หน้าแรก Educate แม้พระเจ้ามาลงทุนเอง ก็สู้ DCA ไม่ได้นะเธอ

แม้พระเจ้ามาลงทุนเอง ก็สู้ DCA ไม่ได้นะเธอ

4717
0

บทความที่ผมเขียนอยู่นี้อ้างอิงจากเนื้อหาในบทความ Even God Couldn’t Beat Dollar-Cost Averaging โดย Nick Maggiulli นะครับ

ผมเชื่อว่าข้อถกเถียงของนักลงทุนในการลงทุนในหุ้นนั้นมีหลากหลายมาก และหนึ่งเรื่องที่พูดคุยกันมายาวนานมากก็คือ เราควรจะทยอยซื้อแบบ DCA หรือ รอให้หุ้นมันตกเยอะๆก่อนแล้วค่อยซื้อแบบ Market Timing ดีกว่ากัน?

ในบทความที่ผมอ้างอิงอยู่นั้นเขาก็เลยมาลองจำลองวิธีการซื้อทั้ง 2 รูปแบบกัน โดยตั้งคำถามถึงลงทุนระยะยาวทั้ง 2 แบบตั้งแต่ปี 1920 – 1979 ในตลาดอเมริกาเทียบกันระหว่าง

  • Dollar Cost Average (DCA) ไปเรื่อยๆ เดือนละ $100 (ปรับตัวเลขตามเงินเฟ้อ)
  • เก็บเดือนละ $100 (ปรับตัวเลขตามเงินเฟ้อ) แล้วลงในจุดต่ำสุดจาก All Time High ประหนึ่งว่าหยั่งรู้แบบพระเจ้าที่รู้ว่าตรงไหนต่ำสุดในเวลานั้นๆ

ซึ่งคนส่วนใหญ่จะมองว่าการซื้อในช่วงเวลาที่หุ้นลงต่ำสุดนั้นจะไม่แพ้ใคร แต่ถ้าเทียบกับการซื้อแบบ DCA ในระยะยาวแล้ว จะมีประสิทธิภาพมากกว่า การจำลองก็มีหลายช่วงเวลานะครับมีถึงปี 2018 ด้วย

กราฟนี้คือตลาด S&P ที่กำหนดจุดสีเขียวๆไว้ว่าคือ All Time High ตั้งแต่ปี 1995 – 2018

ส่วนกราฟนี้จะมีการ Mark จุดสีแดงที่เป็นจุดต่ำสุดหลังจาก High เกิดขึ้นนะครับ จากรูปจะเห็็ได้ว่าหลังจากช่วงปี 2000 จะมีการสะสมเงินมาตลอดและมาซื้อที่จุดแบบ Super Dip ในช่วงปี 2009 (แทบเรียกได้ว่าสะสมก้อนใหญ่มาซื้อเลยทีเดียว) นอกนั้นก็จะเป็นการซื้อ Market Timing หลังจากการเกิด เกิด High ในช่วงเวลานั้นๆ

อย่างที่บอกนะครับว่าสัดส่วนของเงินลงทุนในช่วงปี 2009 จะสูงมากเพราะกำหนดกลยุทธ์หยั่งรู้แบบพระเจ้า สีเขียวๆคือจำนวนเงินที่ใช้ซื้อหุ้นนะครับ และพอต่อมาหุ้นราคาขึ้น การซื้อจะมีอัตราการซื้อที่ต่ำลง พอมองดูวิธีการแบบนี้ ดี๊ดี เนอะ รู้ว่าหุ้นจะลง เก็บเงินก้อนซื้อแม่มเลย

แต่ถ้าเราสังเกตดีๆนะหลังจากปี 2009 แล้ว ราคาหุ้นมันไม่มีจุดซื้อที่ต่ำแบบที่ผ่านมาอีกเลย เงินที่เราซื้อครั้งต่อๆไปนั้นก็เป็นการสะสมตั้งแต่จุดนั้นไปซื้ออีกทีตอนที่กราฟราคาแพงขึ้น (ช่วงปี 2013) จะซื้อก้อนใหญ่อีกที โดยไม่มีการเก็บหุ้นระหว่างทาง

พอนำวิธีการทั้ง 2 ประเภทมาเทียบกัน การซื้อแบบพระเจ้าที่จุดต่ำสุดนั้น ราคาต้นทุนที่ได้มาในท้ายสุดจะแพ้การลงทุนแบบ DCA นะครับ ถ้าใครมีประสบการณ์ลงทุนแบบ DCA มาก่อนแล้วจะพอคิดตามได้ เพราะแม้เราจะสะสมเงินไปซื้อเยอะๆในช่วงราคาต่ำก็จริง แต่พอมันปรับตัวราคาสูงเราไม่ได้ซื้อเฉลี่ยเอาไว้ ก็ต้องหอบเงินก้อนไปซื้อช่วงที่ราคาปรับขึ้นไปแล้ว (แม้จะเกิด Market Timing ในช่วงนั้นๆก็ตาม) ผลการการทดลองมันเลยบอกได้ว่าในระยะยาว พระเจ้าก็แพ้ DCA ได้

กราฟสีดำนี้จะแสดงให้เห็นว่าเงินแต่ละก้อนที่ลงทุนไปในแต่ละช่วงระยะเวลาจะเติบโตเท่าไหร่นะครับ เช่นเราลงทุน $100 ในปี 1995 มันจะโตเกิน $500 ในปี 2018 ถ้าเราซื้อแบบ DCA แต่ละก้อนที่ลงทุนไปมันก็จะได้ผลตอบแทนในกราฟเลย

แต่ถ้าลงในช่วง Dip หรือ Market Timing ดีๆ ก็จะเป็นไปตามจุดสีแดงๆนะครับ จะเห็นได้ว่า ส่วนที่สร้างการเติบโตได้เยอะๆจะอยู่ในช่วงปีแรกๆ ที่ใช้เวลาเป็นตัวเติบโต และ ในช่วงปี 2009 ที่ใช้จังหว่ะในการสร้างการเติบโต ส่วนปีหลังๆที่เงินมากองกันก็ต้องใช้เวลาให้มันเติบโตก่อนนะครับ

กราฟนี้จะแสดงให้เห็นระยะเวลาที่ยาวขึ้นตั้งแต่ปี 1928 นะครับ จะเห็นได้ว่าจะมีช่วงปี 1932 เท่านั้นที่เราจะเจอ โครตมหาหุ้นตกให้เราลงทุนได้เยอะๆแค่ไม้เดียว คุ้มนะ ลง $100 ได้ $4,000++ (ถ้าเรากล้าลงนะ อันนี้พระเจ้าหยั่งรู้เลยลงได้) แต่หลังจากนั้นการเกิด Market Timing ต่อๆไปก็สร้างผลตอบแทนที่น้อยลงละครับ ในขณะที่ DCA ยังลงทุกไม้จึงเห็นผลตอบแทน DCA ที่แท่งดำๆอื่นด้วยโดยไม่ต้องรอหุ้นตกอีกครั้ง

จากข้อสรุปของบทความที่เขาศึกษามาก็คือ ท้ายสุดแล้วการซื้อตอนหุ้นตกมันจะได้ผลดีแค่ช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น กราฟนี้เขาเอาพอร์ตพระเจ้ากับพอร์ต DCA มาเปรียบเทียบประสิทธิภาพกันครับจะพบว่าช่วงแรกๆเนี่ยการซื้อแบบจับจังหว่ะมันดี มันมี Big Dip ขนาดใหญ่เลยได้เปรียบ แต่พอระยะยาวแล้วกว่า 70% ของเวลาใน 40 ปีนั้นจะแพ้ DCA ได้

ลองคิดดูเล่นๆว่าถ้าเรามาลงทุนแบบพระเจ้าแต่ถ้าช่วงระยะเวลาที่ลงทุนไม่มีจังหวะแบบ Market Timing เลย อันนี้ยังทำให้ประสิทธิภาพแย่ลงกว่าเดิมได้ครับ

นี่ก็เป็นกรณีศึกษาที่เขาลองทำข้อมูลกันมานะครับ คิดว่าเพื่อนๆคงจะเห็นภาพกันมากขึ้นและมั่นใจกับการลงทุนระยะยาวด้วย DCA ได้ครับ

Source : https://ofdollarsanddata.com/even-god-couldnt-beat-dollar-cost-averaging/

ติดตามพี่ได้ที่ช่องทางอื่นๆได้จ้า
IG: bit.ly/2GmYTqV
Twitter: bit.ly/2GltrcE
Line@:  bit.ly/2t75cY0
Youtube: bit.ly/2BkGp7f

พื้นที่โฆษณา
สนใจบัตรเครดิต CitiBank สมัครได้ที่ bit.ly/2Gd3BZl