หน้าแรก Educate ถ้า DCA ลดความเสี่ยงในการซื้อ แล้วใครลดความเสี่ยงด้านความผันผวนของพอร์ต?

ถ้า DCA ลดความเสี่ยงในการซื้อ แล้วใครลดความเสี่ยงด้านความผันผวนของพอร์ต?

8265
0

วันนี้เราจะมาคุยกันในคำถามที่ว่า ถ้า DCA ลดความเสี่ยงในการซื้อทรัพย์สิน แล้วใครจะช่วยลดความเสี่ยงในเรื่องความผันผวนของพอร์ตกันล่ะนะ?

อย่างที่พี่เล่าให้ฟังตลอดว่า DCA คือ การซื้อแบบเป็นประจำ เช่น การซื้อเดือนละครั้ง เดือนละ 1,000 บาท 2,000 บาทก็ว่าไป ซึ่งวิธีการนี้จะช่วยลดความเสี่ยงในเรื่อง “ความผันผวนของราคาหุ้น” ในจำนวนเงินเท่าเดิม หุ้นขึ้นก็ซื้อน้อย หุ้นลงก็ซื้อเยอะ

แต่พี่ก็บอกตลอดว่า การลงทุนในหุ้นนั้น “ขาดทุนได้” มันก็ต้องกลับมาดูว่าทรัพย์สินที่เราจะลงทุนนั้นมันมีโอกาสเติบโตในระยะยาวไหม? DCA จะมาช่วยลดความเสี่ยงในการสะสมตรงนี้ แต่ตัวทรัพย์สินที่ลงทุนนั้นก็ต้องศึกษาให้ดี DCA หุ้นไม่ดีก็เจ๊งได้ ระหว่างทางมันก็เกิดความผันผวนได้ ราคาขึ้นๆลงๆได้

ทีนี้ถ้าเราอยากจะลดความผันผวนของ Port การลงทุนจะทำยังไง?

Basic สุดสำหรับมือใหม่

เรื่องนี้พี่ว่า มันอยู่ที่การจัดพอร์ตการลงทุนของเราแล้ว

การจัดพอร์ตการลงทุนนั้นเราจะกำหนดสัดส่วนของทรัพย์สินที่เราจะลงทุนตามความเสี่ยงที่เรารับได้ ตัวอย่างเช่น

  • ถ้าเรารับความเสี่ยงได้น้อย ไม่อยากเจอความผันผวนมาก เราก็เอาเงินไปลงในทรัพย์สินที่ความเสี่ยงต่ำเยอะๆ แล้วลงหุ้นน้อยๆ ทรัพย์สินที่ความเสี่ยงต่ำก็เช่น เงินฝาก ตราสารตลาดเงิน ตราสารหนี้
  • กรณีที่เรารับความเสี่ยงได้มาก รับความผันผวนและโอกาสสร้างผลตอบแทนที่มากขึ้น ก็ลงทุนในทรัพย์สินที่มีความเสี่ยงสูงเพิ่มขึ้น เช่น หุ้น หุ้นต่างประเทศ สินค้าโภคภัณฑ์ สินทรัพย์ทางเลือกอื่นๆ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นพี่ว่ามันอยู่ที่เป้าหมายพอร์ตการลงทุนของเราด้วย อย่างเช่นพวกเงินที่เราต้องเอาชัวร์ๆให้เป็นไปตามเป้าหมาย ไม่อยากให้ความเสี่ยงมาสร้างความผันผวนให้เป้าหมายเราคลาดเคลื่อน เช่น พอร์ตเกษียณ ก็ต้องจัดพอร์แบบเอาชัวร์ไว้ก่อน แต่ถ้าเป็นพอร์ตที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความมั่งคั่งเป็นหลัก ก็อาจจะจัดแบบท้าทายความเสี่ยงเพิ่มขึ้นได้

ทีนี้มีดูตัวอย่างกัน ถ้าเรามีเงินออมเดือนละ 10,000 บาท ต่อปี 120,000 บาท อยากได้ผลตอบแทนซัก 5% พอ เงินงอกมา 6,000 บาท จะดีใจมากกกกแล้ว

บางคนอาจจะมองว่า โหย สบาย เอาเงินลงหุ้นเลย ได้ 5% เอาอยู่ ผมก็จะบอกว่า ใจเย็นพี่… บางทีเห็นมันได้เยอะๆ เช่น บางทีเราเห็นเพื่อนลงทุนได้ผลตอบแทนถึง 20% บางทีอาจจะเจอผลขาดทุนได้ เช่น -10% การทุ่มเงินลงทุนในหุ้นนั้นอาจจะเสี่ยงมากก็ได้

ตัวอย่างสมมติ กรณีลงทุนในหุ้นอย่างเดียว มันก็มีความเป็นได้ตามตารางนี้

มันอาจจะได้ผลตอบแทนสูงหรือติดลบเยอะก็ได้ จากที่คิดว่าจะได้ 6,000 ก็คลาดเคลื่อนไปถึง 24,000 (คาดเคลื่อนไป 15%) หรือ อาจจะติดลบถึง -12,000 (คลาดเคลื่อนไป -15%) ลงทุนแล้วกำไรมันโอเคแหล่ะ แต่ถ้าขาดทุนล่ะ ซวยอีก

ทำให้มูลค่าพอร์ตที่ดีที่สุดอยู่ที่ 144,000 และแย่ที่สุดคือ 108,000

ทีนี้มาดูตัวอย่างต่อมา ถ้าเราอยากจะลดความเสี่ยง ความผันผวน เราลองเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในทรัพย์สินที่มความเสี่ยงต่ำดู เช่น ผมจะลองแบ่งเงินออกมา 50% ซื้อกองทุนรวมตลาดเงิน ซึ่งสมมติว่าอัตราผลตอบแทน 1 ปี อยู่ที่ค่าเฉลี่ย แถวๆ 1% นะครับ

ก็จะเป็นการ DCA เดือนละ 10,000 บาท โดยลงหุ้นเดือนละ 5,000 และ กองทุนรวมตลาดเงินอีก 5,000 บาท ต้นทุนรวมอย่างละ 60,000 บาทต่อปี

ตัวอย่างออกมาตามตาราง (แบ่งเป็นสีนะครับ)

กรณีที่หุ้นทำผลตอบแทนได้สูงสุดถึง +20% เราจะได้ 12,000 บาท และเมื่อมารวมกับผลตอบแทนจากกองทุนรวมตลาดเงิน +1% อีก 600 บาท เราจะได้ผลตอบแทนรวม 12,600 บาท ผมตอบแทนรวมของพอร์ตก็จะเป็น 10.5%

และถ้าเจอกรณีแย่ๆ หุ้นติดลบ -10% เราอาจจะขาดทุนไป -6,000 บาท เมื่อมารวมกับผลตอบแทนจากกองทุนรวมตลาดเงิน +1% อีก 600 บาท จะขาดทุน -5,400 บาท ผลตอบแทนรวมของพอร์ตก็จะเป็น -4.5%

มูลค่าพอร์ตที่ดีที่สุดก็จะอยู่ที่ 132,000 และ ที่แย่ที่สุดจะเหลือ 114,600 ซึ่งถ้าเราอยากได้ผลตอบแทนรวมของพอร์ตที่ 5% หรือ 6,000 บาท มันจะคลาดเคลื่อนน้อยกว่า

ผลตอบแทน +5% ในกรอบ -4.5% ถึง +10.5% มันโอเคมะ? เมื่อเทียบกับ +5% ในกรอบระหว่าง -15% ถึง +15%

มาดูตารางนี้ 

สิ่งที่เราอยากได้คือผลตอบแทนรวมๆประมาณ 5% ของพอร์ต หรือ 6,000 บาท การลงทุนหุ้นอย่างเดียวมันมีโอกาสขาดทุนสูงกว่าแต่มันก็มีโอกาสกำไรเยอะกว่าก็ได้ แต่พอเราแบ่งเงินครึ่งหนึ่งมาที่ตลาดเงิน มันจะลดความเสี่ยงของพอร์ต ไม่ทำให้ขาดทุนเท่าลงหุ้นอย่างเดียวแต่ถ้าได้ผลกำไรมันก็ไม่ได้เท่าลงหุ้นอย่างเดียว

เห็นไหม ความคลาดเคลื่อนจะน้อยลง

 

ข้อสังเกต

อย่างไรก็ตาม กรณีที่เราแบ่งเงินลงหุ้น 50% ตลาดเงิน 50% เมื่อเราคาดหวังผลตอบแทนรวม 5% ของพอร์ต นั่นแปลว่า นั่นหมายความว่าผลตอบแทนจากส่วนการลงทุนในหุ้นต้องอยู่ที่ที่ 9% นะครับ ตัวเลขนี้ก็ไม่น้อยทีเดียว แน่นอนว่าจะทำให้ได้เท่าตัวเลขเดิม มันต้องช่วงตลาดดีๆเลย

จากข้อสังเกต พอเราลดความเสี่ยง ความผันผวนของพอร์ตลด อัตราผลตอบแทนของพอร์ตเมื่อคาดหวังว่าหุ้นจะได้ผลตอบแทนเท่าเดิมก็ต้องลดลงเป็นธรรมดา เพราะเรามีการสร้างสมดุลพอร์ตด้วนทรัพย์สินอื่น

แต่ๆๆๆ!! เป้าหมายการลงทุน อย่าไปดูที่ผลตอบแทนอย่างเดียว เพราะความสำคัญอีกด้านหนึ่งที่สำคัญมากก็คือ “ความเสี่ยงที่เรารับได้” นะครับ

จัดพอร์ตแล้วความเสี่ยงต่ำลง แต่อยากได้ตัวเงินให้มันงอกเยอะขึ้น มันยังมีหลักกลไล 3 พลังอยู่ เราไปเพิ่มเงินต้นหรือระยะเวลาให้เงินทำงานเพิ่มก็ได้ถูกป่ะ?

อันนี้เป็นตัวอย่างเฉยๆนะครับให้เห็นว่า การจัดพอร์ตมันจะลดความเสี่ยงและความผันผวนยังไง จริงๆแล้วการจัดพอร์ตที่ Advance กว่านี้ มันอาจจะลงหลากหลายทรัพย์สินและกระจายความเสี่ยงมาก และทรัพย์สินที่ลงทุนไปนั้นอาจจะชดเชยผลตอบแทนกันในเวลาได้

การลดความผัวผวนของพอร์ต จริงๆมีอีกหลายวิธีนะครับ แต่สำหรับมือใหม่การจัดพอร์ตกระจายความเสี่ยงก็จะเป็นหนึ่งในวิธีที่ง่ายที่สุด ลองนำไปประยุกต์ใช้นะครับ