หน้าแรก Review & PR News สรุป ปัญหากระดุม 5 เม็ด ของเกษตกรไทย

สรุป ปัญหากระดุม 5 เม็ด ของเกษตกรไทย

6231
0

บทความนี้เป็นสาระนะครับ ฮ่าๆ พอดีผมไปฟังการอภิปรายในสภาผูแทนราษฎรของ คุณทิม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่ เกี่ยวกับปัญหากระดุม 5 เม็ด ของเกษตกรไทยน่าสนใจมากเลยนะครับ

ผมเคยมีความเชื่อโดยส่วนตัวว่า ที่หลายๆคนไม่สามารถสร้างความมั่งคั่งในชีวิตได้ อาจจะเป็นเพราะไม่สามารถเข้าถึงความรู้ทางการเงินและผลิตภัณฑ์ทางการเงินได้ และท้ายสุดจะไปกู้ยืมหนี้นอกระบบที่แสนแพงและมีชีวิตที่วนเวียนกับความยากจนไปเรื่อยๆ ตอนนั้นก็เลยคิดว่าถ้าเราให้ความรู้ทางการเงินกับคนหมู่มาก เราน่าจะช่วยอะไรได้บ้าง

จนมาฟังคนที่อยู่กับปัญหาเกษตกรและพบว่าจริงๆมันปัญหามันใหญ่กว่านั้น ซึ่งคุณทิม เรียกว่า “ปัญหากระดุม 5 เม็ด” ปัญหาต่างๆมันเชื่อมโยงกัน เมื่อดิดกระดุมผิดตั้งแต่แรก มันก็จะทำให้เม็ดต่อๆมามีปัญหาด้วย โดยมีการเรียงลำดับดังนี้

หมายเหตุ : บทความนี้ผมสรุปจากสิ่งที่คุณทิม อภิปรายอีกทีนะครับ แต่จะเป็นในรูปแบบภาษาของผมผสมเข้าไปและจะเน้นในมุมมองที่ส่งผลกระทบทางการเงิน และวงเล็บหากมีความคิดเห็นส่วนตัวเพิ่มเข้าไป

 

1. ปัญหาใหญ่ในเรื่องที่ดิน

ที่ดินเป็นอะไรที่สำคัญมากเพราะเป็นทั้งชีวิต สิทธิมนุษยชน และเป็นประตูเปิดทางเข้าไปในระบบทุนนิยม สามารถนำไปเป็นหลักประกันต่างๆในการขอกู้หนี้ยืมสินเพื่อใช้ในการทำไร่ทำนาได้

ที่ดินในเมืองไทยมีความกระจุกตัว มีความเหลื่อมล้ำ 90% ของที่ดินนั้นอยู่ในมือของคน 10% หลายคนไม่มีโฉนดและชาวนาจำนวนมากยังต้องเช่าที่ดินอยู่ และพอไม่มีเอกสารสิทธิ์ก็ไม่ขอ การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practice) ได้ ทำให้เกิดปัญหาในการส่งออกพืชผลไปยังประเทศปลายทางต่างๆ ถึงส่งออกได้ก็จะต้องถูกกดราคา

ปัญหาแรกถ้าแก้ได้ มันจะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตพื้นฐานและแก้ปัญหาราคาสินค้าตกต่ำจากการรับรองสิทธิ์ได้

 

2. ปัญหาหนี้สิน

ปัญหานี้เชื่อมต่อมาจากปัญหาข้อแรกนะครับ เมื่อเกษตกรที่ไม่ที่ดินของตัวเอง ไม่มีหลักประกันต่างๆ การกู้หนี้ยืมสินในระบบกับทางธนาคารจึงเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก จากข้อมูลที่คุณทิมยกมาจากสำนักวิชาการรัฐสภา เกษตกรมีรายได้ต่อหัว 57,000 บาทต่อปี โดยในจำนวนมากกว่า 40% ของเกษตกรมีหนี้สินถึง 2.5 เท่า

แน่นอนว่าหากไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ในธนาคารได้ ก็ต้องไปกู้หนี้นอกระบบซึ่งอัตราดอกเบี้ยสูงมาก เช่น 20% ต่อเดือน แพงกว่าธนาคารพาณิชย์อย่างที่พวกเราใช้กันเยอะมาก เช่น ในอัตรา MLR 6.5% ต่อปี ซึ่งปัญหานี้ให้มีการพักหนี้เกษตรกรปัญหาก็ยังคงวนเวียนอยู่

การพิจารณาการปล่อยเงินกู้อาจจะใช้เทคโนโลยีต่างๆ เช่น AI Big Data ที่ทำให้รู้ว่า Pattern ของการใช้ชีวิตนั้นมีค่าใช้จ่ายอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ที่สามารถ Track ได้ ก็นำมาจัดทำ credit scoring เพื่อพิจารณาเงินกู้ได้เช่นกัน

 

3. ปัญหาสารเคมีและการประกันราคา

เมื่อคนเรามีปัญหาหนี้สินแล้ว การที่จะให้คิดทำอะไรใหม่ๆนั้นก็จะเป็นเรื่องยาก เพราะต้องรับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้่น สิ่งที่จะตามมาก็คือการใช้วิธีการเดิมเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่คาดการได้ ต้นทุนถูก มีคุณภาพที่แน่นอน รู้ว่าทำอะไรแล้วจะได้เงินเท่าไหร่เพื่อสามารถนำไปชำระหนี้ได้

เรื่องนี้ก็จะหนีไม่พ้นการนำเข้าสารเคมีมาใช้ในการเพาะปลูกเพื่อให้ได้ผลที่คาดการได้ (ซึ่งในความเห็นส่วนตัวผมว่าเรื่องนี้ก็จะสร้างผลกระทบต่อเนื่องมายังผู้บริโภคอย่างเราๆด้วยนะครับ มีสื่อหลายสำนักออกมาพูดเรื่องสารเคมีตกค้างในพืชผักผลไม้ที่เราซื้อกินกันด้วยหนะ มันมีที่มาที่ไปจากโครงสร้างปัญหานี้ด้วย)

ส่วนเรื่องการประกันราคานั้น ก็ต้องมาดูในการปฏิบัติว่ามีความเลื่อมล้ำในการชดเชยไหม เช่น คนที่ไม่มีที่ดินเป็นของตัวเอง ต้องเช่านาแต่ไม่มีสัญญาจะได้รับการชดเชยหรือไม่ และ หากเจ้าของที่ดินทราบว่าชาวนาได้รับการชดเชยจะมีการป้องกันปัญหาการขึ้นราคาค่าเช่าอย่างไร (กลับมาปัญหาที่ 1 อีกรอบในเรื่องสิทธิต่างๆในที่ดิน)

 

4. ปัญหาการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆและการแปรรูป

ในส่วนของปัญหาในข้อ 1-3 มันแสดงให้เห็นแล้วว่า เกษตกรนั้นพบปัญหาทางการเงินตั้งแต่ รายได้ต่ำ ต้นทุนทางการเงินสูง การจะพัฒนาเพื่อต่อยอดการแข่งขันจึงทำได้ยาก อีกทั้งงบประมาณในการทำวิจัยต่างๆของเมืองไทยก็มีสัดส่วนที่น้อยมาก

คนสร้างนวัตกรรมก็จะกลายเป็นทุนใหญ่ ที่มีเงินทุนและความสามารถพร้อม พอเป็นอย่างงี้แล้ว ต้องมาคิดกันว่าจะทำให้อย่างไรให้เกษตกรไทยได้รับประโยชน์จากการพัฒนาและสร้างวัตกรรมต่างๆได้

 

5. ปัญหาการเพิ่มมูลค่าจากการท่องเที่ยวเชิงการเกษตร

การท่องเที่ยวเชิงการเกษตรกำลังเป็นอะไรที่มาแรงและหลายๆประเทศ ไม่ว่าจะเป็น อิตาลี ญี่ปุ่น ซึ่งสร้างรายได้ได้อย่างมหาศาลให้กับเกษตกร หากปลูกข้าวใช้เวลา 3 เดือนได้กำไรไร่ละ 1,000 บาท ตัวเลขนี้สามารถทำได้โดยแค่รับนักท่องเที่ยวมาสอนปลูกข้าวแค่วันเดียวก็ได้แล้ว (อย่างผมเองเคยไปเที่ยวไร่นะครับ ผมก็ซื้อผลผลิต เข้าร้านอาหารของเขา บางทีก็ไปค้างในไร่คืน 2 คืน แน่นอนว่าตรงนี้เป็นรายได้ที่สามารถเข้าสู่เกษตรกรได้อีกมหาศาล)

ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีคนมาท่องเที่ยวมหาศาลแต่รายได้ที่เข้าเกษตกรนั้นอาจจะเป็นตัวเลขที่ไม่เยอะ โอกาสตรงนี้มันเยอะมากจากเทรนและกระแสในเรื่องการท่องเที่ยวเชิงเกษตร การท่องเที่ยวของชุมชน แต่มันติดปัญหาข้อที่ 1 ในเรื่องสิทธิในที่ดิน ข้อกฎหมายต่างๆ

พอได้ฟังดูแล้วก็น่าสนใจมากๆเลยนะครับ ผมว่าจริงๆคนเราไม่ได้อยากจนหรอก ทุกคนพยายามทำให้ชีวิตดีขึ้นทั้งนั้น แต่ถ้าเราเห็นว่ามันมีปัญหาในเชิงโครงสร้างแล้วไม่รับการแก้ไข ชีวิตมันก็เดินลำบาก

และเราก็ไม่ควรจะไปบ่นเกษตกรด้วยมุมมองของเราที่ไม่ได้รับรู้ปัญหาว่า ทำไมบางคนไม่ปรับตัว ขี้เกียจ เอาแต่รอความช่วยเหลือ ไม่ยอมพัฒนา ไม่หัดออมเงิน เอาแต่กู้หนี้นอกระบบ เพราะปัญหามันมีความต่อเนื่องและมีความใหญ่โตมากกว่าการมองเป็นชิ้นๆไป

ทั้งหมดนี้ก็เป็นการสรุปที่ผมได้เรียนรู้จากข้อมูลการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรและจริงๆก็ได้ฟังการตอบคำถามจาก พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา แล้วว่ารัฐบาลก็เห็นความสำคัญของการแก้ปัญหาเรื่องนี้อยู่่และกำลังทำอะไรเพื่อแก้ปัญหาต่างๆบ้าง ถือว่าเป็นการอภิปรายที่สร้างสรรค์และทำให้เราได้เห็นปัญหาในประเทศไทยร่วมกันนะครับ