Bitazza ความท้าทายระดับโลกกับแผนการเชื่อมโลกเก่าและโลกใหม่


พอดีมีข่าวออกมาว่าพูดถึงความร่วมมือระหว่าง LIGHTNET VELO และ Bitazza ผมค่อนข้างสนใจประเด็นนี้มากเพราะน่าจะทำให้เกิดความท้าทายในการพัฒนาอุตสาหกรรม Digital และ Cryptocurrency เลยมาลองขยายความซักนิดนะครับ

[บทความนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผมเท่านั้นนะครับ]

ในข่าวที่ผมอ่านมาพบว่า Lightnet ได้มีการลงทุนใน Bitazza 6 ล้านเหรียญสหรัฐ (ถ้าคิดเป็นเงินไทย x30 บาท ก็ตกประมาณ 180 ล้านบาท) Move ครั้งนี้เป็นอย่างไร ผมว่าต้องมาดู Background ของแต่ละ Stakeholder กันนะครับ ซึ่งหลายคนอาจจะรู้จัก Bitazza อยู่แล้วว่าเป็นโบรกเกอร์และเป็น Platform ในการซื้อขาย Cryptocurrency ชื่อดังของประเทศไทย

ในส่วน Lightnet นั้น ถ้าไปอ่านข่าวจะพบว่าในช่วงต้นปี 2020 ที่ผ่านมา บริษัทมรการระดมทุนไปกว่า 1,000 ล้านบาท โดยมีผู้ถือหุ้นที่น่าสนใจคือ กลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ที่ทำร้านค้าปลีกอย่าง 7-11 ในประเทศญี่ปุ่น และร้านสะดวกซื้อ 692,000 แห่งทั่วโลกและกลุ่มเจ้าของ 7-11 กับ Starbucks ในไต้หวัน จีน ฟิลิปสินส์ และไปถึงบริษัทการเงินและการลงทุนต่างๆ 

โดยบริษัท Lightnet ทำ Blockchain ใน Stellar network โดย Focus ในเรื่อง Cross border Remittance หรือการโอนเงินต่างประเทศกับกลุ่มแรงงานข้ามชาติที่ไม่มีบัญชีเงินฝากในเอเชีย

คือต้องเข้าใจก่อนนะครับว่าเวลาที่แรงงานต่างชาติเข้าไปทำงานในประเทศต่างๆ เช่น คนพม่ามาอยู่ไทย คนอินโดนีเซียไปอยู่สิงคโปร์ บางทีเขาเปิดบัญชีธนาคารไม่ได้ด้วยเหตุผลหลายๆประการ เช่น กฎหมายไม่อนุญาตให้แรงงานผิดกฎหมายเปิดบัญชี

นเหล่านี้เวลาจะส่งเงินไปที่บ้าน ก็ต้องไปหาบริษัทโอนเงินไปปลายทางแล้วให้ที่บ้านไปรับเงิน หรือถ้าใครเคยได้ฟังเรื่องราวของคนจีนที่มาอยู่เมืองไทยสมัยก่อนก็จะฝากพวกโพยก้วนส่งเงินกลับไปที่บ้านแทน การเงินพวกนี้เป็นพื้นฐานมากยาวนานมาก ตั้งแต่ในศตวรรตที่ 8 มีการใช้ระบบการโอนเงินที่เรียกว่า Hawala system โดยใช้ระหว่าง อินเดีย เปอร์เซียในเส้นทางสายไหมด้วยครับ 

จริงๆ Project แนวๆนี้ผมเคยไปช่วยงานบริษัทหนึ่งทำอยู่ในช่วงปี 2016 ตอนนั้นตื่นเต้นมากแต่ด้วยความเข้าใจและกฎหมายที่ยังไม่อำนวยต่อเทคโนโลยี Cryptocurrency เท่าปัจจุบันผมเลยลาออกมาก่อน แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะมีความเป็นไปได้เยอะมาก โจทย์ก็คือ ถ้าเราสามารถเพิ่มทางเลือกให้แรงงานต่างด้าว โอนเงินแล้วไป Cash เงินได้ในปลายทางด้วยค่าธรรมเนียมต่ำกว่าธนาคาร (ไม่ต้องผ่าน Swift) ปลอดภัยกว่าโพยก้วนคงน่าสนใจไม่ใช่น้อยเลยใช่ไหมครับ

ผมว่าพวก Facility อะไรแนวนี้มันทำได้หลายแบบแล้วในปัจจุบันคือ

  1. โอนไปแล้วแลกกับพวกสถาบันการเงิน (Moneygram หรือ Western Union) หรือ ร้านสะดวกซื้อที่ปลายทางเป็นเงินสด แบบนี้ ผมเคยมองไว้กับ project ที่เคยไปช่วยตั้งแต่ 2016 โน้น ตอนนั้นผมคิดว่ามันยากมาก แต่พอมาดูเครือข่ายของร้านค้าปลีกของทาง Lightnet ผมว่ามันมีความเป็นไปได้ใน project แนวๆนี้
    2. โอนอยู่ในเครือข่าย app นั่นล่ะ แล้วเอาเงินออกจาก Broker หรือ Exchange ปลายทาง ผมว่าอันนี้ก็น่าสนใจ ผมจินตนาการเล่นๆว่า ถ้า Bitazza ไปมีสาขาในประเทศอื่นๆได้ มีใบอนุญาตที่ถูกต้อง มันก็จะเกิดรูปแบบการโอนเงินข้ามประเทศได้เช่นกัน ก็จะเป็นระบบแบบ CeFi ที่เป็น Gateway โดย Bitazza จะเป็นตัวกลางเชื่อมระหว่างผู้บริโภคและธนาคารในประเทศนั้นๆเพื่อเปลี่ยนเงินสดมาเป็น Crypto เข้าสู่เครือข่าย Platform ที่วางเอาไว้

ผมเลยคิดว่า Project นี้มันน่า ถ้าไม่ติดเรื่องใบอนุญาติในประเทศต่างๆ มันทำได้อยู่แล้ว ซึ่งมันจะมาตอบโจทย์ Lightnet ด้วย และผมเองก็อยากให้เอาเทคโนโลยีมาช่วยคนที่เข้าไม่ถึงระบบธนาคารซักที อย่างน้อยมันช่วยแรงงานต่างด้าวให้เข้าถึงโอกาสต่างๆได้มากขึ้น ปลอดภัย ค่าธรรมเนียมถูก สร้างคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นกับคนหลายล้านคนทั่วเอเชียนี้ได้เลย

จากข่าวจะเห็นได้ว่า Bitazza และ Lightnet ได้รับใบอนุญาติ MPI ในสิงคโปร์ และ EMI ในกลุ่ม EU แล้ว แปลว่าต่อไปถ้าเราจะโอนเงินจากไปยุโรป มันก็ทำได้ผ่านระบบ Blockchain และ Cash เงินออกได้ตามกฎหมาย น่าจินตนาการมากเหมือนกันว่า วันหนึ่งเราอาจจะสามารถเดินขึ้นเครืองบินโดยไม่ต้องแลกเงินจากธนาคารในเมืองไทย แต่เอา Crypto (เช่น USDT) ไปแลกเงินที่ประเทศปลายทางเลยก็ได้ แลกที่ร้านสะดวกซื้อ

ในส่วนของ Velo Digital credit และทำ Reserve system ที่จะเอาเหรียญไปทำธุรกรรมต่างๆได้ เช่น ปล่อยกู้ โอนเงิน ผมเข้าใจว่าต่อไปมันอาจจะใช้เป็นตัวกลางในการทำธุรกรรมที่มากขึ้นในเครือข่ายนี้ คงช่วยแก้ปัญหาได้มากมายในอนาคต 

จากที่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2021 ที่ผ่านมา หลายคนอาจจะกังวลเกี่ยวกับมาตรการของ กลต. ที่จะกำหนดคุณสมบัติของนักลงทุน Cryptocurrency ผมคิดว่าในส่วนของธุรกรรมในลักษณะนี้ไม่น่าจะเข้าข่ายอะไรและคิดว่า กลต. น่าจะสนับสนุน (ผมเชื่ออย่างนั้น) อย่างน้อยในวันที่มีการแถลงข่าวและถกประเด็น ในเวลาทีของ กลต. เองก็พูดว่า Stablecoin นั้นจะไม่ถูกกำหนดคุณสมบัติของนักลงทุน และผมเชื่อว่าการโอนเงินมันไม่ต้องการความผันผวนอยู่แล้ว โอน Stablecoin หรือ พวกธุรกรรม Reserve fixed value ทั้งหลายน่าจะใช้กันเป็นหลัก

 

ก้าวต่อไปของ Bitazza

ผมเองก็ค่อนข้างเชียร์โบรกเกอร์เจ้านี้นะเพราะวิสัยทัศน์ดีมาก ปัจจุบันเราเห็นว่า Platform นี้มีเฉพาะในส่วนของการซื้อขาย Cryptocurrency แต่เขาก็คลอด Project อื่นๆขึ้นมาเรื่อยๆ เช่น การเป็นตัวกลางในการรับชำระเงินให้กับห้างร้านต่างๆ (อ่านเพิ่ม สุดล้ำ ทำได้แล้วในไทย โอน Bitcoin ชำระค่าบริการกับร้านค้า)

และคิดว่าต่อไปถ้า Bitazza ทำในเรื่อง Investment ด้วย เช่น ทำ Staking, LP เชื่อมกับ DeFi ได้ด้วย ผมว่าบริษัทนี้จะกลายเป็นหนึ่งใน Core infranstructure ที่สำคัญเลยทีเดียว เพราะสามารถเชื่อมโลก Digital กับโลก Traditional ได้

จุดนึงที่ผมเห็นว่า Bitazza มีมากกว่า Broker/Exchange อื่นๆ ถ้า Go international คือ เขาไม่ต้องพึ่งระบบ P2P อย่างเดียวก็ได้ ก็เชื่อมกับ Retail shop หรือ เครือข่ายต่างๆในการ Cash เงินออก และเชื่อมกับธนาคารที่มี License ประเทศนั้นๆเลยก็ได้ ตรงนี้ผมว่าจะทำให้ BTZ มันมี Advantage ต่อตลาดมากกว่า เจ้าใหญ่ๆอีกหลายๆเจ้า (บางเจ้าต้อง P2P เท่านั้นนะ)

ว่าไปก็เก็บเหรียญ BTZ ต่อก่อนนะครับ เผื่อวันนึงมันมี Bittaza Smart Chain กับเข้าบ้าง 555 (มโนไปก่อน) 

เหรียญยังไม่ได้ List แต่อย่าพึ่ง List เลย ขอเก็บอีกหน่อยเหอะ เราบอกพวกเธอแล้วให้สมัคร Bitazza เราว่ามันเป็นเจ้าที่จะ Go Global ได้ สมัครเลยค่ะ https://bit.ly/36hx0iU