หน้าแรก Travel บายๆ อิเซตัน ขอบคุณที่เป็นเพื่อนเรามาตั้งแต่เด็กๆ

บายๆ อิเซตัน ขอบคุณที่เป็นเพื่อนเรามาตั้งแต่เด็กๆ

11997
0

สำหรับเด็กที่มีชีวิตวัยรุ่นในช่วงยุค 90 จะเห็นความเปลี่ยนแปลงของ สยาม – ราชประสงค์ มาตลอด แถวๆนั้นเมื่อก่อนจะมีนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นเยอะและมีห้างเป็นชื่อภาษาญี่ปุ่น (แต่เปิดตัวปิดตัวไม่พร้อมกันนะ) เช่น ไดมารู โซโก้ โตคิว และที่อิเซตันนี่ล่ะ

ตอนเด็กๆที่บ้านก็พาเราไปเดินเล่นอยู่บ้าง จำความได้ว่าเมื่อก่อนอาคาร Central World ชื่อว่า World Trade Center เป็นอาคารสีน้ำตาล ก็ถือว่าเป็นห้างอาคารห้างใหญ่ที่สุดในละแวกนั้น ก่อนที่สยามพารากอนจะเกิดตามมา อิเซตันอยู่บริเวณนั้นตั้งแต่ปี 2535 ตอนนั้นเรา 10 ขวบ และช่วงวัยรุ่นไปไหนมาไหนได้เองก็มาบ่อยขึ้น

ความรู้ที่ได้จากอิเซตันในวัยเด็ก

การมาเดินเที่ยวสมัยเด็กๆ เราไม่ได้มีเงินมาซื้อของอะไรเยอะ แต่สิ่งที่เราได้เรียนรู้เยอะมากเกี่ยวกับโลกใบนี้ มันเกิดขึ้นครั้งแรกที่นี่ เริ่มจากร้านหนังสือ “Kinokuniya”

ปกติเราเป็นคนชอบอ่านหนังสืออยู่แล้ว โดยเฉพาะหนังสือประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และพอเป็นร้านแนวๆคิโนะคุนิยะ เราจะพบหนังสือที่ไม่เคยเจอมาก่อนเยอะมาก

ในสมัยนั้นถ้าอยากอ่านหนังสือแปลกๆจากต่างประเทศก็มีที่นี่กับห้องสมุดของ British Council ที่สยาม มันมีหมวดต่างๆที่ Amazing ชีวิตมาก เช่น Arts, Nudity, Gay ที่เป็นหนังสือต่างประเทศ บางอย่างคนไทยยังไม่ค่อยเปิดรับในช่วงนั้น เรายังจำหนังสือบางเล่มได้ เช่น Tom of Finland ที่เป็นนักวาดรูปแบบ Masculinized Homoerotic art เวลาไปเปิดดูหนังสือแนวนี้ก็ต้องแอบๆ กลัวผู้ใหญ่แถวนั้นจะว่าเอาว่าทำไมมาดูหนังสือแบบนี้ (ก็มันแปลกในสมัยนั้นอะดิ)

ผมมารู้ที่หลังว่ามันเป็น Style ที่กำลังฮิตในยุคปลายของศตวรรตที่ 20 พอดี แต่กว่าผมจะได้ติดตามผลงานต่อ มันก็ต้องเป็นยุคที่มี Internet แล้ว ซึ่งเจ้าของผลงานก็ล้มหายตายจากไปตั้งหลายคน

นอกจากนี้ในช่วงผมเรียนมัธยมต้น (ปี 1995-2000) ผมเองติดการ์ตูนญี่ปุ่น และก็ติดเกมส์มาก ถึงขนาดขอที่บ้านไปเรียนภาษาญี่ปุ่น ก็เลยได้ไปเรียนที่สมาคมนักเรียนเก่าในพระบรมราชูประถัมภ์ (สนญ) เมื่อก่อนโรงเรียนอยู่ที่บริเวณเดียวกับโรงแรม St.Regist ในปัจจุบัน วันหยุดก็จะไปเรียนภาษาญี่ปุ่นและไปดูหนังสือที่ร้านคิโนะที่อิเซตันนี่ล่ะ

หนังสือที่ผมได้มาจากคิโนะคุนิยะ ที่ อิเซตัน ก็มีการ์ตูนซะส่วนใหญ่ ป้ายยังไม่แกะเลยนะครับ มันเขียนปีไว้ว่าผมซื้อในช่วงปี 1996 เล่มละ 158 บาท ซึ่งถือว่าแพงมากสำหรับเด็ก ม.ต้น สมัยนั้น

3 เรื่องที่ซื้อมาก็คือ

  • ตราแห่งโรโตะ (จาก Dragon Quest) ตอนนั้นบ้าเกมส์ ดรากอนเควส 2 มาก ไปเจอเล่มนี้มากัดฟันซื้อมาเล่มเดียว แต่ต่อมาได้อ่านภาคไทยครับ
  • Pygmalion เคยเอามาฉายทางช่อง 9 สมัยผมอยู่ประถม ชื่อไทยว่าเจ้าชายอภินิหาร ดัดแปลงจากบทละครของฝรั่งและเทพปกรณัมของกรีก
  • รันม่า 1/2 เรื่องนี้รู้จักกันดี เป็นเรื่องการต่อสู้และกังฟู

อีกเล่มเป็นประวัติศาสตร์ซามูไรครับ แต่เล่มนี้ซื้อตอนทำงานล่ะ เมื่อปี 2010 เล่มนี้ซื้อมา 778 บาท เพราะเมื่อก่อนชอบเล่นเกมส์ Shogun Total War อะไรที่เกี่ยวข้องกับ สงครามซามูไรและยุคพวก Sengoku ผมจะชอบมาก

ถ้าถามว่าอ่านยังไงสมัยนั้น เปิด Dict. ญี่ปุ่นไทยรายตัวเลยครับ ถึงจะเรียนภาษาญี่ปุ่นมาบ้างแต่ก็ไม่ใช่ว่าจะรู้ไปหมด ต้องใช้ความอดทนมากๆ แต่เด็กสมัยผมอดทนอยู่แล้ว เวลาเซฟเกมส์ต้องจดตัวอักษรปุ่นที่ละตัวตลอดก่อนมาเล่นต่อ จดผิดเมื่อไหร่… ร้องไห้

หนังสือคุณภาพดีมากๆครับ

 

ความรักความสัมพันธ์ของหลายๆคนเกิดขึ้นที่อิเซตัน

ลองนึกย้อนอดีตไปในช่วงที่ตัวเองโตขึ้นมา เริ่มมีเงินจับจ่ายใช้สอยในเรื่อง Lifestyle การเลือกทานอาหารญี่ปุ่นเวลาไปเดทกับใครก็มักจะเป็น Choice ที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย และถ้ามาอิเซตัน มันก็จะเจอร้านแปลกๆ ร้านแบบญี่ปุ่นที่ไม่ใช่ Chain Restaurant

ฉันของกินมันมีอยู่เป็นร้านๆอยู่ชั้นเดียวกับคิโนะคุนิยะ เมื่อก่อนมีร้านอาหารหรู คุณหญิงคุณนายชอบไปกิน ตอนหลังกลายเป็นโซนร้านอาหารญี่ปุ่น มีปิ้งย่าง โอโคโนมิยากิ ส่วนชั้นซุปเปอร์ก็มีร้านเล็กๆ ร้านขนมเรียงราย หลายร้านที่เคยไปกินไม่มีแล้ว ถูกเปลี่ยนหน้าตาไปเยอะหลังจากปรับโฉมครั้งใหญ่ในปี 2015

จำได้ว่ามีร้านข้าวหน้าปลาดิบที่ชอบกันมากๆคือ Miyatake มิยาตาเกะ พูดไปแล้วก็ไปนึกคำพ้องเสียงอย่าง เขามิตาเกะ ที่คุณหญิงกีรติและคุณนพพรไปเดินเล่นกัน

ตอนจีบน้องคนนึงอยู่ก็พาไปกินที่ร้านนี้แหละ ชอบมาก มีโอโทโร่ ชูโทโร่ เช็คบิลที 2 จาน 1,000+ บาทจ้า (สายเปย์มากแต่ก่อน) และก็ไปกินดังโกะ ขนมปังหอมๆ โอบันยากิ แล้วเราดันเป็นคนชอบเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ เรื่องราวอาหารต่างๆให้คนอื่นฟัง แหม… จีบติดสิจ้า แต่เลิกกันไปนานเป็น 10 ปีล่ะ

ตอนเลิกกับแฟนแล้วมีปัญหาครั้งใหญ่ในชีวิตเนี่ย… ก็ได้อิเซตันมาช่วยดามใจนี่ล่ะ ฮ่าๆ เราจะชอบไปอยู่ 2 ร้านคือปิ้งย่าง ไม่ก็ไปกินโอโคโนมิยากิชั้นบน แล้วก็ลงไปชั้นซุปเปอร์ กินไอติมเยลลี่แก้เซ็งช่วงวันหยุด

เราไปเปิดรูปเก่าๆใน Facebook ดู มีถ่ายรูปไว้ด้วย ตอนนั้นโครตเศร้าอ่ะ ไปนั่งกินโอโคโนมิยากิคนเดียว สั่งมาแค่นี้ก็อิ่มมากล่ะ สิ่งที่ได้เรียนรู้มาคือการสั่งอาหารตอนชีวิตมีปัญหาเนี่ย มันทำให้เรากินไม่หมดได้

ก็หลังจากการปิดตัวของ อิเซตัน เห็นว่ายังมีหลายๆร้านที่ยังจะอยู่กับห้างต่อนะครับ เดี๋ยวผมคงรอดูนะ

ถ้าอิเซตันเป็นเพื่อนคนหนึ่งของผม เขาก็เป็นเพื่อนคนญี่ปุ่นที่เอาเรื่องราวต่างๆที่เมืองไทยไม่มีในสมัยนั้นมาเล่าให้ผมฟังตั้งแต่เด็กๆ เวลาเราได้แรงบัลดาลใจอะไรมา เขาก็พร้อมจะ Support เราให้ได้รู้เรื่องมากขึ้น พอเราโตมา เริ่มมีความสัมพันธ์กับคนอื่นๆ ก็เป็นคนที่ช่วยทำทุกอย่างให้พิเศษตาม และเมื่อเหงา เศร้าใจ ก็มาคอยปลอบใจด้วยของใหม่ๆที่น่าตื่นเต้นตลอดเวลา

นายจะไปแล้ว เราคงคิดถึงนายมาก บายๆครับขอให้นายโชคดี… อิเซตัน