หน้าแรก Educate ธุรกิจกับการฟื้นตัวแบบ K-Shape ในช่วง Convid-19

ธุรกิจกับการฟื้นตัวแบบ K-Shape ในช่วง Convid-19

9712
0

วันนี้เราจะมาคุยกันเรื่องการฟื้นตัวของธุรกิจแบบ K-Shape กันนะครับ เนื่องจากมีคนพูดกันค่อนข้างเยอะว่าหลังจากที่ Covid-19 เข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับโลกใบนี้ บางธุรกิจก็อาจจะไปได้ต่อ บางอย่างก็อาจจะค่อยๆฟื้น และบางอย่างก็อาจจะปิดตัวลงไปเลยก็ได้

รูปตัว K จะมีอยู่ 4 ทิศนะครับ

  1. ขึ้นต่อปกติ
  2. ลงแบบเจ๊งไปเลย
  3. ลงก่อนแล้วค่อยขึ้นในเวลาไม่นาน
  4. ลงก่อนจนกว่าผลกระทบจะคลี่คลายแล้วค่อยขึ้น

มาดูทีละอันกันครับ

 

1. ธุรกิจที่ขึ้นต่อปกติ

ธุรกิจกลุ่มนี้จะเป็นธุรกิจที่ไม่ได้รับผลกระทบอะไร แถมยังมีความต้องการมากขึ้นจากภาวะวิกฤตินี้ด้วย ไม่ว่าจะเป็น บริการทางการแพทย์ การรักษาโรค อุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆทางการแพทย์

แต่ที่เราจะเห็นและคุ้นชินกันก็จะเป็นการซื้อของทาง Online การนั่งดู Streaming ที่บ้าน พวก Video conference ต่างๆ พวกนี้เป็นธุรกิจที่เราไม่ต้องไปเจอกับใครนะครับ ความต้องการของหลายๆอย่างมากขึ้นอีกด้วย

 

2. ธุรกิจที่ลงแบบเจ๊งไปเลย

หากเราจำได้ ในช่วง Covid-19 จะมีหลายธุรกิจที่ปิดกิจการ ส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจขนาดเล็กนะครับ ขายของไม่ได้ ค่าแรงก็ต้องจ่าย เงินหมุนก็ไม่ทัน ความพินาศมาเยือนทันที

ยิ่งธุรกิจไหนที่อยู่ในภาคบริการ ไม่ได้มี Stock ของที่สามารถเอาไปขายได้ ต้องใช้คนในการทำงาน มีความเสี่ยงในการสัมผัสกัน อันนี้จะมีปัญหาขึ้นมาได้ทันที เช่น ร้านนวด ที่แรงงานจะถูกพักงานและทำให้กิจการไม่สามารถเดินต่อได้ บางที่ก็จะเจ๊งไปก่อนเพื่อนครับ

 

3. ธุรกิจที่ลงก่อนแล้วค่อยขึ้นในเวลาไม่นาน

หลายธุรกิจก็จะมีการตกใจก่อนนะครับและก็จะกลับมาเดินหน้าปกติได้ เช่น ธุรกิจที่เป็นพื้นฐาน ปัจจัย 4 ยังไงคนก็ต้องกินต้องใช้ พวกของที่ใช้อุปโภคบริโภคในบ้าน เราต้องอาบน้ำ ซักผ้านะครับแม้ในช่วง Covid-19 และรวมถึงสินค้าพวกเทคโนโลยีต่างๆ

 

4. ธุรกิจที่ลงก่อนจนกว่าผลกระทบจะคลี่คลายแล้วค่อยขึ้น

จริงๆผมว่าหลายๆธุรกิจในข้อนี้ก็อาจจะใกล้เคียงกับข้อ 2 นะครับ เพียงแต่ธุรกิจในข้อนี้มีความใหญ่พอที่จะฟื้นกลับมาได้ เช่น ธุรกิจสายการบิน ท่าอากาศยาน โรงแรมขนาดใหญ่ ที่ได้รับผลกระทบยาวกว่า และน่าจะกลับมาเมื่อการเดินทางและการท่องเที่ยวเป็นแบบเดิม

ทั้งหมดนี้ก็เป็น idea ในเรื่องของ K-Shape นะครับ ใครลงทุนแบบไหนอยู่ก็ลองพิจารณากันดูนะครับ

 

ข้อมูลจาก Raymond James