุคนี้หลายๆอย่างมันก็ผ่านการพิสูจน์ตัวเองมาเยอะนะ ไม่ว่าจะเป็น โทรศัพท์มือถือ Internet กลายเป็นของจำเป็นในชีวิตไปแล้วในยุคนี้ และทุกคนก็คงเชื่อว่ามันจะกลายเป็นปัจจัยในการดำรงชีวิตไปอีกยาวนาน เมื่อก่อนเราอาจจะไม่กล้าลงทุนกับมันเพราะไม่รู้มันพัฒนาไปในทิศทางไหน นึกว่ามีไว้แค่ส่งอีเมล เล่น chat กับอ่านเวปที่บ้าน แต่ตอนนี้คงกล้าลงทุนกันแล้วใช่ไหม เพราะมันเข้ามาเกี่ยวข้องกับทุกสิ่งในชีวิตประจำวันเลย

เนี่ยแหละ มันถึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมผมถึงเสนอให้ลองศึกษา Bitcoin ก่อนเหรียญอื่นๆ เพราะตัวมันเองผ่านการใช้งานมาเป็น 10 ปีแล้ว (เมื่อก่อนคนด่ากันจะตาย 555) ในขณะเหรียญอื่นๆมันอาจจะพึ่งเกิดและมันอาจจะต้องการเวลาพิสูจน์ตัวเองที่มากกว่า อย่างน้อยความน่าเชื่อถือมันก็สูงกว่าอีกหลายๆเหรียญ นี่ล่ะก็เลยเป็นเหตุผลที่ผมมองว่า ถ้าจะเข้ามาอยู่ในวงการ Cryptocurrency อยากเริ่มศึกษา อยากเริ่มลงทุน มาลองเริ่มจาก Bitcoin ก่อนน่าจะเหมาะกับมือใหม่นะครับ

แต่ถ้าหากเรามองทั้งอุตสาหกรรมของสินทรัพย์ดิจิตัล มันก็อยู่ในช่วงเริ่มต้นเองนะ การเริ่มต้นมันมีความเสี่ยงสูง มันต้องใช้เวลาในการพิสูจน์ตัวเองค่อนข้างมาก แต่ถ้าใครคิดว่าเราจะเกาะเทรนด์ตรงนี้ตั้งแต่เริ่มต้น ก็ถือว่าเป็นเวลาที่ดีที่จะเริ่มนะครับ

หากสนใจศึกษา เปิดบัญชีซื้อขาย Bitcoin และ Cryptocurrency แนะนำ Bitazza นะครับ ได้รับการรับรองจาก กลต. คลิ๊กสมัครได้ที่ https://bit.ly/3pgczbe

Review: เวปไซต์ที่คำนวณผลการ “ออมคอยน์” แบบ DCA

0

สวัสดีนักออมคอยน์ (Coin) แบบ DCA ทุกท่าน จากบทความที่แล้วที่เราได้ตั้งคำถามกันว่า “เราสามารถใช้กลยุทธ์นี้ในการซื้อ BTC ได้ไหม?” ซึ่งได้มีการเทสจากข้อมูลที่พอหาได้ แล้ว Plot เป็น graph เบื้องต้นในบทความ How to ออมคอยน์ แบบ DCA อ่านได้จากบทความนี้

ทีนี้ต้องขอขอบคุณน้อง Fan page Tarkawin (ไปกด Like หน่อนสิจ๊ะ) ที่ได้แนะนำเวปไซต์ https://dcabtc.com/ ที่เราสามารถศึกษาข้อมูลย้อนหลังการออมคอยน์แบบ DCA ได้ ในบทความนี้จึงจะมา Review website ดังกล่าวให้ทุกคนนำไปใช้จ้า มาดูกันเลย

เมื่อเราเข้ามาแล้วจะเห็นว่าเวปไซต์นี้เป็นเวปไซต์ที่น่ารัก ข่าวๆ เนียนๆ ใสๆ เราจะต้องเริ่มจาก มุมซ้ายก่อนเพราะมีช่องให้เราลองมาคำนวณได้

 

ใส่ข้อมูลที่เราต้องการวัดผล

ในการคำนวณย้อนหลังผลการลงทุนด้วยวิธีการแบบ Dollar Cost Average (DCA) นั้น ไม่ว่าจะออมอะไรก็ไม่ได้แตกต่างกันหรอก ในกรณีนี้เราก็มากรอกข้อมูลเลย

  1. ออมคอยน์เดือนละเท่าไหร่
  2. ออมคอยน์ถี่ขนาดไหน
  3. ออมคอยน์สะสมมานานกี่ปี
  4. เริ่มวัดผลการออมคอยน์กี่ปีที่ผ่านมา
  5. เทียบผลการออมคอยน์กับ การออมหุ้น(DJIA) หรือ ออมทอง(Gold)

ในกรณีนี้ผมจะตั้งสมมติฐานว่า ผมออมคอยน์เดือนละ $300 ถี่รายเดือน เป็นเวลา 9 ปี และวัดผลเริ่มต้น 9 ปีที่แล้วเป็นต้นมานะครับ

ผลก็จะออกมาเป็นตารางกราฟดังนี้

จะเห็นได้ว่ากราฟมันมีทั้งช่วงที่น่าดีใจและน่าตกใจอยู่เหมือนกัน การออมคอยน์ก็มีความเสี่ยงอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว ในช่วงปี 2018 นั้นเป็นช่วง Peak ที่ผ่านมา แล้วก็โดนทุบราคามาตลาดปี 2018

ในกรณีที่เรา DCA ในช่วงดังกล่าว Peak สุดๆจะมีมูลค่าในพอร์ตถึง $9,134,051 และโดนตบลงมาเหลือ $2,158,838 นับว่าหนาวจับใจสำหรับคนที่มีของอยู่ในเวลานั้น แต่ในปัจจุบันระบบก็คำนวณมาให้แล้วครับ ได้เท่าไหร่มาดูกันเลย

ในเวปจะมีผลการคำนวณตัวเลขให้เราได้ดูด้วยนะครับ อย่างในตัวอย่างนี้ผลการคำนวณออกมาแล้วว่า

  1. เราจะใช้เงินลงทุนทั้งหมด $32,400 (972 แสนบาท)
  2. มูลค่าปัจจุบัน $12,206,552 (3ุุ66.2 ล้านบาท)
  3. กำไร 37,574.55%

หมายเหตุ: ผมใช้อัตราแลกเปลี่ยน 30 THB : 1 USD นะครับ

อย่างไรก็ตาม ผลตอบแทนในอดีต ไม่สามารถบอกได้ว่าในอนาคตจะเป็นแบบนี้นะครับ เพราะการลงทุนมีความเสี่ยงเสมอ ขอให้ทุกคนลงทุนอย่างระมัดระวังนะครับ

สำหรับใครที่กำลังหาที่เปิดบัญชีเพื่อลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล ผมใช้ของ Bitazza อยู่นะครับ (ได้รับใบอนุญาตโบรกเกอร์จากทาง กลต.) สามารถศึกษาข้อมูลได้จากที่เวปไซต์ได้เลยครับ คลิ๊ก

How to ออมคอยน์ แบบ DCA อ่านได้จากบทความนี้

0

นอกเหนือจากการ ออมหุ้น ออมกองทุน ออมทอง ล่าสุดสิ่งที่หลายๆคนกำลังมองว่าเป็นสิ่งที่น่าสนใจก็คือการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล เช่น การลงทุนใน Cryptocurrency ไม่ว่าจะเป็น Coin หรือ Token ซึ่งในภาพรวมนั้นผมจะเรียกว่า การออมคอยน์ แล้วกันนะครับ

คำถามก็คือเราสามารถใช้หลักการออมคอยน์แบบ DCA มาใช้ในการลงทุนกันได้หรือไม่ ข้อมูลราคาที่ผมพอจะหาได้คือที่ Investing.com ซึ่งอ้างอิงราคา BTC/THB จาก Satang Pro ซึ่งเป็นกระดานเทรดที่มีชื่อเสียงของเมืองไทยนะครับ

ลองมาคำนวณกันดูเล่นๆนะครับว่าหากเราออมคอยน์มา ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปลายปี 2020 โดยการซื้อเดือนละครั้ง ด้วยเงิน 10,000 บาท พอร์ตเราตอนนี้จะเป็นอย่างไร มาดูตารางกันจ้า

จากตารางจะเห็นได้ว่า ถ้าเราสะสมมาเรื่อยๆ ใน 1 ปีนี้จะทำให้เราได้ BTC ทั้งหมดจำนวน 0.39085330 โดยมีต้นทุนอยู่ที่ 120,000 บาท (10,000 บาท x 12 เดือน)

ราคาของ BTC ในวันที่ 2 มกราคม 2020 นั้นมาถึงที่ 900,000 บาท นั่นหมายความว่า Port ของเราจะมีมูลค่า 351,767.97 คิดเป็นกำไร 231,767.97 หรือ 193%

รูปข้างล่างนี้จะเป็นราคาของ BTC เทียบกับราคาเฉลี่ยของเรานะครับ ส่วนต่างระหว่างสีน้ำเงินและสีแดงก็คือกำไรของเราที่จะได้รับ

อย่างไรก็ตามมันก็มีขึ้นหนักๆช่วงนี้ครับ การลงทุนมีความเสี่ยงเสมอ มันอาจจะขึ้นต่อหรือลงมาก็ได้ การลงทุนจึงต้องใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่ง หากใครยังจำได้อยู่  ในช่วงปี 2018 ก็คือมีเหตุการณ์ราคาขึ้นและถูกเทขายจนลงมาอีกรอบหนึ่งนะครับ

อยากออมคอยน์แบบ DCA แล้วต้องทำอย่างไร?

ผมเข้าใจว่าการออมคอยน์นั้นเรายังไม่มีระบบตัดซื้ออัตโนมัติ ต้องใช้วิธีฝากเงินเข้าไปแล้วซื้อเอง แต่ในอนาคตอาจจะมีก็ได้นะครับ เพราะฉะนั้นแล้วเราจะต้อง ออมคอยน์แบบใช้มือ แล้วสั่งซื้อเอาเอง โดยกำหนดการลงทุน ดังนี้ครับ

  1. เปิดบัญชีซื้อขาย Cryptocurrency ก่อน ปัจจุบันผมใช้ Bitazza ครับ (ได้รับใบอนุญาตจาก กลต)
  2. เลือกคอยน์ที่จะออม เช่น BTC ETH โปรดศึกษาความเสี่ยงก่อนการลงทุนเสมอนะครับ
  3. กำหนดวันที่เราจะออมคอยน์ เช่น ทุกวันที่ 1 ของทุกเดือน
  4. กำหนดเงินที่จะลงทุนออมคอยน์ เช่น เดือนละ 2,000 บาท 5,000 บาท 10,000 บาท
  5. ฝากเงินเข้าไปในบัญชีและทำการซื้อ

โดยส่วนตัวแล้วผมยังชอบหลักการในการลงทุนแบบ DCA นะครับ ค่อยๆทยอยซื้อ ทีละนิด ไม่ต้องรีบรวยครับเพราะชีวิตเรามักจะซวยเวลาทุ่มเงิน (มักจะดอยในเวลาต่อมา)

ขอให้ทุกท่านมีความสุขในการลงทุนนะครับ

อยาก DCA หุ้น และ กองทุนรวม เริ่มอย่างไร เปิดบัญชีที่ไหน?

0

บทความนี้มาตอบคำถามจากทางบ้านกันดีกว่านะครับ เรื่องมีอยู่ว่าผมไปเจอคำถามของ Fanpage สอบถามว่า

 DCA หุ้นที่ธนาคารไหนดีคะ?

อยากซื้อหุ้น ONE-UGG กับ หุ้น PWIN ต้องเริ่มอย่างไร?

 บทความนี้ก็เลยจะมาตอบคำถามให้ฟังว่าเราจะต้องเริ่มอย่างไรนะครับ

  1. เริ่มต้นศึกษาหุ้น-กองทุนรวม

จากความต้องการลงทุนของผู้ถาม สิ่งที่เราสามารถทำได้ก็คือการเริ่มต้นศึกษาเรื่องหุ้น กับ กองทุนหุ้นก่อน เพราะเครื่องมือการลงทุนทั้ง 2 อย่างมีความแตกต่างกัน ซึ่งอธิบายได้ดังนี้ครับ 

การลงทุนในหุ้นคือการลงทุนในบริษัท เราซื้อหุ้นแล้วเป็นส่วนหนึ่งของเจ้าของบริษัท เราจะต้องวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานของบริษัท ราคาที่เหมาะสม และซื้อหุ้นเพื่อลงทุนครับ

แต่การลงทุนในกองทุนรวมหุ้นจะแตกต่างไปเพราะหน้าที่เลือกหุ้นวิเคราะห์หุ้นและบริหารจัดการลงทุนจะเป็นหน้าที่ของผู้จัดการกองทุน เรามีหน้าที่เลือกว่าจะลงทุนในกองทุนไหน ก็ดูว่ากองทุนไหนมีนโยบายอย่างไร และผลการดำเนินงานเป็นอย่างไร ซึ่งเราจะนำเงินไปซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวม และเงินของเราก็จะถูกนำไปลงทุนตามนโยบายที่กำหนด

กรณีของ ONE-UGG และ PWIN เป็นกองทุนรวมจ้า

  1. เปิดบัญชีที่ธนาคารไหนดี?

การซื้อหุ้นหรือกองทุนรวมนั้นจะต้องมีการเปิดบัญชีซื้อขายที่แตกต่างกัน ขอเรียกง่ายๆว่าบัญชีซื้อขายหุ้น กับ บัญชีซื้อขายกองทุนรวม

การเปิดบัญชีหุ้น ธนาคารพาณิชย์ทั่วไปน่าจะทำได้เพราะมีบริษัทลูกให้บริการเรื่องการซื้อขายหุ้นและสามารถเปิดกับบริษัทที่เป็นโบรกเกอร์ได้ ลองดูว่าอันไหนค่าธรรมเนียมเป็นอย่างไร เงื่อนไขในการให้บริการเป็นอย่างไร

การเปิดบัญชีกองทุนรวมก็สามารถเปิดได้ที่ธนาคารได้เช่นกันเพราะเขาจะมีบริษัทลูกให้บริการ แต่ต้องดูข้อจำกัดว่าเขาให้บริการซื้อขายกองทุนของเขาเองเท่านั้นหรือให้บริการซื้อกองทุนในค่ายอื่นๆได้ แต่โดยปกติผมจะแนะนำให้เปิดบัญชีกับผู้ให้บริการที่สามารถซื้อกองทุนได้หลายๆที่เช่นพวก Fundsupermart

นอกจากเปิดที่ธนาคาร เปิดกับบริษัทที่ให้บริการซื้อขายกองทุนรวม ก็ไปเพื่อนๆที่มี License แนะนำการลงทุน ส่วนใหญ่เพื่อนที่ขายประกันยุคใหม่ๆจะขายกองทุนได้ด้วย แจ้งเขาได้เลย

  1. DCA ต้องทำอย่างไร?

การซื้อหุ้นและกองทุนรวมสามารถ DCA ได้ แต่ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขต่างๆด้วย

หุ้น จะมีวิธี DCA แบบอัตโนมัติ 2 อย่าง

  1. ใช้บัญชีออมหุ้น โดยกำหนดจำนวนเงินลงทุนว่าจะซื้อหุ้นอะไร แล้วเขาจะมาตัดเงินในบัญชีไปซื้อหุ้นทุกเดือนๆ มีบริการที่ Phillip Nomura CGSCIMB LHBANK (ลองอัพเดทอีกที)
  2. DCA ผ่าน Settrade streaming อันนี้ทำได้หลายที่ แต่จะเป็นการกำหนดจำนวนหุ้น 100 หุ้นทวีคูณ สอบถามโบรกที่ใช้บริการได้

แต่ส่วนตัว แนะนำแบบแรก เพราะกำหนดจำนวนเงินมันวางแผนการเงินง่ายกว่า กำหนดจำนวนหุ้น

ลองศึกษาเพิ่มเติมดูนะครับ ขอให้ร่ำรวยจากการออมหุ้นทุกคนเลย

สำรวจซื้อเหรียญ Binance จากปี 2017 ตอนนี้รวยแค่ไหน

0

บทความสาระในวันนี้จะเล่าให้ฟังถึงเรื่องราวของ Cryptocurrency ในส่วนของ Exchange ชื่อดังอย่าง Binance และ Coin ของนางว่ามีประโยชน์อย่างไร

หากใครที่เคยเข้ามาซื้อขายบิทคอยหรือเหรียญ Digital asset ทั้งหลายก็คงเคยได้ยินชื่อ Binance มาบ้างอยู่แล้วนะครับ เพราะเป็น Platform ซื้อขาย Cryptocurrency ระดับโลก มวลมหาประชาชนนักเทรดชาวไทยก็เข้าไปใช้บริการกันเยอะ ซึ่งในปี 2018 นั้นที่นี่คือตลาดแลกเปลี่ยน Crypto ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มี Marketcap ถึง $1.3 ล้าน

ผู้ก่อนตั้ง Binance เป็นคนจีน ประเทศใกล้บ้านเรานี้เอง คือ Changpeng Zhao และ Yi He ธุรกิจของ Binance เริ่มจากที่ประเทศจีน ต่อมาโดนจีนแบน เลยออกไปทำธุรกิจที่ญี่ปุ่นและขยายไปทั่วโลกเลย ปัจจุบันเจ้าของนั้นรวยมาก

Binance coin หรือ BNB เป็น Token ใน Ethereum blockchain นะครับ มีอยู่ 200 ล้านเหรียญ ซึ่งเป็น Utility coin หากใครได้เหรียญมาก็จะนำมาใช้ประโยชน์ในการลดค่าธรรมเนียมในการซื้อขายได้

ผมลองดูกราฟราคาย้อนหลังจาก Trading view นะครับ ย้อนอดีตไป Jun 29, 2017 ราคาของ BNB อยู่ที่ $0.14 (อันนี้คือเคาะเอาคร่าวๆนะครับ มีสูงมีต่ำกว่านี้) ซึ่งพอมาดูในปี 2020 ช่วงเดือนธันวาคม ก็วิ่งอยู่แถวๆ $29-$30 ซึ่งคิดเป็นเงินไทยอยู่ที่ 800-900 บาท

หากเรามี เหรียญของ Binance 10,000 เหรียญในช่วงกลางปี 2017 มูลค่าที่เรามีคือ 42,000 บาท แต่ปัจจุบันถ้าเรายังถืออยู่จะกลายเป็น 9,000,000 บาทเลยทีเดียว แต่ต้องอย่าลืมว่ามันไม่ใช่ Stable coin นะ ราคามขึ้นมีลงตลอดเวลา

ผมได้อ่านบทความเห็นมีการพูดถึงราคาที่ขึ้นของ Binance นะครับว่า เขามีการทำ Coin Burning ด้วย ใน Whitepaper ได้บอกว่า ทุก 3 เดือนจะมีการทำลายเหรียญขึ้น BNB ทั้งหมดมี 200 ล้าน Coin และมันจะถูกทำลายไปเรื่อยๆจนเหลือ 100 ล้าน

การทำลาย Coin นั้นจะใช้ผลกำไร 20% ในการซื้อกลับ BNB และการลดลงของจำนวนเหรียญนั้นจะทำให้ Supply มันหายไป นั่นแปลว่าราคาเหรียญมันจะเพิ่มขึ้น ผมเองก็ไม่ค่อยเข้าใจทางเทคนิคเท่าไหร่ แต่พอเข้าใจเทียบเคียงกับหุ้น เช่น การที่บริษัทซื้อหุ้นคืนแล้วพอกำไรของกิจการมันสูงขึ้น กำไรต่อหุ้นันก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

Binance โดยพื้นฐานแล้วมันเป็นตลาดแลกเปลี่ยนที่สร้างผลกำไรจากการได้รับค่าคอมมิชชั่นในการซื้อขาย แล้ววันหนึ่งๆคนเทรดผ่าน Platform นี้กันทั่วโลก กำไรมันก็เลยมหาศาลครับ ในช่วงเวลาที่ผมเขียนบทความก็ไม่รู้ว่ามีคนเทรดกันไปแล้วกี่ Transaction คิดเป็นเงินเท่าไหร่

การใช้ Token ในลักษณะ Utility แบบนี้ มีของคนไทยำก็คือ Bitazza ครับ เราสามารถซื้อขาย Crypto ได้ที่นี่ ซึ่งเขาได้รับ Licence จาก กลต. เมื่อเราสมัคร ยืนยันตัวตน แล้วเทรด Crypto เขาก็จะแจก BTZ ให้เช่นกัน

BTZ นี้เอาไว้ให้ลดราคา ค่า Commission ในการซื้อขาย Crypto นอกจากนี้ยังสามารถ Referal เพื่อนเพื่อให้ได้เหรียญเพิ่มขึ้นได้ด้วยนะ

เปิดบัญชี Bitazza ได้ที่ >> https://bit.ly/3pgczbe

เปิดบัญชี ยืนยันตัวตน ซื้อขาย Crypto รับ BTZ ใช้เป็นส่วนลดได้ เอาเลยจ้า

 

source:

https://en.m.wikipedia.org/wiki/Binance

https://en.bitcoinwiki.org/wiki/Binance_Coin

https://trading-education.com/what-is-binance-coin-and-is…

Tinder หุ้นพุ่งสวนกระแส เพราะเธอเหงาเราเลยโหลดเป็นลูกค้า

0

หุ้น Tinder โตสวน Covid-19 นะจ๊ะ

คิดว่าแอพนี้ใครๆก็รู้จัก เพราะเป็นแอพที่ดังมากในหมู่ของคนเหงา (ไม่เหงาก็เล่นได้นะ) หลายคนก็อาจจะเคยโหลดมาเล่นแล้วเพราะเราสามารถเข้าไปใส่รูปและ Profile ส่วนตัว และระบบจะแนะนำคนที่เข้ามาเล่นอัพให้เราปัดซ้ายขวาตามความสนใจ และหากใครปัดสนใจกันและกันก็จะขึ้นว่า Match ก็จะเข้าไปคุยกันได้

ทีนี้พี่ไปลองอ่านข่าวใน Bloomberg ทั้งข่าวเก่าและข่าวใหม่ เมื่อตอนกลางปี 2020 หลังจากเกิด Covid-19 ไม่นาน ทาง Morgan Standley ก็มีพูดถึงข้อมูลว่าในช่วง Lockdown ก็มีคนโหลด Tinder มาเล่นเยอะขึ้น ถ้าผมจำไม่ผิดนะในช่วงนั้นมันมี Feature ให้คน Video Call กันได้ด้วย เอาเป็นว่าช่วงกักตัวก็ทำให้หลายๆคนหาเพื่อนคุยผ่านทางแอพนี้ และนำไปสู่ความสัมพันธ์หลังจากที่ Covid-19 ผ่านพ้นไปก็ได้

Tinder นั้นอยู่ภายใต้การบริหารงานของบริษัท Match group ซึ่งเป็น Tech company เข้าจดทะเบียนอยู่ในตลาด Nasdaq ซึ่งให้บริการพวกแอพนัดเดทอยู่หลายยี่ห้อ เช่น Tinder, OkCupid, Huenge, Match.com, Meetic, PlentyOfFish, Ship, OutTime

เข้าใจว่าคนไทยเล่น Tinder เยอะที่สุด แต่ผมก็เคยลองโหลดแอพอื่นอย่าง OkCupid มาเล่นเหมือนกันนะครับ เขาจะให้เราทำแบบทดสอบด้วยว่า เราชอบอะไร ไม่ชอบอะไร ชอบคนแบบไหน Lifestyle เป็นอย่างไร คิดอย่างไรทางการเมืองและสังคม แล้วเขาจะจับคู่กับคนที่มีทัศนคติคล้ายๆกับเรา แต่พอเล่นๆไปไม่ค่อยเจอคนไทยเลย เจอแต่เพื่อนที่ชวนมาเล่น (match กันเอง หวายยย)

ข้อมูลจาก Yahoo Finance (12/12/2020) แสดงให้เห็นว่า รายได้ของบริษัท Match group ในปี 2019 รายได้มากขึ้น $4.76 Billion แต่เป็นกำไร $413.31 Million ราคาตอนที่ผมดูอยู่นั้นคิดเป็น P/E 444.77 เท่า ก็อย่างว่านะครับมันเป็นหุ้นเทคโนโลยี คนก็เลยให้มูลค่าที่แตกต่างไปจากหุ้นทั่วไป เหมือนหุ้นอื่นๆในกลุ่มอุตสาหกรรมนี้

โหลดมาเล่นดีไหม? เพื่อนโสดๆชอบถามแบบนี้ ฮาๆ เอาจริงผมมองว่าเล่นๆไปเถอะ สมัยนี้การเจอใครทางโลกออนไลน์เป็นสิ่งที่รับได้กันแล้ว และถ้าเทียบตัวเงินระหว่างการจ่ายเงินค่าเครื่องบินไปไหว้พระขอผัวที่ฮ่องกง มันยังใช้เงินมากกว่าอีก แถมไม่รู้จะมาเมื่อไหร่ เทพท่านจะให้เปล่าก็ไม่รู้ แต่ถ้าโหลดแอพมาปัดๆ ใช้แบบ Premium Gold ที่เห็นว่ามีใครสนใจเรา เราก็ปัดตอบรับไปคุยได้เลยทันที ไม่เสียเวลา ใช้เงินน้อยกว่าด้วย อันนี้ก็แล้วแต่ทางเลือกและมุมมองเรานะครับ

อย่างไรก็ตามการเล่นแอพต่างๆแบบนี้ก็ต้องระวังตัวเองดีๆในการพบปะเจอใครต่อใครนะครับ อาจจะมีคนไม่ดีปะปนอยู่เนาะ

 

 

สำคัญมาก! การคัด Crypto มาลงทุน ต้องดูอะไรบ้าง

0

เห็นว่าหลายคนได้เข้ามาลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล หรือ Cryptocurrency กันมากขึ้นแล้วนะครับ หากใครได้มีโอกาสเปิดพอร์ตการลงทุนกับผู้ให้บริการในหลายๆแห่ง อาจจะสังเกตได้ว่าแต่ละผู้ให้บริการจะมีการ Listed Coin และ Taken ในกระดานเทรดในจำนวนที่ไม่เท่ากัน  บางกระดานมีมาก บางกระดานมีน้อยกว่า

อย่างไรก็ตามทรัพย์สินดิจิทัลตัวแม่ เช่น Bitcoin (BTC) Ethereum (ETH) Ripple (XRP) นั้น มีให้เทรดโดยทั่วไปอยู่แล้ว แต่ในส่วนเหรียญที่มีชื่อเสียงและมีความต้องการซื้อขายอาจจะไม่มีในบางกระดาน จึงทำให้นักเทรดและนักสะสมสินทรัพย์ดิจิทัล เกิดคำถามว่าทำไมสมัครใช้งานบางที เหรียญมันน้อยจัง

ผมเลยสอบถามไปยัง Bitazza ในฝ่ายของ PR เรื่องนี้เพื่อสอบถามข้อมูลและหลักการของการ List เหรียญในกระดานเทรด ซึ่งทางทีมงานแจ้งในส่วนเฉพาะของบริษัทเท่านั้นว่า ในการเลือกเหรียญลงกระดานทางทีมงานจะมีมาตรฐานการคัดกรองก่อนโดยทีมงานก่อน จึงทำให้ไม่ได้นำทุกสินทรัพย์เข้ามาให้บริการ ทั้งนี้เขาได้เล่า Framework ในการ List ดังนี้ครับ

  • Mission & Value

ต้องมีการกระจายและเปิดกว้างอย่างทั่วถึง เน้นการให้สาธารณะชนเข้ามามีส่วนร่วม โปรเจคมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องและมีการใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนและเทคโนโลยีของ crypto อย่างจริงจัง

  • Technology

ใช้ Open source ทำให้คนภายนอกเข้ามาตรวจสอบ พัฒนา Code ได้ มีผลิตภัณฑ์ต้นแบบ Minimum value product (MVP) อยู่บนเครือข่าย Testnet หรือ Mainet สำหรับธุรกิจที่มี Token เอาไว้ระดมทุนอย่างเดียวไม่นับว่าเป็น MVP

  •  Team

มีความสามารถและความรับผิดชอบ จะมีคนที่รับผิดชอบเกี่ยวกับความสำเร็จของ Project นั้นๆ ส่วนทีมงานจะต้องเก็บประวัติความเชี่ยวชาญและส่วนได้ส่วนเสียของ Project และต้องมีการตรวจสอบ Due Diligence นอกจากนี้ยังต้องมีการพัฒนาทีมงานให้บรรลุต่อความสำเร็จที่ได้ตั้งเป้าหมายเอาไว้ มีความเป็นผู้นำและสามารถทำงานกับชุมชน ไม่ว่าจะเป็นการ update ความก้าวหน้า นำเสนอ Roadmap และ Milestone ได้ชัดเจน

  • Transparency

ข้อมูลในสมุดปกขาว Whitepaper สั้น กระชับ ไม่ละเมิดข้อจำกัดทางธุรกิจและมีกระบวนการรองรับว่าจะดำเนินไปตามสมุดปกขาว มีกลไกการตรวจสอบการทำธุรกรรม อัพเดทโค้ด และการระดมทุน แน่นอนว่าจะต้องมีเงินทุนเพียงพอที่จะบรรลุความสำเร็จและถูกตรวจสอบการใช้จ่ายได้

  • Legal & Compliance

สินทรัพย์ดิจิทัลไม่ได้เกี่ยวข้องกับการฟอกเงินและสนับสนุนการก่อการร้าย

  • Cryptoeconomics

Cryptocurrency มีคุณสมบัติครบถ้วนตามมาตรฐานการกำกับดูแลและทำหน้าที่ อัตราเงินเฟ้อเงินฝืดควรกำหนดด้วยโค้ดทีมงานไม่สามารถปรับเปลี่ยนอุปทานได้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากชุมชนอย่างเป็นทางการ มีระบบเข้ามาจัดการให้แต่ละภาคส่วนในระบบนิเวศคริปโตให้มีความประพฤติอันเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นผู้ขุด ผู้ให้การรับรอง หรือผู้ใช้ทั่วไป การแจกจ่าย Crypto และ Token ต้องเหมาะสม และสาธารณชนสามารถเข้าถึงและตรวจสอบได้อย่างละเอียด

ถ้าเราอ่านแบบภาพรวมของวิธีคัด Digital Asset ที่น่าลงทุน โดยสรุปแล้วก็คือเราควรจะดูว่า Crypto และ Token นั้นมีรายละเอียดในการพัฒนาอย่างไร มีการวัดผลอย่างไรและทำได้ตามที่วัดผลไหม ทีมงานเป็นอย่างไร มีความโปร่งใสในการทำธุรกรรมและการตรวจสอบมากแค่ไหน และมีระบบนิเวศน์ที่ดีต่อผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างไรบ้าง 

ในความเห็นส่วนตัวของผมคิดว่า นโยบายในการเอาเหรียญเข้ามา List นั้นก็ขึ้นอยู่กับแต่ละที่นะครับ อาจจะมีกฎเกณฑ์แตกต่างกันในการเอาเหรียญมาให้ซื้อขาย ถ้าหากที่ไหนที่มีการคัดกรองเหรียญให้เรามาระดับหนึ่งก็อาจจะดีต่อนักลงทุนมือใหม่ก็ได้ อย่างน้อยเขาจะไม่นำเหรียญที่ไม่เข้าเกณฑ์ของเขาออกไปก่อน ทำให้ลดความเสี่ยงที่จะเจอสินทรัพย์ที่ไม่ดีให้เราในระดับหนึ่ง ส่วนเราก็จะศึกษาเพียงเอาเหรียญที่เขากรองให้แล้วมาศึกษาต่ออีกทีและลงทุนตามเป้าหมายเราครับ

ข้อมูลที่สอบถามและสรุปจาก Bitazza ครับ

3 เทรนด์ สู่อินไซต์ผู้ใช้รถ ปี 2021 โดย กรุงศรี ออโต้

0

ทางกรุงศรี ออโต้ ได้ชวนไปผมร่วมงานแถลงข่าวเกี่ยวกับทางบริษัทเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2020 และมีเนื้อหาเกี่ยวกับเทรนที่น่าสนใจในปี 2021 ที่ทางคุณกฤติยา ศรีสนิท ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านธุรกิจสินเชื่อยานยนต์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา มาเล่าให้ฟังด้วย ในบทความนี้ผมเลยจะสรุปให้ฟังอีกทีว่า Trend ซึ่งจะส่งผลต่อการเลือกใช้สินค้าและบริการของผู้ใช้รถในปีหน้ามีอะไรบ้าง

1. ใช้ชีวิตบนดิจิทัล (Digitally-connected)

จากสถานการณ์ Covid-19 ที่ผ่านมานั้นทำให้เราได้เห็นว่า โลกออนไลน์เข้ามามีอิทธิพลในการใช้ชีวิตของเรามาก นั่นก็รวมถึงตลาดรถยนต์ด้วยเช่นกันและสินเชื่อยานต์ด้วยเช่นกัน ซึ่งทาง โดยยอดสินเชื่อใหม่ผ่านช่องทางออนไลน์ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี (CAGR) สูงถึง 52% และคาดว่าในปีนี้ยอดสินเชื่อใหม่ผ่านช่องทางออนไลน์จะมีมูลค่ารวม 3,000 ล้านบาท

ซึ่งระบบที่ทางกรุงศรี ออโต้นำมาใช้จะเรียกว่า ตระกูล i ที่เน้นที่การเชื่อมต่อบริการให้ลูกค้าเข้าถึงได้อย่างสะดวกรวดเร็วและยกระดับกระบวนการทำงานภายในและการทำงานร่วมกับพันธมิตรให้ไร้รอยต่อและมีประสิทธิภาพขึ้น ผ่านเครื่องมือดิจิทัล เช่น iPartner ระบบรายงานข้อมูลและสถานะสินเชื่อสำหรับพันธมิตร iAppraisal ระบบประเมินและอนุมัติราคารถยนต์มือสองแบบเรียลไทม์ และ iCreate ระบบประมวลข้อมูลส่วนบุคคลในแบบฟอร์มสมัครสินเชื่ออิเล็กทรอนิกส์อัตโนมัติเป็นต้น

2. ตรงใจในจังหวะที่ใช่ (Micro-segmented)

เรื่องน่าสนใจเรื่องที่ 2 ก็คือในปัจจุบันนี้กลยุทธ์ทางธุรกิจที่ใช้กันคือ การสร้างสรรค์สินค้าและบริการที่เฉพาะเจาะจง (Personalization) ซึ่งทางกรุงศรี ออโต้ก็ให้ความสำคัญมาตลอด แต่ที่ทำมากกว่านั้นก็คือการนำเอาข้อมูลค่างๆมาวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเพื่อเข้าใจความต้องการของลูกค้าได้แม่นยำยิ่งขึ้น 

ทางผู้บริหารกล่าวว่า กรุงศรี ออโต้ มุ่งมั่นที่จะเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-driven organization) เราจะเน้นการใช้ประโยชน์จากทั้งฐานข้อมูลลูกค้ากรุงศรี ออโต้ กว่า 1.8 ล้านราย ลูกค้ารายย่อยของธุรกิจในเครือกรุงศรี ซึ่งเป็นผู้นำตลาดการเงินเพื่อรายย่อย (Consumer Finance) ไปจนถึงข้อมูลจากพันธมิตรที่แข็งแกร่งทั้งในและนอกอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยข้อมูลเหล่านี้จะเปิดโอกาสให้เราสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์อื่นๆ (Cross Products)และโซลูชันที่ไม่เพียงแต่เฉพาะเจาะจงสำหรับลูกค้าแต่ละราย แต่ยังตอบโจทย์ในช่วงเวลาและจังหวะชีวิต (Life Stage) ที่เหมาะสมอีกด้วย

3. รักษ์โลกและสิ่งแวดล้อม (Sustainable-minded)

สิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่องค์กรต่างๆให้ความสำคัญอยู่มากเลยนะครับ ในธุรกิจยานยนต์นั้นในปัจจุบันก็มีการพัฒนาในเรื่องของการใช้รถไฟฟ้า ทางผู้บริหารกล่าวว่า ทางกรุงศรี ออโต้ มุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำตลาดสินเชื่อยานยนต์ไฟฟ้าครบวงจร โดยเราเริ่มให้บริการสินเชื่อยานยนต์ไฟฟ้ามาตั้งแต่ปี 2561

และบริการของเราในปัจจุบันครอบคลุมทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ โดย 1 ใน 5 ของรถยนต์ไฟฟ้าที่จดทะเบียนและใช้สินเชื่อในไทยให้บริการโดยกรุงศรี ออโต้ ในอนาคตเราพร้อมร่วมมือกับพันธมิตรในการนำเสนอสินเชื่อยานยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องเพื่อกระตุ้นให้มีการใช้งานยานยนต์พลังงานสะอาดอย่างเป็นรูปธรรม

โดยสรุปจาก 3 Trend ดังกล่าวนั้น จะเห็นได้ว่าทางกรุงศรีออโต้ จะพัฒนาระบบออนไลน์เข้ามาตอบโจทย์ลูกค้าให้ตรงจุด มีการใช้ Big data เพื่อให้นำเสนอสินค้าและบริการที่ตรงตามความต้องการของลูกค้าและในเวลาที่ถูกต้อง นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อมโดยสนับสนุนเทคโนโลยีใหม่ๆอีกด้วยครับ

สุดล้ำ ทำได้แล้วในไทย โอน Bitcoin ชำระค่าบริการกับร้านค้า

0

ในยุคนี้เทคโนโลยีพัฒนากันไปอย่างรวดเร็วมากนะครับ จากเดิมที่เราใช้เงินสดในการซื้อสินค้าและชำระค่าบริการ พอมาถึงยุคที่เรามี Smart phone ก็สามารถใช้ Application ของทางธนาคารทำธุรกรรมได้ ไม่ว่าจะเป็นการโอนเงิน จ่ายเงิน ใช้ QR Code สบายๆเลย และไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ในแวดวง Cryptocurrency ก็เคยมีการพูดถึงเรื่องนี้กันมานานแล้วในต่างประเทศว่าเราจะสามารถใช้ BTC ในการโอนชำระค่าบริการได้หรือไม่

ซึ่งถ้าหากใครอยู่ในแวดวง Cryptocurrency การใช้ BTC หรือ ETH โอนชำระสินค้าอาจจะประสบปัญหาในเรื่องต่างๆได้ ผมยหตัวอย่างดังนี้ครับ

  • มูลค่าที่ผันผวน ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น ราคา 0.01 ฺBTC คือ 5,000 บาท พอเราโอนไปให้ร้านค้าปุ๊ป ร้านค้าเก็บ BTC ไว้ อยู่มูลค่าที่ซื้อขายในตลาดมันกลายเป็น 0.01 BTC คือ 4,900 บาท แปลว่าหากร้านจะเก็บ Crypto จะต้องรับความเสี่ยงอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตามเราก็พอจะใช้ Stable coin อย่าง USDT แทนได้เพราะมูลค่าผันผวนน้อยและใกล้เคียงกับสกุลเงิน USD
  • รายได้และภาษี แน่นอนว่าในประเทศไทยเวลาที่เราทำธุรกิจก็ต้องใช้เงินบาท การบันทึกรายได้ การจ่ายภาษี ยังไงก็ต้องแสดงเป็นเงินบาทอยู่แล้ว ท้ายสุดก็ต้องเปลี่ยนจาก BTC เป็นเงินบาทอยู่ดี

จาก Idea ดังกล่าวจะเห็นได้ว่า เทคโนโลยีในการโอน BTC เพื่อชำระค่าบริการมันเป็นไปได้ แต่ต้องมีการแลกกลับเป็นเงินบาท เพื่อให้ทำรายงานทางุรกิจได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย มันจึงต้องมีตัวกลางในการแปลกเปลี่ยน แน่นอนว่าตัวกลางนี้จะต้องมีใบอนุญาตในการประกอบธุรกิจทรัพย์สินดิจิทัล ดังภาพข้างล่างนะครับ

ในโลกแห่งความเป็นจริงมันก็ทำในรูปแบบนี้ได้แล้วนะครับ มันก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งในการขยายฐานลูกค้าที่มี Digital Asset ในมือ จาก Model ที่ผมเสนอไปในตอนต้น ในตลาดบ้านเราก็มีเจ้าหนึ่งที่ทำ Platform ประมาณนี้ออกมาก็คือ Bitazza ครับ มาดู Implication กัน

สมมติเราเป็นร้านค้า Partners กับทาง Bitazza แล้วลูกค้าจะต้องโอน Crypto เพื่อชำระค่าบริการ มันจะมี Step ดังนี้ครับ

Step 1 ร้านค้าจะต้องแจ้งให้ระบบคำนวณว่าสินค้าของเขาในเงินบาท คือกี่ BTC

ในหน้าจอของ Partners จะมีเครื่องคิดคำนวณเอาไว้ สามารถใช้ได้ทั้ง BTC ETH และ USDT แต่ส่วนตัวผมเองชอบ USDT ที่เป็น Stable coin มากกว่านะ มันไม่ค่อยผันผวน เหมาะสำหรับการทำธุรกรรมที่นิ่งๆมากกว่า

Step 2 เราก็สร้างใบ Invoice แล้วส่งให้กับลูกค้า

ลูกค้าเปิดขึ้นมาก็จะเห็นว่า จำนวน Crypto ที่เขาจะต้องโอนคือเท่าไหร่คิดเป็นเงินบาทเท่าไหร่ ภาพข้างล่างนั้นผมทดสอบด้วย ETH นะครับ ทาง Bitazza จะมี QR Code ให้ Scan ในระบบเลยจะได้รวดเร็วทันใจ ซึ่งหากเราสังเกตข้างล่างจะเห็นว่าเขาจะมีเวลากำหนดเอาไว้ 1 ชั่วโมงด้วยครับ

Step 3 ลูกค้ายืนยันการทำธุรกรรม

ลูกค้าก็ยืนยันไปว่าจะมีการโอน Crypto ไปให้ร้านค้า โดยจะมีการเปลี่ยน ETH เป็นเงินบาท เมื่อธุรกรรมจบ ร้านค้าก็ส่งของให้ลูกค้า และได้เงินบาท ก็เอาไปจัดการในเรื่องของการบันทึกธุรกรรมต่างๆของธุรกิจต่อ เพราะทุกอย่างเป็นเงินบาทแล้ว

อันนี้ก็เป็น Case study ที่น่าสนใจเพราะมีการใช้ Blockchain และ Cryptocurrency มาสร้างนวัตกรรมใหม่ๆทางการเงิน ผมไม่แน่ใจนะครับว่ามีเจ้าอื่นทำในรูปแบบนี้แล้วหรือยัง แต่เข้าใจว่า Bitazza น่าจะเป็นเจ้าแรกที่พัฒนา Model นี้ขึ้นมา

โดยส่วนตัวแล้วผมว่ามันต่อยอดได้ในอนาคตด้วยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นการโอนชำระค่าบริการในต่างประเทศ การไปทำงานในต่างประเทศและโอนให้กับพ่อแม่ญาติๆที่เมืองไทย หรือในอนาคตเราอาจจะไม่ต้องแลกเงินจากประเทศไทยเวลาเดินทางท่องเที่ยว ก็เอา Crypto นี้ล่ะไปแลกกับผู้ให้บริการในปลายทาง มันต่อยอดได้อีกเยอะครับ

ตอนนี้ Blockchain มันก็เหมือนกับ Fintech sandbox ให้กับนักพัฒนาเข้ามาสร้างสิ่งใหม่ๆในโลกใบนี้ ไม่นานมานี้ที่มีข่าวว่า Ethereum จะมีการยกระดับให้เป็น version 2.0 เพื่อให้ทำธุรกรรมได้มากขึ้นจาก 30 ธุรกรรมต่อวินาที เป็น 100,000 ต่อวินาที ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าโลกจะเปลี่ยนไปอีกขนาดไหนนะครับ ตัวเลขขนาดนี้มันทำให้คนเข้ามาทำธุรกรรมได้เป็น 1,000 ล้านคน ถ้าเราเชื่อว่าโลกจะมาทางนี้ ก็ต้องมาศึกษาการลงทุนในทรัพย์สินดิจิตัลกันหน่อยล่ะ

ถ้าคุณเป็นผู้ประกอบการร้านค้าและสนใจรายละเอียดเพิ่มเติมก็ลองสอบถามทาง Bitazza นะครับ

และนักลงทุนทั่วไปอย่างเราๆก็สามารถลงทุนใน Crypto ได้ ตอนนี้เขาฟรีค่าธรรมเนียมด้วยจ้าไปจนสิ้นสุดปี 2020 เลย แถมยังได้ Token x 1.5 BTZ ด้วย  คลิ๊กได้เลย

สั่งซูชิไหมเธอ….

 

90,553แฟนคลับชอบ
1,819ผู้ติดตามติดตาม
935ผู้ติดตามติดตาม