หน้าแรก Travel แก่งคอย ชุมชนเก่าแก่และเรื่องเล่าตำนานกว่า 100 ปี

แก่งคอย ชุมชนเก่าแก่และเรื่องเล่าตำนานกว่า 100 ปี

1714
0

วันนี้จะเล่าเรื่อง แก่งคอย ซึ่งเมืองเล็กๆอำเภอหนึ่งในจังหวัดสระบุรีนะครับ สมัยเด็กๆผมจะมาที่นี่บ่อยโดยเฉพาะในช่วงปิดเทอมหรือวันเสาร์อาทิตย์ เพราะญาติๆทางฝั่งคุณแม่ผม ไม่ว่าจะเป็นอากง อาม่า อากู๋ อาอี้ อยู่ที่นี่กัน แต่ช่วงหลังเรียนจบทำงานแล้วเลยนานๆทีจะได้แวะมา

บทความนี้ผมก็จะเล่าสิ่งที่ผมพอจะจำได้สมัยเด็กๆของเมืองนี้ในช่วงปี 2535 -2545 เรื่องที่คนเก่าแก่ในเมืองนี้เล่าให้ฟัง แต่ภาพที่ถ่ายประกอบบทความนี้จะเป็นปี 2563 ซึ่งผ่านมาถึง 20 ปีแล้ว

จากกรุงเทพ ถึงแก่งคอย

แก่งคอย… หัวใจพี่คอยน้องอยู่… อาจจะเป็นเพลงที่หลายๆคนเคยได้ยินแต่ไม่รู้ว่าแก่งคอยมันอยู่ที่ไหนกันแน่ อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพนี่เองครับ เลยสระบุรีมานิดเดียว

การเดินทางมาที่แก่งคอยนั้นไม่ยากเท่าไหร่เพราะอยู่ห่างจากกรุงเทพไม่กี่ชั่วโมง วิธีการมาอย่างชิลที่สุดคือการนั่งรถไฟปู๊นๆ สมัยผมเด็กๆมันจะมีรถไฟสายตะวันออกเฉียงเหนือแก่งคอยได้ทั้งวัน เช่น

ช่วงเช้าๆจะมีรถชานเมืองกรุงเทพ-ชุมทางแก่งคอย รถด่วนที่ไปสุดที่อุบลราชธานีขบวนหนึ่งและหนองคายขบวนหนึ่ง ถ้าออกจากบ้านสายๆก็จะมีรถไปสิ้นสุดที่สุรินทร์ แต่ขบวนที่ผมชอบที่สุดในสมัยนั้นคือตอนเย็น จะเป็นขบวน กรุงเทพ – แก่งคอยลพบุรี เป็นรถดีเซลรางนะครับ ไม่รู้ขบวนนี้ยังมีอยู่หรือเปล่า

ขบวนนี้ รถจะวิ่งไปถึงที่ชุมทางบ้านภาชีที่จังหวัดอยุธยา แล้วเจ้าหน้าที่ก็จะแจ้งว่า รถไฟจะแยกร่างแล้ว ใครนั่งต่อไปลพบุรีต้องไปนั้งขบวนหน้าๆ ส่วนใครไปแก่งคอยจะต้องไปนั่งขบวนข้างหลัง พอรถไฟแยกร่างปุ๊ป ก็บ๊ายบายกันแล้วผมก็มุ่งหน้ามาที่สระบุรีและแก่งคอยต่อ

ชุมทางแก่งคอย เป็นสถานีที่ใหญ่ มีรางเยอะกว่าสถานีอื่นๆ นั่นก็เพราะเป็นชุมทางรถไฟ เป็นสถานีที่เป็นทางแยก เหมือนชุมทางรถไฟอื่นๆ เช่น

  • ชุมทางบางซื้อที่จะแยกระหว่างสายเหนือ/สายใต้ กับสายใต้
  • ชุ่มทางบ้านภาชีจะแยกกันระหว่างสายเหนือกับสายอีสาน

ชุมทางแก่งคอยจะเป็นชุมทางพิเศษกว่าที่อื่น เนื่องจากแยกได้ 4 ทางเลย แต่ที่เราโดยสารกันได้จะเป็นเส้นไปกรุงเทพกับอีสานนะครับ เส้นที่ไปองครักษ์ ชลบุรี จะไม่มีขบวนรถไฟให้บริการ น่าจะเป็นการส่งสินค้าเป็นหลัก

  • ไปชุมทางบ้านภาชี อยุธยา
  • ไปองครักษ์ (นครนายก) ฉะเฉิงเทรา ชลบุรี
  • ไปปากช่อง สีคิ้ว นครราชสีมา
  • ไปลำนารายณ์ (ลพบุรี) จตุรัส (ชยภูมิ) บัวใหญ่ (นครราชสีมา)

สมัยเด็กๆที่ผมมา มันจะชอบมีรถไฟจอดแช่อยู่ขบวนนึงตรงหน้าสถานี เป็นขบวนวิ่งระหว่างแก่งคอย-ลำนารายณ์ บางทีก็จะเป็นแก่งคอย – บัวใหญ่ บางทีผมก็จะขึ้นไปนั่งเล่นบนรถไฟกับเพื่อน จนรถไฟจะออกก็ลงมาข้างล่างกลับบ้านกัน

ทางรถไฟมีความสำคัญมากสำหรับคนสมัยก่อน ที่บ้านผมเคยเล่าให้ฟังว่า บางทีจะต้องไปซื้อของที่สระบุรี การไปที่ประหยัดที่สุดและไม่หลงทางก็คือเดินตามรางรถไฟไป คนรุ่นสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือ อากง อาม่าผม เขาก็จะเดินไปกับเพื่อนๆเหล่า เหล่าเจ็ก เหล่าแป๊ะนะครับ พอไปถึงสระบุรีทำธุระซื้อของเสร็จ ก็ขึ้นรถไฟจากสระบุรีพร้อมขนของกลับมาแก่งคอย (เดินไป นั่งรถไฟกลับ)

คนสมัยก่อนก็ผูกพันธ์กับรถไฟค่อนข้างมากเพราะเป็นการคมนาคมหลักของเขา ต่อมารัฐบาลมีการตัดถนนมิตรภาพ ซึ่งช่วงระหว่างสระบุรี ปากช่อง นครราชสีมาเรียกว่า ถนนสุดบรรทัด ผมเดาว่ามาจากนามสกุลของ พันโท ประเสริฐ สุดบรรทัด อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎรไทย และอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสระบุรี ปัจจุบันถนนสุดบรรทัดก็ยังเป็นถนนที่อยู่ในตัวเมืองแก่งคอยและสระบุรีนะครับ

ต่อมาคนก็เริ่มใช้รถใช้ถนนเดินทางกันมากขึ้น ใช้เวลาน้อยลง สะดวกสบายและรวดเร็ว ความนิยมของรถไฟก็ลดลงไปตามกาลเวลาครับ

 

ตัวสถานีตอนเด็กๆผมรู้สึกว่ามันใหญ่มากเลย แต่พอมาช่วงที่โตแล้วรู้สึกทำไมมันเล็กลง เมื่อก่อนมาวิ่งเล่นกับเพื่อนบ่อยๆครับ ตรงช่องขายตั๋วสมัยก่อนมันจะมีรายชื่อสถานีรถไฟทั้งประเทศเรียงกันให้เราได้ดูด้วยนะ

และที่ผมชอบที่สุดคือตั๋วรถไฟแบบเก่าที่เป็นกระดาษแข็งๆสีน้ำตาล ของเด็กจะสีชมพู ระบุไว้เลยว่าจากสถานีไหนไปไหน ราคาเท่าไหร่ แต่สมัยนี้เราใช้ระบบคอมพิวเตอร์พิมพ์ตัวออกมาแล้ว รูปข้างล่างจะเป็นทางเข้าหลังจากลงรถไฟนะครับ

 

เข้าสู่ตัวเมืองแก่งคอย

อีกมุมหนึ่งของสถานีชุมทางแก่งคอยที่จะเข้าสู่ชุมชนนะครับ สมัยก่อนจะต่างกับสมัยนี้มาก เพราะเมื่อรถไฟมาจอดปุ๊ป ก็จะมีคนมาถามว่าตรงหน้าสถานีว่าจะไปไหน ขึ้นสามล้อถีบไหม จากสถานีรถไฟไปตลาด 5 บาท (จริงๆเดินไปได้ครับแต่ตอนเด็กๆอยากนั่งเพราะกรุงเทพไม่มีให้นั่ง)

ปัจจุบันไม่มีสามล้อถีบให้เห็นแล้ว ตอนนี้เป็นวินมอเตอร์ไซต์ เรียงๆกันพร้อมป้ายบอกราคาอย่างชัดเจน เมื่อก่อนบริเวณนี้จะคึกคักมากตั้งแต่สถานีรถไฟไปจนถึงตลาดเลยครับ

 

จากโรงแรมเดินมาจะเจออาคารไม้แบบนี้นะครับ จริงๆถ้าเดินไปทางขวามือต่อจะเป็นซอยที่เข้าไปในตลาดได้ ซึ่งเป็นชุมชนคนจีนตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ปัจจุบันถูกไฟไหม้ไปแล้วเมื่อปี 2560 เป็นเรื่องที่น่าเสียดายมากๆครับ แต่ถ้าใครไปก็ยังพอจะเห็นอาคารไม้แบบเก่าอย่างงี้กันอยู่บ้าง

ส่วนรูปข้างล่างนี้คือโรงแรมไทยนิยมที่อยู่คู่แก่งคอยมานานมาก ในสมัยก่อนจะมีโรงแรมลักษณะนี้อยู่ 2-3 ที่นะครับ (ห้องไม้ ห้องแถว) อยู่ฝั่งตรงข้ามสถานีรถไฟเลย

ซึ่งผมพอจะสรุปเหตุผลว่าทำไมคนจะต้องมาค้างที่แก่งคอยกัน (ผมสรุปจากคำบอกเล่านะครับ ห้ามนำไปอ้างอิงงานวิชาการ) ดังนี้ครับ

เหตุผลที่ 1 คนที่จะเดินทางต่อไปยังโคราช จะต้องมาต่อรถไฟที่ต้องใช้หัวรถจักรที่มีพลังสูงในการขึ้นเขา เพราะหลังจากแก่งคอยไปแล้วเราจะต้องลุยผ่านดงพญาเย็น ทางค่อนข้างไปลำบาก ไม่เหมือนที่ราบระหว่างกรุงเทพ – แก่งคอย ที่นี่ก็เลยมีพวกโรงซ่อมบำรุงรถไฟขนาดใหญ่อยู่ด้วยครับ

ซึ่งก่อนหน้าจะมีรถไฟ เส้นทางที่จะไปโคราชที่รวดเร็วที่สุดคือการลุยผ่านดงพญาเย็นนี่ล่ะ เป็นป่าเขาอันตราย น่ากลัว คนไปแล้วตายเยอะเพราะอาจจะเป็นไข้ป่า เขาเลยบอกว่ามันเป็นทางไปสู่ประตูนรก ในช่วงที่รัชกาลที่ 5 ท่านทรงสร้างทางรถไฟต้องมีการแก้เคล็ดที่บริเวณผาเสด็จ (ห่างจากแก่งคอยไป 2 สถานี) สามารถไปชมพระนามภิไทยของรัชกาลที่ 5 (จ.ป.ร.) และสมเด็จพระนางเจ้าสวาภาผ่อนศรี (ส.ผ.) ได้ที่นั่นนะครับ

สมัยรุ่นอากงผมนั้นไม่ว่าเราจะดินทางจากกรุงเทพไปโคราช หรือ โคราชมากรุงเทพ บริเวณที่คุณจะมาพักนั้นก็คือแก่งคอยนี่ล่ะ

เหตุผลที่ 2 แก่งคอยนั้นติดแม่น้ำปากสักครับ ซึ่งถ้าเราเดินทางผ่านทางน้ำก็จะไปได้ถึงเพชรบูรณ์ได้เช่นกัน และท่าขึ้นเรือก็อยู่ใกล้ๆตลาดแก่งคอยและวัดแก่งคอย สมัยนั้นคนทั่วสารทิศก็เลยมาที่นี่กัน พอคนมากันเยอะๆก็เกิดเป็นย่านการค้าครับ ที่ใดมีการค้าที่นั่นก็จะมีคนไทยเชื้อสายจีนอยู่เพียบ ก็มาตั้งรกรากค้าขายกัน

ผมเอาแผนที่มาให้ดูนะครับ จะเห็นได้ว่า จากสถานีรถไฟ ใกล้ๆจะมีโรงแรม และส่วนที่เป็นตลาด วัดแก่งคอย ใกล้ๆวัดจะมีศาลเจ้าจีนปึงเถากงม่าด้วยครับ  ซึ่งหลังวัดจะเป็นท่าน้ำของคนสมัยก่อนที่จะใช้เดินทางและใช้สอยครับ มันก็เลยกลายเป็นชุมชนตั้งแต่อดีต

จริงๆจากสถานีรถไฟแก่งคอยไปสถานีถัดๆไปมันมีประวัติศาสตร์และที่เที่ยวเรียงๆกันเลยนะครับ แก่งคอย – มาบกระเบา – ผาเสด็จ – หินลับ – มวกเหล็ก

อย่างที่สถานีหินลับก็เป็นจุดที่ปะทะกันในสงครามกบฎบวรเดชจนทำให้พระยาศรีสิทธิสงครามถูกยิงเสียชีวิต ซึ่งถ้าอ่านประวัติแล้วพระยาศรีสิทธิ ไปเรียนที่เยอรมันรุ่นเดียวกับ พระยาพหลพลพยุหเสนาและพระยาทรงสุรเดช ทั้ง 3 ท่านเป็นเพื่อนกัน แต่พระยาศรีสิทธิไม่นิยมเรื่องความรุนแรงในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง สุดท้ายก็ต้องมาต่อสู้กันเพราะการเมือง

และแน่นอนว่ามวกเหล็กเป็นเมืองที่หลายๆคนรู้จักกันดีเพราะเป็นเมืองท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สำคัญ มีกะหรี่ปี๊ปเป็นของฝากที่ใครๆก็ต้องไปลอง เมืองนี้เป็นหน้าเป็นตาที่ทำให้เกิดแบรนด์แห่งชาติให้กับสระบุรีที่ว่า “นมดี กะหรี่ดัง”

ตลาดแก่งคอยและอาคาร 100 ปีสงครามโลกครั้งที่ 2

เรื่องที่น่าเสียดายที่สุดก็คือ อาคารไม้เก่าๆที่เป็นบ้านและร้านค้าตั้งแต่สมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดไฟไหม้ไปหมดแล้วเมื่อปี 2560 แต่ก็ยังโชคดีนะครับที่โลกออนไลน์ยังมีภาพความทรงจำอยู่ ซึ่งรูปข้างล่างนี้ผมไปเจอมาจาก Sanook.com นะครับ เป็นบ้านหัวมุมที่ขายของ สมัยเด็กๆผมก็ไปเล่นบ้านนี้บ่อย ส่วนบ้านอากงผมจะอยู่ฝั่งตรงข้ามด้านขวามือ

และที่ผมโชคดีมากเลยก็คือ ผมดันเคยเขียนบทความลง Facebook หลายปีแล้ว ตโดยถ่ายรูปบ้านของอากงสมัยที่ยังไม่ถูกไฟไหม้ประกอบในโพสนั้นไว้ สมัยก่อนอากงผมขายของชำ จานชาม กระทะ หม้อ ตะเกียงเจ้าพายุและขายเครื่องบวช ชื่อร้านภาษาจีนเลยคือ เบ๊ยงเซ่งฮง เป็นห้องแถว 2 ห้อง 2 ชั้น ช่วงไม่มีลูกค้าแกก็จะมานั่งสวดมนต์ ไม่ก็พบปะสมาคมคนแก่ในยุคเขา

อาคารเก่าละแวกนี้จะมีชื่อร้านแบบนี้อยู่เกือบทุกหลังนะครับ ที่ผมพอจำชื่อได้บ้างก็จะมี เบ๊ยงเฮง ยงเซ็งฮวด ฮั่วฮวด สำเนียงที่ถอดเป็นภาษาไทยนั้นมาจากทางแต้จิ๋ว ที่บ้านฝั่งคุณแม่ผมแซ่เบ๊ ที่แปลว่าม้า คนไทยที่มาจากเมืองจีนแล้วแซ่เบ้ ก็จะตั้งนามสกุลตัวเองให้มีคำว่า …อาชา หรือ อัศวะ… ซึ่งเป็นการบอกว่าตัวเองแซ่เบ้มาก่อน

อากง อาม่าผมมาจากซัวเถา มาแบบเสื่อผืนหมอนใบเหมือนคนจีนสมัยนั้น นั่งเรือกันมา แรกๆอากงมาอยู่ที่สำเพ็ง เยาวราช ก็เป็นคนต่างด้าวผู้ใช้แรงงานนั่นละครับ พอเริ่มเก็บเงินทุนได้ก็มาหาที่ทางเปิดร้านของตัวเอง แต่บ้านผมไม่ได้รวยเหมือนเจ้าสัวนะครับ มาได้ขนาดนี้ผมก็คิดว่ามาไกลมากแล้วจากที่ฟังความลำบากของคนสมัยก่อน

รูปนี้เป็นรูปหลังไฟไหมครับ ตำแหน่งของบ้านอากงผมอยู่ตรงรถคันสีน้ำตาลฝั่งขวาคันแรกเลย อาคารเก่านี้ไม่มีแล้วครับ มีแต่ความทรงจำเหลืออยู่เนอะ

ตลาดเทศบาลเมืองแก่งคอยจะอยู่ใกล้ๆกับอาคาร 100 ปีที่ถูกไฟไหม้ไปเลยครับ แต่ตลาดที่เราเห็นอยู่ในรูปข้างล่างนี้เป็น Version ใหม่ที่มีการปรับปรุงให้ทันสมัยแล้ว สมัยก่อนตอนที่ผมเด็กๆมาตลาด พื้นจะเป็นหิน น้ำนองแฉะๆบ้าง

ตรงบริเวณประตูทางเข้าตลาดในภาพนี้สมัยก่อนจะมีการจัดแสดงงิ้วด้วยนะครับ ตอนเด็กๆก็มานั่งดู เขาพูดอะไรกันก็ไม่รู้ ฟังไม่รู้เรื่อง แต่สนุกดี อยากไปเล่นบ้าง สมัยนี้คงต้องเล่นใน Tiktok แทน ฮาๆ

ที่ผมสังเกตมาก็คือ ชุมชนคนจีน ตลาด และศาลเจ้าจะมีความสัมพันธ์กันอยู่เยอะเลย เช่น ในเรื่องการจัดกิจกรรมต่างๆ บางทีเขาก็จะมีกระดาษประกาศสีแดงๆ เขียนเป็นภาษาจีนติดไว้ที่ตลาด ผมอ่านไม่ออกว่าอะไร แต่คนเก่าคนแก่เขาก็จะมาดูประกาศกัน

ใกล้ๆตลาดก็จะมีอาคารสมัยใหม่อยู่นะครับ ตึกที่สูงที่สุดน่าจะ 6-7 ชั้น ขายเครื่องไฟฟ้า สมัครก่อนผมก็ไปเล่นกับเพื่อนที่บ้านหลังนี้ครับ แต่ไม่ได้เจอกันมาเกิน 10 ปีแล้ว บ้านละแวกนี้ส่วนใหญ่ชั้นล่างจะเปิดเป็นร้านค้านะครับ ขายของ ขายเสื้อผ้า ร้านนองเท้า ขายของชำ เครื่องเขียน ชุดนักเรียนมีหมด

ไม่ไกลจากตลาด จะมีตลาดโต้รุ่งด้วยครับ แถวนี้ผมมากินตั้งแต่เด็กๆเลย หอยทอดโกซ้ง เป็นหอยทอดในตำนานของแก่งคอยมาก ถ้าผมจำไม่ผิดสมัยก่อนจะเป็นอาแปะผัดครับ หม้อใหญ่มากเป็นร้านอาหารนำตำนาน ส่วนร้านข้างๆเป็นบะหมี่ (อากู๋ที่บ้านผมนับถือเป็นญาติกัน)

ส่วนด้านหลังที่เป็นห้องแถว หลังร้านหอยทอด เมื่อก่อนจะมีร้านไอติม ผมเข้าใจว่าเป็นไอติมโฟรโมสนะครับ เขาจะตักใส่ถ้วยสีเงินๆ ลูกละไม่กี่บาท สมัยก่อนอาม่าก็จะพามากินไอติมที่นี่ เด็กๆชอบกันมาก แต่ตอนนี้ร้านไอติมไม่มีแล้วครับ

อีกร้านในตำนานที่ผมพอจะนึกออกแต่ไม่มีแล้วก็อยู่ใกล้ๆตลาดโต้รุ่ง ชื่อร้านหน่ำล้ง เป็นข้าวหมูแดงทอด กินแล้วฟินจริงๆบางทีใครจะมาจากแก่งคอยต้องฝากซื้อ แต่น่าเสียดายครับที่ร้านเลิกกิจการไปแล้ว

แวะทานข้าวที่ตลาดโต้รุ่งแก่งคอย บรรยากาศก็ชิลๆแบบนี้ล่ะครับ อาหารที่นี่ราคาไม่แพง กินแหลกกินรัวได้เลยตั้งแต่ต้นยันท้ายตลาด

บะหมี่แห้ง

หอยทอดโกซ้ง

ฝั่งตรงข้ามตลาดโต้รุ่ง มีพวกขนมไทยๆด้วยนะครับ ทองหยิบ ทองหยอด ขนมชั้น ขนมหม้อแกง และอีกมากมาย กินกันจนอ้วนไปข้างได้เลยครับ

ตลาดโต้รุ่งสมัยผมเด็กๆจำได้ว่าเป็นอะไรที่คึกคักจริงๆ ไม่รู้จะไปกินข้าวที่ไหนก็มาที่นี่ ของกินเพียบ เปิดไฟกันยันสว่าง ตลาดจะเริ่มเปิดตอนเย็นๆนะครับ อาหารตามสั่ง สุกี้หมู สุกี้ทะเล เกี้ยวทอด ผัดไทย มาจ้า

 

ศาลเจ้าปึงเถากงม่า วัดแก่งคอย อนุสรณ์สถานสงครามโลกครั้งที่ 2

หลังตลาดใกล้ๆแม่น้ำป่าสัก จะมีสิ่งที่คนเคารพบูชากันอยู่ สถานที่แรกเลยที่ผมมาบ่อยที่สุดคือ ศาลเจ้าปึงเถากงม่า ก็คงจะกล่าวได้ว่าที่ไหนมีคนจีนโพ้นทะเลอยู่กัน ที่นั่นก็มักจะมีศาลเจ้านะครับ ข้างในจะมีห้องเป็นชั้นๆ ทั้งพระพุทธรูป เทพเจ้าต่างๆ ขอพรกันได้เลย

วิธีการไหว้เจ้าแบบจีนผมก็มาเรียนรู้เอาจากที่นี่ล่ะครับ เมื่อก่อนไปถึงตรงดิ่งไหว้เจ้าที่ที่เป็นพระประธานก่อนเลย จนคนเก่าคนแก่บอกให้เราต้องไหว้เป็นลำดับขั้นตอน ศาลเจ้าจะคึกคักมากในช่วงเทศกาลสำคัญของคนจีน อย่างเช่น ช่วงกินเจ ที่นี่ก็มีโรงเจด้วย แต่การกินเจในสมัยอากง อาม่าผมนี่ต่างกับรุ่นผมเลย

สมัยก่อนเขาจะซีเรียสกับทุกเรื่อง ต้องล้างท้องก่อนวันกินเจ กระทะ หม้อ ของใช้ทั้งหลายต้องใช้เพื่อกินเจเท่านั้น พิธีการต่างๆก็เข้าร่วมทั้งไหว้พระ ทั้งสวดมนต์ มีลำดับขั้นตอนที่ต่างจากสมัยเราๆมาก

ส่วนสมัยเราอยากกินเจ เดินไปซื้ออาหารเจ เย่ ฉันกินเจแล้ว เพื่อนผมบางคนบอกว่าจะกินเจ ชวนผมไปกินสเต็กล้างท้องก่อน (กลัวไม่ได้กินเนื้อหลายวัน มันใช่หรออออ!)

อ่อ ผมนึกออกอีกเรื่องครับ ช่วงที่มีการเกณฑ์ทหารคนก็จะมาขอปึงเถ้ากันไม่ให้ตัวเองจับได้ใบแดง แต่ส่วนใหญ่ใครที่เป็นเด็กเกเรอยู่แล้ว ไปขอปึงเถ้า ท่านจะจัดใบแดงให้เป็นทหารทันที 5555

ข้างๆศาลเจ้าก็จะมีวัดแก่งคอยอยู่นะครับ เจดีย์สวยมากชื่อพระธาตุเจดีย์ศรีป่าสัก ผมไม่ค่อยจะได้แวะมาวัดสักเท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะไปศาลเจ้ามากกว่า วัดแ่ก่งคอยมีประวัติว่าสร้างในปี 2330 หลังจากตั้งกรุงเทพเป็นราชธานี 5 ปี

แก่งคอย ก็น่าจะมาจากคำว่าแร้งคอยนะครับ ก็อย่างที่เล่าล่ะครับว่าแก่งคอยเป็นปากทางไปสู่ดงพญาเย็น หรือปากทางไปสู่ขุมนรกที่คนโบราณเชื่อกัน ใครป่วยเป็นไข้ป่ากลายเป็นศพ แร้งก็จะมาดักกินครับ

หลังวัดจะมีแม้น้ำป่าสักครับ สมัยก่อนสามารถล่องเรือไปถึงเพชรบูรณ์ได้ แต่สมัยนี้คนไปเที่ยวเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์แทนแล้ว แถวนี้มีทางขึ้นท่าอยู่หลายจุดนะครับ ข้างๆวัดจะมีอีกศาลเจ้าหนึ่งชื่อศาลเจ้าพ่อต้นกระเช้า สมัยก่อนคนจะมาขึ้นท่าแล้วเดินมาซื้อของที่ตลาด พักผ่อน แล้วเดินทางต่อไปยังปลายทางที่ต้องการด้วยทางรถไฟได้

จริงๆมีอีกท่านะครับอยู่ไม่ไกลจากที่ผมถ่ายรูปเหมือนกันคือ “ท่าเจ้าวงศ์” ซึ่งเล่ากันว่าเป็นท่าที่เจ้าอนุวงศ์ พระมหากษัตริย์ของลาว (ตรงกับในสมัยรัชกาลที่ 3) เสด็จมา ลองหาข้อมูลเพิ่มเติมกันดูนะครับ

ภายในวัดแก่งคอย ยังมีอนุสาวรีย์ผู้ประสบภัยทางอากาศสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยนะครับ สมัยก่อนแก่งคอยก็ถือว่าเป็นเมืองสำคัญ มีรถไฟ มีโรงซ่อมบำรุงหัวรถจักร มีการขนส่งทางน้่ำ มีการค้าขาย มีที่พักค้างแรม ใครๆก็ไปมาก็เลยเป็นเมืองที่ต้องยึดครองเอาไว้ เพราะเป็นจุดยุทธศาสตร์ ทหารฝ่ายสัมพันธมิตรต้องการถล่มอยู่แล้ว

ญี่ปุ่นได้เข้ามาในประเทศไทยเพราะเราประกาศอยู่ฝ่ายอักษะ เพื่อให้ญี่ปุ่นผ่านแดนไป ญี่ปุ่นก็เลยมาตั้งกองทัพที่นี่ แต่ในวันที่ 2 เมษายน 2488 (1945) มีเครื่องบิน B24 จากฝ่ายสัมพันธมิตร ทิ้งระเบิดลงในเวลา 4 โมงเย็น ทำให้ชาวบ้านประชาชนเสียชีวิตไปกว่า 100 ศพ เป็นหนึ่งในความโศกเศร้าของคนแก่งคอยตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา เวลาที่มีงานแสงสีเสียงย้อนรอยสมัยสงครามโลกก็จะรำลึกถึงเหตุการณ์ในครั้งนี้กัน

ในบริเวณสถานที่เดียวกันก็มีอนุสรณ์สถานที่เป็นภาษาญี่ปุ่นด้วยนะครับ เข้าใจว่าไม่ใช่แค่คนไทยที่ประสบเคราะห์กรรมในสงครามเท่านั้น คนญี่ปุ่นเองก็เสียชีวิตเช่นเดียวกัน

อนาคตของแก่งคอย

ตอนนี้คนรุ่นเก่าๆเริ่มจากไปเยอะแล้วครับ ผมกลับไปแก่งคอยในแต่ละครั้งรู้จักคนน้อยลงเรื่อยๆ เพราะส่วนใหญ่เราจะรู้จักผู้ใหญ่ คนเฒ่าคนแก่เป็นหลัก ผมเชื่อว่าแก่งคอยยังคงเป็นเมืองที่ได้เปรียบเมืองอื่นๆอยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการคมนาคม แหล่งที่ตั้ง จะเห็นได้ว่าโรงงานต่างๆขนาดใหญ่อย่างปูนซีเมนต์ไทย หรือโรงงานอุตสาหกรรมหนักก็ตั้งอยู่ที่นี่

แก่งคอยมีทางรถไฟสามารถขนส่งสินค้าเชื่อมระหว่าง Eastern Seaboard แหลมฉบัง มาบตาพุด และโครงการ EEC ในอนาคตเชื่อมต่อกับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เชื่อมประเทศลาวไปยังประเทศจีนได้ จริงๆก็เป็นเมืองที่น่าจับตาในอนาคตอยู่เหมือนกัน ยังไงก็ต้องผ่านทางนี้ คงไม่มีใครจะตัดเส้นทางจากระยองผ่ากลางเขาใหญ่ไปโคราชอยู่แล้ว แต่ก็คงยังตอบไม่ได้นะครับว่าแผนพัฒนาต่างๆจะไปในทิศทางไหน

ผมก็กลับมานั่งคิดนะ ที่อากงผมมาตั้งรกรากอยู่ที่แก่งคอยเพราะแกมองกาลไกลหรือเปล่านะว่าเมืองนี้จะเป็นเมืองที่เติบโตและทำธุรกิจได้ในอนาคต โอ่ะๆๆ

Tar Kawin

บัตรกดเงินสด ซิตี้ เรดดี้เครดิต