หน้าแรก How to “วัดความอึด” สิ่งที่มนุษย์เงินเดือนทุกคนควรทำ

“วัดความอึด” สิ่งที่มนุษย์เงินเดือนทุกคนควรทำ

1780
0

พอดีมีคนแชร์กระทู้ Pantip มาให้อ่านเกี่ยวกับ คนที่มีรายได้สูง อายุเริ่มมากขึ้น เงินเดือนเยอะ แต่ตกงาน แล้วถามว่าในความเห็นพี่นั้นเป็นยังไง ในเบื้องต้นพี่คิดว่าจริงๆแล้วปัญหาที่มักจะเกิดขึ้นกับมนุษย์เงินเดือนนั้นไม่ได้อยู่ที่เรื่องของรายได้ที่หายไปเพียงอย่างเดียว แต่มันไปหนักอยู่ที่รายจ่ายที่กำลังเดินอยู่ด้วย

ที่มา Pantip

เมื่อรายได้หาย รายจ่ายเยอะ และถ้ามีเงินเก็บน้อย ความปวดหัวจะเข้ามาเพราะจะต้องเริ่มหมุนเงินล่ะ ยืมเงิน หาทางสร้างรายได้เพิ่ม เพราะฉะนั้นแล้วสิ่งที่เราควรทราบนั้นคือ

“การสร้างรายจ่ายก็มีความเสี่ยงได้”

ตัวอย่างที่พี่พบก็คือ เพื่อนพี่ที่เป็นมนุษย์เงินเดือนหลายคนเลือกที่จะจ่ายนั้นนี่ ผ่อนโน้นผ่อนนั่น ทำให้รายจ่ายบางคนรายจ่ายต่อเดือนสูงเกิน 90% ของรายได้ แต่คิดว่ายังไงเดือนต่อๆไปเราก็มีรายได้มาจัดการได้ โดยลืมไปว่า เออ จริงๆแล้วมนุษย์เงินเดือนก็มีสิทธิที่จะตกงานได้ ไม่ว่าจะเป็นทั้งการขอลาออกเองหรือถูกไล่ออก

สำหรับข้อคิดเห็นในกระทู้ Pantip นั้นสามารถอ่านความเห็นพี่เพิ่มที่: https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=1647591655344326&id=326859897417515

 

“เมื่อภาระๆต่างๆมีความเสี่ยง เราจึงต้องวัดความอึดทางการเงินของเราเสมอๆ”

 

ความอึดทนเมื่อตกงาน ส่วนตัวพี่มองง่ายๆเลยว่า ถ้าเราตกงานวันนี้ เรามีเงินเก็บที่รวมเงินชดเชยต่างๆ รวมถึงเอาสมบัติไปขายได้อย่างรวดเร็วให้ตัวเองอยู่รอดได้เป็นระยะเวลาเท่าไหร่ จากภาพข้างล่างเป็นตัวอย่างว่า เมื่อเราไม่มีรายได้ แต่มีรายต่ายเดือนละ 20,000 มีเงินออมอยู่ 40,000 เราจะสามารถอยู่รอดได้แค่ 2 เดือน แบบนี้ก็อาจจะทำให้ชีวิตมีความเสี่ยงได้ เขาถึงบอกไงว่าเราควรพยายามเก็บออมให้ได้อย่างน้อย 6 เดือนที่จะพอตั้งตัวตั้งหลักได้ แต่ตัวพี่นั้นกันเงินสำรองไว้เกินจากนั้นอยู่นะ (กลัวววว)

แล้วถ้าใครมีรายได้มากกว่า 1 ทาง หรือมีทรัพย์สินอื่นๆที่สร้าง Passive Income ด้วยนะ ความอีดทนต่อภาวะวิกฤตของชีวิตจะดีกว่าเดิมมากเพราะเรามีรายได้ทางอื่นๆด้วย บางคนที่สะสมหุ้นไว้เยอะๆ ปันผลปีนึงหลายแสนบาทเลย มากกว่ารายจ่ายทั้งปี ก็กลายเป็นมนุษย์เงินเดือนที่มีอิสรภาพทางการเงิน เลือกได้ว่าตัวเองอยากทำงานอย่างที่ชอบได้อย่าง

แนวคิดในการประเมินความอึดทน เรานำมาช่วยคิดเวลาจะผ่อนจ่ายอะไรได้ด้วยนะ และเราจะได้รู้ว่าการที่เราจะผ่อนจ่ายกับอะไรนั้นมีความเสี่ยงหรือเปล่า?

มาดูตัวอย่างสนุกๆกัน ถ้าเรามีรายได้เดือนละ 50,000 มีรายจ่ายอยู่แล้วเดือนละ 20,000 และมีเงินเก็บทั้งหมด 50,000 บาท

เราอยากจะซื้อของชิ้นนึงมูลค่า 300,000 บาท ผ่อนจ่าย 10 เดือน เดือนละ 30,000 บาท คำถามคือ เสี่ยงป่ะที่เราจะสร้างภาระตรงนี้?

บางคนอาจจะบอกว่า ทน 10 เดือน เดี๋ยวก็สบายแล้ว ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะรายได้ถูกนำไปใช้กับรายจ่ายทั้งหมดก็พอดีเลย แถมยังมีเงินสำรองอีก 50,000 บาทเอาไว้ใช้ในรายจ่ายฉุกเฉินได้อีก อันนี้คือการมองโลกในแง่ดีมาก ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้น เป็นไปตามแผนก็โชคดีไป

แต่ถ้าเราตกงานหลังจากผ่อนไป 1 เดือนละ จะเกิดอะไรขึ้น?

เราจะต้องเอาเงินเก็บ 50,000 ที่มีอยู่นั้นมาใช้ทันทีในเดือนต่อไปพร้อมๆกับการหางานใหม่ ให้ได้อย่างรวดเร็วที่สุด ซึ่งงานใหม่ไม่รู้ว่าจะได้เงินเท่าเดิมไหม ถ้าน้อยกว่าก็ยังคงเป็นความเสี่ยงอยู่ดี อันนี้จะลำบากมาก แต่ถ้าหากเราไม่มีภาระตรงนี้แล้วตกงาน ยังพอเอาเงินออมมาใช้กับรายได้เดือนละ 20,000 บาท ได้ถึง 2 เดือนครึ่ง เวลาที่พี่จะซื้อของอะไร แล้วหากมันมีโอกาสเกิดผลกระทบต่อชีวิตได้ พี่จะวัดความเสี่ยงกับเรื่องเหล่านี้เสมอ

  • ถ้าต้องผ่อนอะไรจำนวนมาก แล้วเราไม่มี Buffer ทางการเงินอะไรเลย พึ่งแค่รายได้ในแต่ละเดือนอย่างเดียว อันนี้เป็นความเสี่ยงที่สูงมาก
  • ถ้ามีเงินสำรองเยอะ หากเราตกงานก็ยังมีเงินช่วยผ่อนได้อีกระยะหนึ่งหรือสามารถปิดภาระหนี้ได้โดยไม่ต้องทำงานได้ อันนี้ก็จะดีมาก
  • แต่ถ้าเกิดเรามี Passive Income ที่มากกว่ารายจ่ายทั้งหมดรวมกันหลายๆเท่า ต่อให้ไม่ทำงานก็อยู่รอดได้ อันนี้ยิ่งดีที่สุดเลย (แต่ต้องอย่าลืมว่า Passive Income มันก็มีวันหายได้เช่นกัน เช่นหุ้นเจ๊ง ปันผลไม่ได้ มูลค่าลดลง ซวย)

ก็อยากจะบอกว่า ก่อนจ่ายก่อนเปย์อะไร วัดความอึดทนต่อภาวะวิกฤตก่อนนะครับ เดี๋ยวนี้มนุษย์เงินเดือนก็เป็นอาชีพที่มีความเสี่ยงมากขึ้นแล้ว วันดีคืนดีถูกไล่ออกได้ ถ้าวางแผนการเงินดีๆ มันจะจัดการภาระในช่วงวิกฤตได้ในระดับนึงนะครับ

อย่าลืมติดตามพี่ทางช่อง Youtube นะจ้า

ติดตามพี่ได้ที่ช่องทางอื่นๆได้จ้า

FB: bit.ly/2Sv8WBK
IG: bit.ly/2GmYTqV
Twitter: bit.ly/2GltrcE
Line@:  bit.ly/2t75cY0
Youtube: bit.ly/2BkGp7f

พื้นที่โฆษณา
สนใจบัตรเครดิต CitiBank สมัครได้ที่ bit.ly/2Gd3BZl