หน้าแรก บล็อก

วิธีสร้าง Passive income ในโลก Crypto (ทำได้ด้วยตัวเอง)

0

มีคนถามมาเยอะว่า เมื่อเรามีเหรียญ Crypto ในกระเป๋าของเราเพื่อนำไปซื้อขายทำกำไรในตลาดแล้ว เราจะสามารถเพิ่มผลตอบแทนจากเหรียญด้วยวิธีอื่นได้ไหม? คือตอบก็คือสามารถทำได้ครับ อ่า วันนี้จะพามาดูว่ามันทำยังไง

ซึ่งในตอนนี้ผมก็จะเอาตัวเวปไซต์ของ Binance มาให้ดูว่าทำอย่างไร แต่อย่างไรก็ตามเวปไซต์นี้เป็นเวปไซต์ซื้อขายคริปโตในต่างประเทศ ทาง กลต. ไทยไม่ได้รับรองนะครับ

 

 

สิ่งที่เราจะต้องเตรียมก็คือ

  1. ต้องมี Account ของ Binance สมัครได้ที่นี่ครับ > สมัคร
  2. มีเหรียญที่สามารถนำมาวางไว้เพื่อสร้าง Passive income ได้ ซึ่งเราอาจจะโอนมาจาก Exchange หรือ Broker ของไทยนะครับ เช่น โอนจาก Bitazza มา Binance ก็ได้ แต่การโอนทุกครั้งมีค่าธรรมเนียมนะครับ

เมื่อเราพร้อมแล้วให้มาที่ Savings ตามภาพนะครับ มันจะเข้าไปสู่เมนูของการฝากเหรียญเอาไว้ เราก็เลือกดูเลยครับว่าเราสนใจเหรียญไหน

เมื่อเราเข้ามาแล้วจะเห็นได้ว่า มันจะมีเหรียญต่างๆที่เราสามารถใช้บริการได้เยอะมาก แต่ละตัวจะให้อัตราผลตอบแทนจากการนำเงินไปวางไว้แตกต่างกัน อันนี้เป็นตัวอย่างของสินค้าประเภท Flexible (ฝาก-ถอนเมื่อไหร่ก็ได้) เช่น

  • BTC 1.20% (Annual yield)
  • BUSD 6.00%  (Annual yield)
  • USDT 6.00%   (Annual yield)

แต่อัตราที่แจ้งมาในเวปนั้นสามารถเปลี่ยนแปลงได้นะครับ ไม่ใช่คงที่ถาวร

หากเราสนใจตัวไหนก็เอาไปวางไว้ได้ครับ โดยทั่วไปแล้ว เราสามารถนำเงินไปวางไว้ ขั้นต่ำ 1 เหรียญ ยกเว้นเหรียญดังกล่าวมีมูลค่าเยอะมาก ก็จะถูกถอนขั้นต่ำลงมาได้ครับ ข้อดีของการเอาเงินมาวางพักไว้ที่นี่คือ

  • ได้ผลตอบแทนเพิ่ม เมื่อเทียบกับวางเหรียญไว้ในกระเป๋าเฉยๆ
  • ถ้าคิดว่าจะต้องดอยยาว ก็เอามาพักใจได้ผลตอบแทนก่อนก็ได้

ผลตอบแทนที่ได้เขาจะให้ทุกวันๆนะครับ ระบบจะนำมาใส่ให้ในกระเป๋า Spot เราสามารถตั้ง Subscribe เอาไว้ได้เพื่อให้ระบบนำผลตอบแทนที่ได้มากลับไปฝากเอาไว้เพิ่ม

นอกจากนี้มันยังไม่แบบ Locked ด้วย คือ ล็อกเอาไว้ตามจำนวนวันที่กำหนด เช่น ต้องล็อกไว้ 7 วัน 14 วัน 30 วัน 90 วัน ซึ่งผลตอบแทนจะสูงกว่า

 

บางเหรียญก็มีการให้ผลตอบแทนที่ไม่เหมือนใครนะครับ เขาอาจะแถม Airdrop หรือเป็นเหรียญอื่นๆ ให้เรามาสะสมได้อีกด้วย ตรงนี้ก็ลองพิจารณาศึกษาดูข้อมูลเหรียญและปัจจัยต่างๆนะครับ

แน่นอนว่า การนำเหรียญไปวางไว้ไม่ใช่การฝากเงิน ผมมองว่ามันเป็นการลงทุนในอีกรูปแบบหนึ่งที่มีความเสี่ยงเพราะหลายๆเหรียญนั้นราคาขึ้นลงได้ และหากเราซื้อมาแพง เช่น ได้ผลตอบแทนมา 3% แต่ขาดทุนจากมูลค่าที่ลดลง 10% ก็ทำให้เราขาดทุนในการลงทุนก็ได้ครับ

ลองศึกษาก่อนนะครับ การลงทุนมีความเสี่ยงจ้า

Binance https://bit.ly/3qjkSn3

Bitazza https://bit.ly/3pgchttps://bit.ly/3qjkSn3zbe

Bitazza ความท้าทายระดับโลกกับแผนการเชื่อมโลกเก่าและโลกใหม่

0

พอดีมีข่าวออกมาว่าพูดถึงความร่วมมือระหว่าง LIGHTNET VELO และ Bitazza ผมค่อนข้างสนใจประเด็นนี้มากเพราะน่าจะทำให้เกิดความท้าทายในการพัฒนาอุตสาหกรรม Digital และ Cryptocurrency เลยมาลองขยายความซักนิดนะครับ

[บทความนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผมเท่านั้นนะครับ]

ในข่าวที่ผมอ่านมาพบว่า Lightnet ได้มีการลงทุนใน Bitazza 6 ล้านเหรียญสหรัฐ (ถ้าคิดเป็นเงินไทย x30 บาท ก็ตกประมาณ 180 ล้านบาท) Move ครั้งนี้เป็นอย่างไร ผมว่าต้องมาดู Background ของแต่ละ Stakeholder กันนะครับ ซึ่งหลายคนอาจจะรู้จัก Bitazza อยู่แล้วว่าเป็นโบรกเกอร์และเป็น Platform ในการซื้อขาย Cryptocurrency ชื่อดังของประเทศไทย

ในส่วน Lightnet นั้น ถ้าไปอ่านข่าวจะพบว่าในช่วงต้นปี 2020 ที่ผ่านมา บริษัทมรการระดมทุนไปกว่า 1,000 ล้านบาท โดยมีผู้ถือหุ้นที่น่าสนใจคือ กลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ที่ทำร้านค้าปลีกอย่าง 7-11 ในประเทศญี่ปุ่น และร้านสะดวกซื้อ 692,000 แห่งทั่วโลกและกลุ่มเจ้าของ 7-11 กับ Starbucks ในไต้หวัน จีน ฟิลิปสินส์ และไปถึงบริษัทการเงินและการลงทุนต่างๆ 

โดยบริษัท Lightnet ทำ Blockchain ใน Stellar network โดย Focus ในเรื่อง Cross border Remittance หรือการโอนเงินต่างประเทศกับกลุ่มแรงงานข้ามชาติที่ไม่มีบัญชีเงินฝากในเอเชีย

คือต้องเข้าใจก่อนนะครับว่าเวลาที่แรงงานต่างชาติเข้าไปทำงานในประเทศต่างๆ เช่น คนพม่ามาอยู่ไทย คนอินโดนีเซียไปอยู่สิงคโปร์ บางทีเขาเปิดบัญชีธนาคารไม่ได้ด้วยเหตุผลหลายๆประการ เช่น กฎหมายไม่อนุญาตให้แรงงานผิดกฎหมายเปิดบัญชี

นเหล่านี้เวลาจะส่งเงินไปที่บ้าน ก็ต้องไปหาบริษัทโอนเงินไปปลายทางแล้วให้ที่บ้านไปรับเงิน หรือถ้าใครเคยได้ฟังเรื่องราวของคนจีนที่มาอยู่เมืองไทยสมัยก่อนก็จะฝากพวกโพยก้วนส่งเงินกลับไปที่บ้านแทน การเงินพวกนี้เป็นพื้นฐานมากยาวนานมาก ตั้งแต่ในศตวรรตที่ 8 มีการใช้ระบบการโอนเงินที่เรียกว่า Hawala system โดยใช้ระหว่าง อินเดีย เปอร์เซียในเส้นทางสายไหมด้วยครับ 

จริงๆ Project แนวๆนี้ผมเคยไปช่วยงานบริษัทหนึ่งทำอยู่ในช่วงปี 2016 ตอนนั้นตื่นเต้นมากแต่ด้วยความเข้าใจและกฎหมายที่ยังไม่อำนวยต่อเทคโนโลยี Cryptocurrency เท่าปัจจุบันผมเลยลาออกมาก่อน แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะมีความเป็นไปได้เยอะมาก โจทย์ก็คือ ถ้าเราสามารถเพิ่มทางเลือกให้แรงงานต่างด้าว โอนเงินแล้วไป Cash เงินได้ในปลายทางด้วยค่าธรรมเนียมต่ำกว่าธนาคาร (ไม่ต้องผ่าน Swift) ปลอดภัยกว่าโพยก้วนคงน่าสนใจไม่ใช่น้อยเลยใช่ไหมครับ

ผมว่าพวก Facility อะไรแนวนี้มันทำได้หลายแบบแล้วในปัจจุบันคือ

  1. โอนไปแล้วแลกกับพวกสถาบันการเงิน (Moneygram หรือ Western Union) หรือ ร้านสะดวกซื้อที่ปลายทางเป็นเงินสด แบบนี้ ผมเคยมองไว้กับ project ที่เคยไปช่วยตั้งแต่ 2016 โน้น ตอนนั้นผมคิดว่ามันยากมาก แต่พอมาดูเครือข่ายของร้านค้าปลีกของทาง Lightnet ผมว่ามันมีความเป็นไปได้ใน project แนวๆนี้
    2. โอนอยู่ในเครือข่าย app นั่นล่ะ แล้วเอาเงินออกจาก Broker หรือ Exchange ปลายทาง ผมว่าอันนี้ก็น่าสนใจ ผมจินตนาการเล่นๆว่า ถ้า Bitazza ไปมีสาขาในประเทศอื่นๆได้ มีใบอนุญาตที่ถูกต้อง มันก็จะเกิดรูปแบบการโอนเงินข้ามประเทศได้เช่นกัน ก็จะเป็นระบบแบบ CeFi ที่เป็น Gateway โดย Bitazza จะเป็นตัวกลางเชื่อมระหว่างผู้บริโภคและธนาคารในประเทศนั้นๆเพื่อเปลี่ยนเงินสดมาเป็น Crypto เข้าสู่เครือข่าย Platform ที่วางเอาไว้

ผมเลยคิดว่า Project นี้มันน่า ถ้าไม่ติดเรื่องใบอนุญาติในประเทศต่างๆ มันทำได้อยู่แล้ว ซึ่งมันจะมาตอบโจทย์ Lightnet ด้วย และผมเองก็อยากให้เอาเทคโนโลยีมาช่วยคนที่เข้าไม่ถึงระบบธนาคารซักที อย่างน้อยมันช่วยแรงงานต่างด้าวให้เข้าถึงโอกาสต่างๆได้มากขึ้น ปลอดภัย ค่าธรรมเนียมถูก สร้างคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นกับคนหลายล้านคนทั่วเอเชียนี้ได้เลย

จากข่าวจะเห็นได้ว่า Bitazza และ Lightnet ได้รับใบอนุญาติ MPI ในสิงคโปร์ และ EMI ในกลุ่ม EU แล้ว แปลว่าต่อไปถ้าเราจะโอนเงินจากไปยุโรป มันก็ทำได้ผ่านระบบ Blockchain และ Cash เงินออกได้ตามกฎหมาย น่าจินตนาการมากเหมือนกันว่า วันหนึ่งเราอาจจะสามารถเดินขึ้นเครืองบินโดยไม่ต้องแลกเงินจากธนาคารในเมืองไทย แต่เอา Crypto (เช่น USDT) ไปแลกเงินที่ประเทศปลายทางเลยก็ได้ แลกที่ร้านสะดวกซื้อ

ในส่วนของ Velo Digital credit และทำ Reserve system ที่จะเอาเหรียญไปทำธุรกรรมต่างๆได้ เช่น ปล่อยกู้ โอนเงิน ผมเข้าใจว่าต่อไปมันอาจจะใช้เป็นตัวกลางในการทำธุรกรรมที่มากขึ้นในเครือข่ายนี้ คงช่วยแก้ปัญหาได้มากมายในอนาคต 

จากที่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2021 ที่ผ่านมา หลายคนอาจจะกังวลเกี่ยวกับมาตรการของ กลต. ที่จะกำหนดคุณสมบัติของนักลงทุน Cryptocurrency ผมคิดว่าในส่วนของธุรกรรมในลักษณะนี้ไม่น่าจะเข้าข่ายอะไรและคิดว่า กลต. น่าจะสนับสนุน (ผมเชื่ออย่างนั้น) อย่างน้อยในวันที่มีการแถลงข่าวและถกประเด็น ในเวลาทีของ กลต. เองก็พูดว่า Stablecoin นั้นจะไม่ถูกกำหนดคุณสมบัติของนักลงทุน และผมเชื่อว่าการโอนเงินมันไม่ต้องการความผันผวนอยู่แล้ว โอน Stablecoin หรือ พวกธุรกรรม Reserve fixed value ทั้งหลายน่าจะใช้กันเป็นหลัก

 

ก้าวต่อไปของ Bitazza

ผมเองก็ค่อนข้างเชียร์โบรกเกอร์เจ้านี้นะเพราะวิสัยทัศน์ดีมาก ปัจจุบันเราเห็นว่า Platform นี้มีเฉพาะในส่วนของการซื้อขาย Cryptocurrency แต่เขาก็คลอด Project อื่นๆขึ้นมาเรื่อยๆ เช่น การเป็นตัวกลางในการรับชำระเงินให้กับห้างร้านต่างๆ (อ่านเพิ่ม สุดล้ำ ทำได้แล้วในไทย โอน Bitcoin ชำระค่าบริการกับร้านค้า)

และคิดว่าต่อไปถ้า Bitazza ทำในเรื่อง Investment ด้วย เช่น ทำ Staking, LP เชื่อมกับ DeFi ได้ด้วย ผมว่าบริษัทนี้จะกลายเป็นหนึ่งใน Core infranstructure ที่สำคัญเลยทีเดียว เพราะสามารถเชื่อมโลก Digital กับโลก Traditional ได้

จุดนึงที่ผมเห็นว่า Bitazza มีมากกว่า Broker/Exchange อื่นๆ ถ้า Go international คือ เขาไม่ต้องพึ่งระบบ P2P อย่างเดียวก็ได้ ก็เชื่อมกับ Retail shop หรือ เครือข่ายต่างๆในการ Cash เงินออก และเชื่อมกับธนาคารที่มี License ประเทศนั้นๆเลยก็ได้ ตรงนี้ผมว่าจะทำให้ BTZ มันมี Advantage ต่อตลาดมากกว่า เจ้าใหญ่ๆอีกหลายๆเจ้า (บางเจ้าต้อง P2P เท่านั้นนะ)

ว่าไปก็เก็บเหรียญ BTZ ต่อก่อนนะครับ เผื่อวันนึงมันมี Bittaza Smart Chain กับเข้าบ้าง 555 (มโนไปก่อน) 

เหรียญยังไม่ได้ List แต่อย่าพึ่ง List เลย ขอเก็บอีกหน่อยเหอะ เราบอกพวกเธอแล้วให้สมัคร Bitazza เราว่ามันเป็นเจ้าที่จะ Go Global ได้ สมัครเลยค่ะ https://bit.ly/3pgczbe

 

 

 

 

ก่อนออมคอยน์ ต้องรู้จักคอยน์ก่อน ว่าคอยน์ไหนทำอะไร

0

หลายคนอาจจะตั้งคำถามว่า การที่เราจะลงทุนซื้อคอยน์เนี่ยเราจะเริ่มต้นจากตรงไหนดี? เพราะมันมีเยอะมาให้เราเลือก แล้วแต่ละอย่างมันเป็นคอยน์แบบไหน มันเอาไปทำอะไร บทความนี้ก็จะเล่าให้ฟังนะครับว่าตัว Crypto ดังๆที่เราเคยได้ยินกันมันเป็นอย่างไร ถ้าเราลองแบ่งประเภทกันมันจะมีดังนี้นะครับ

  1. Decentralized exchange (DEX)

กลุ่มนี้เป็นกลุ่มของตลาดแลกเปลี่ยน cryptocurrency เป็นแบบ p2p ไม่ต้องมีตัวกลาง ไม่ต้องมีตลาด ไม่ต้องมีโบรกเกอร์อะไรพวกนี้ แต่ใช้ Blockchain ในการทำธุรกรรม คนมาใช้ช่องทางนี้ List เหรียญกันเยอะขึ้น ไม่ต้องมี KYC ใดๆ คนมาแลกเปลี่ยนกันเยอะ เหรียญที่รู้จักกันก็มี $UNI $SUSHI นะครับ

  1. Stablecoin

หลายคนคุ้นเคยกันดีเพราะเป็นกลุ่มเหรียญที่ไม่ผันผวน เพราะตรึงเอาไว้กับค่าเงิน USD เช่น $USDT $USDC $BUSD $DAI ซึ่งการตรึงค่าเงินมันก็มีทั้งในรูปแบบเอาเงินทรัพย์สินไปค้ำไว้ กับ การเอากลไกลของ Money supply ทำให้ค่าเงินไม่ผันผวน เรียกว่า (Seigniorage) พวกนี้ผมว่ามันสามารถเอามาใช้เหมือนเงิน USD ได้ในอนาคตเพราะราคาค่อนข้างนิ่งในตัวเอง

  1. Synthetic asset

ทรัพย์สินประเภทนี้จะเป็นการลงทุนแบบไม่ได้ถือ Asset นั้นๆก็ได้ เช่นในโลก Traditional เราอาจจะซื้อ Futures Options แทนการซื้อหุ้น พอเป็นโลก DeFi มันก็มีการลงทุนแบบนี้ได้ เช่น ไปซื้อทรัพย์สินที่อ้างอิงหุ้น น้ำมัน ผ่านการลงทุนในระบบ Blockchain ตรงนี้เราไม่ต้องผ่านตัวกลางอย่างตลาดซื้อขายก็ได้ ตัวอย่างของ เช่น $SNX

  1. Oracle

ตัวนี้มันจะเป็น Data ที่เขาจะ Link จากภายนอกสู่ Blockchain เช่น การดึงข้อมูลราคาทรัพย์สินต่างๆในการลงทุน ข้อมูลสัญญาอย่างประกัน การส่งสินค้า พอใส่ข้อมูลลงไปแล้วทุกอย่างตรงตามเงื่อนไข ธุรกรรมก็จะเกิด เช่น ส่งชองปุ๊ป กดรับปั๊ป ตัว Blockchain ปล่อยเงินให้คนขายเลย ข้อมูลภายนอกที่ใส่เข้าไปมันจะมาจากธุรกิจพวกนี้ ทำให่เงื่อนไขต่างๆในระบบมันทำงานได้ เช่น $Link $Band

  1. Aggregator

กลุ่มนี้จะเป็นตัวรวบรวมตังของนักลงทุน คล้ายๆธนาคาร กองทุน หรือ เฮ็จฟันด์ พวกนี้ก็จะเอาเงินนักลงทุนไปรวมกันเพื่อหาผลตอบแทน เช่น การเอาไปปล่อยกู้ เช่น $ALPHA $YFI ผมว่าต่อไปน่าจะมีอะไรอีกหลายอย่างที่เหมือนโลก Traditional อีกนะครับ

  1. Insurance

สุดท้ายก็เป็นเรื่องของประกันนะครับ เช่นการทำ Risk and Claim อย่างเช่น $wNEM ที่รับประกัน Bug และป้องกันความเสี่ยงและความเสี่ยหายจากการโจรกรรมของ Centralized Exchange ต่อไปเราอาจจะเห็นตลาดประกันมากขึ้นในแวดวงของ Crypto ก็ได้นะครับ

ก็ลองดูนะครับว่าเราสนใจ coin ประเภทไหน ก็ลองไปศึกษาต่อกันดู อย่าลืมว่าทุกอย่างมีความเสี่ยงและต้องศึกษาเรื่องความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนเสมอนะครับ

 

บทความนี้สรุปจากที่เคยคุยและอ่านบทสัมภาษณ์จาก CEO ของ Bitazza นะครับ

เหรียญพวกนี้มีใน Bitazza นะจ้า เปิดบัญชีที่ https://bit.ly/3pgczbe

 

ผลตอบแทนสูง 10%++ APY เริ่มจากการโอนคอยน์ให้เป็น

0

สวัสดีแฟนเพจพี่ต้าร์และนักออมคอยน์ทุกคน เชื่อว่าทุกคนที่ติดตามแฟนเพจนี้ก็คงมีบัญชีซื้อขาย Cryptocurrency กันแล้ว ซึ่งปกติพี่จะแนะนำ Bitazza ซึ่งเป็นโบรกเกอร์ที่ได้รับ License จาก กลต. ของประเทศไทย

ที่นี้ถ้าเราสังเกตก็คือในประเทศไทยยังค่อยข้างจำกัดในเรื่องของตลาด Crypto อยู่ ที่ทำกันอย่างมากก็คือ การซื้อขาย ซื้อคอยน์มาถูก ขายคอยน์ไปแพง กำไรบ้าง ดอยบ้าง ซึ่งผมเชื่อว่าในอนาคตตลาดในบ้านเราจะพัฒนาไปมากกว่านี้แหละ และอย่าไปว่าทาง กลต. หรือ Regulator เลย เขาก็เป็นห่วงคนไทย ตลาดนี้ความเสี่ยงสูงมาก การอนุญาตและออกกฎระเบียบก็อาจจะช้าหน่อย

หลายคนก็เลยศึกษาเรื่อง Crypto ไปเรื่อยๆก็จะเห็นได้ว่า ถ้าไปลงทุนในธุรกิจ Crypto ต่างประเทศ เช่น พวก CeFi (Centralize Finance) หรือ โผล่ไปในโลกของ DeFi (Decentralize Finance) ผลตอบแทนต่างๆมันช่างน่าสนใจมาก เพราะเราอาจจะเห็นผลตอบแทนมากกว่าเงินฝากบ้านเรา มันทำได้แบบ 10% ก็มี เป็น 100% หรือไปถึง 300%-400% APY ก็มี

แต่… ขอ Disclaimer ไว้นิดนะครับว่า การที่เราโอน Crypto ไปลงทุนที่อื่นนั้นมีความเสี่ยงสูงนะครับและอาจจะไปเจอการหลอกลวงหรือ Scam ได้ และทาง กลต. ไทยจะไม่ได้ดูแลเรานะครับ ตรงนี้เป็นความเสี่ยงของผู้ลงทุนแต่ละคนนะครับ

อันนี้เป็นตัวอย่างที่ผมลองเอาเงินไปลงทุนใน Lending Platform (ให้กู้ยืม) ใน Celsius Network นะครับ เอาคอยน์โอนไปฝากไว้แล้วเขาเอาไปปล่อยกู้ กำไรก็เอามาแบ่งกับเรา ถ้าเทียบกับระบบ Traditional ก็เหมือนเราเข้าไปร่วมกิจการธนาคารกับเขานะครับ แต่มันไม่ใช่ธนาคาร ล่าสุดที่เข้าไปดูคือ 12.50% APY

อีกตัวอย่างหนึ่ง อันนี้เป็น DeFi นะครับ ซึ่งเราจะต้องมีดังนี้

  1. กระเป๋าตังของเราก่อน เป็นกระเป๋าตัง Crypto ส่วนตัว ซึ่งถ้าจำรหัสเข้าไม่ได้ก็คือตังหายไปเลยนะ มันเป็น Decentralize ไปขอ username password ใครก็ไม่ได้ ผมมักจะแนะนำสมัครแล้วจดบันทึกในกระดาษแล้วซ่อนไว้ อย่าให้ใครเจอ ไม่งั้นเขาโอนเงินเข้าไปเอาได้ (ห้ามถ่ายรูป) เช่นใน Metamask Trustwallet
  2. Account ของ Binance เราจะโอนจากเวปนี้เข้าไปยัง Wallet ส่วนตัวของเราเพื่อไปทำ Staking เป็นการลงทุนในลักษณะเอาเงินไปรวมกันเพื่อมีโอกาสได้ยืนยัน Order ใน Blockchain แล้วได้ Reward มาแบ่งกันครับ

ภาพข้างล่างนี้เป็นตัวอย่างของการผลตอบแทน Staking ของ Venus ที่ผมลองเอาเงินไปใส่นะครับ (อย่างที่บอกนะครับ มีความเสี่ยงสูงและไม่ได้มีใครรับรองนะครับ เราอาจจะเสียตังไปหมดเลยก็ได้) ผลตอบแทนนั้นอยู่ที่ 60-70% APY ครับ

เอาหล่ะ ก่อนที่เราจะไปถึงจุดที่เอาเงิน Crypto เราโอนไปมา เรามารู้วิธีการโอนกันก่อนนะครับ เวลาที่เราโอนเงินผ่านธนาคารนั้น เราก็จะเปิด App ธนาคารแล้วใส่หมายเลขบัญชี เลือกธนาคาร ใส่เงินแล้วโอนไปใช่ไหมครับ

ระบบของ Crypto ก็คล้ายๆกัน เราจะต้องมีกระเป๋าตังก่อน ซึ่งหากเพื่อนๆเปิดบัญชีใน Bitazza แล้ว นั่นหมายความว่าเราก็มีกระเป๋าตัง (ที่ดูแลโดย Bitazza) แล้วก็ต้องไปเอาที่อยู่ในอีกกระเป๋าหนึ่งก่อน แล้วค่อยทำการโอนไปนะครับ

อันนี้เป็นตัวอย่างในการโอนเงินจาก Bitazza ไป Binance นะครับ วิธีการก็คือเราจะต้องเอาที่อยู่ของกระเป๋าตังเราใน Binance ก่อน

ขั้นตอนคือ

  1. เอาที่อยู่ที่จะฝากเข้าไปที่ Binance
  2. ไปเอาเงินจาก Bitazza ส่งฝากเข้าไป

วิธีเอาที่อยู่ก็ไปที่ wallet นะครับ แล้วก็ต้องไป Deposit (ฝาก)

พอเราเข้าไปปุ๊ป จะเจอที่อยู่กระเป๋าตัง มันจะขึ้นตัว QR และ อยู่ มันจะเป็นตัวอักษร 8xdk38r5js2348igb อะไรพวกนี้ นี่คือที่อยู่ของกระเป๋าตังเรานั่นเอง สามารถ Copy Address หรือ โหลด QR Code ได้เลย ส่วนช่องทางต้องเลือกให้ถูกนะครับว่าผ่านทางไหน เช่น ERC20 BEP2 BEPSC ตรงนี้ปรึกษากับทางผู้ดูแลลูกค้าได้นะครับ แต่ละครั้งที่ทำธุรกรรมต้องเช็คก่อนเสมอ อย่าทำผิดนะครับ

ทีนี้เราจะโอนเงินจาก Bitazza เราก็ต้องไปส่งคำสั่งส่งก่อนนะ โดยเราต้องไปบอกที่ Bitazza ก่อนว่าเราจะส่งเงินไปที่ไหน ก็กรอกที่อยู่ลงไป เขาก็จะคิดค่าธรรมเนียมในการโอน เราก็กดส่งไป

โดยเริ่มต้นที่เราต้องมาที่เหรียญที่เราจะส่ง ต้องเป็นเหรียญแบบเดียวกันนะครับ เช่น USDC ไป USDC สังเกตดูนะครับ ของ Bitazza จะมีวงเล็บไว้ว่า ERC20 แสดงว่าโอนผ่านระบบนี้ อย่าเลือกปลายทางที่ Binance ผิดนะครับ ไปคลิ๊กส่งข้างล่าง เลือกส่งบุคคบภายนอก

เราก็กดโอนไปให้ผู้อื่นนอก Bitazza แล้วกรอกที่อยู่ไป ที่เป็นเลขยาวๆจากการ Copy Address หรือ QR Code มา แล้วก็ใส่จำนวนเงินที่จะโอนไป แล้วดูข้างล่าง มันจะมีค่าธรรมเนียมในการโอนนะครับ

พอเราส่งไปแล้วก็รอแปปนึงนะครับ แล้วไปเช็คที่ปลายทางว่าเงินเข้าหรือเปล่า สิ่งที่ต้องระวังก็คือ

  1. การโอนผิดบัญชี เช็คดีๆนะครับไม่งั้นเรื่องใหญ่เลย
  2. ต้องดูด้วยว่าช่องทางที่โอนเป็นช่องทางเดียวกันไหม เช่น ERC20 ที่เป็นการโอนผ่านช่องทางของ Ethereum ไม่งั้นโอนไปไม่ถึงนะ และเราอาจจะเจอช่องทางอื่นๆ เช่น Binance Smart Chain (BEP20) ไรงี้ เดี๋ยวผมจะเอามาเล่าเรื่อยๆนะครับ
  3. การทำธุรกรรมแต่ละครั้งต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเสมอ วางแผนดีๆนะครับ

จะโอนไปไหนก็สร้างกระเป๋าเงินตรงนั้นไว้ ไม่ว่าจะเป็นระบบกระเป๋าในเวปหรือนอกเวปนะครับ ถ้าโอนเป็นแล้ว เดี๋ยวก็ลองดูว่าเราจะโอนไปหาผลตอบแทนที่ไหนได้บ้าง หลักการประมาณเดียวกันครับ

ไว้ผมมาเล่าเพิ่มเติมให้ฟังนะ

ปล. อย่าลืมนะครับว่า การลงทุนใน Crypto เป็นเรื่องใหม่ ความเสี่ยงสูงมาก ต้องระวังในการลงทุนนะครับ

อย่าลืมเปิดพอร์ตกับ Bitazza ก่อนนะครับ https://bit.ly/3pgczbe

Source:

พาทัวร์ Binance อีกโลกของเอา Crypto ฝากรับผลตอบแทน

0

ถ้าพูดถึงดอกเบี้ยเงินฝากในโลก Traditional อย่างธนาคารไทยบ้านเราจะเห็นได้ว่า ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์บ้านเราจะได้ 0.25% ต่อปี ซึ่งหลายๆคนจะรู้สึกว่า มันน้อยจังเลย จึงหาโอกาศเปลี่ยนเงินออมไปลงทุนแทน

แต่ถ้าหากเป็นโลก Digital นั้น เราจะเห็นได้ว่าเราสามารถนำ Crypto ไปฝากซึ่งได้ผลตอบแทนมากกว่า อันที่จริงสินค้าทางการเงินในโลกนี้ มันมีแบบผลตอบแทน 300-400% ต่อปีก็มี แต่ในบทความนี้ผมเอาแบบท่าง่ายให้ทุกคนได้เห็นก่อนนะครับ (ทยอยเล่าเนอะ) ก็คือการนำไปที่ Savings ใน Binance (พอดีทำ Link ไว้ให้ละครับเผื่อใครจะเปิดดูไปด้วยกันเลย)

Disclaimer: บทความนี้เล่าให้ฟังในกรณีศึกษาเท่านั้นนะครับ เนื่องจาก Binance เป็นผู้ให้บริการในต่างประเทศ ที่ไม่ได้รับรองจาก กลต. ในประเทศไทย จึงต้องศึกษาข้อมูลความเสี่ยงกันนะครับ

Binance เป็นเวปไซต์ที่ให้บริการซื้อขาย Crypto ในต่างประเทศนะครับ ประวัติคร่าวๆรวมถึงเหรียญ BNB ผมเคยเขียนเอาไว้ในบทความ สำรวจซื้อเหรียญ Binance จากปี 2017 ตอนนี้รวยแค่ไหน

สำรวจสินค้าประเภทการฝาก Crypto

ถ้าเราเข้ามาดูในหน้า Menu ของแต่ละอย่าง มันจะมี Product เยอะมากๆเลยนะครับ อย่าง Savings  Staking  Crypto Loans เอาเป็นว่าในโลกของ Digital มันก็มีการพัฒนาเรื่องสินค้าบริการมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่แค่การซื้อเหรียญ รอราคาขึ้น โอนให้กันแค่นั้น มันมีสินค้าให้เราฝาก กู้ อะไรอีกเพียบเลย

 

ถ้าเราเข้ามาใน Savings นะครับ มันก็จะมี List รายการออกมาแบบนี้นะครับ หากเราเอาเหรียญไปวางไว้ จะมีอัตราผลตอบแทนเท่าไหร่ ซึ่งถ้าจากประสบการณ์ส่วนตัว ผมก็จะเอาพวก Stablecoin ไปวางไว้เพราะมันไม่ได้ผันผวนมากและมันอิงกับค่าเงิน USD ตัวอย่าง USDT USDC BUSD ซึ่งมันจะไม่ได้ขึ้นลงๆแรงๆ

แม้จะเป็น Stablecoinต้องศึกษาข้อมูลด้วยเช่นกันนะครับ บางเหรียญก็มีข้อข่าวที่ทำให้คนสงสัยเรื่องความน่าเชื่อถืออยู่เหมือนกัน (การลงทุนมีความเสี่ยงอะเนอะ)

การใช้บริการนี้มันจะมี 2 แบบนะครับแบบ Flexible (ฝากถอนเมื่อไหร่ก็ได้) กับ Locked (ฝากยาวๆแบบมีกำหนดระยะเวลา 7 วัน 14 วัน 30 วัน 90 วัน)

ข้างล่างนี้เป็นตัวอย่างที่ผมลองเอาลงไปฝาก (แชร์ประสบการณ์จริง) อัตราผลตอบแทนมันก็ขึ้นมาอยู่เป็นตัวเขียวๆด้านขวานะครับ เขาให้เป็นรายวัน

 

ผลตอบแทนเขาจะมาเป็นรายวันนะครับ พอได้มาเขาก็จะไปวางไว้ให้เรา เราก็สามารถเอากลับมาเพิ่มใน Savings ได้เช่นเดิม แต่ถ้าไม่อยากมานั่งคลิ๊กทุกวันก็ให้มัน Auto-Subscribe ได้เลยครับ พอได้ผลตอบแทนมาก็จะมาลงทบลงไปให้อีกเรื่อยๆทุกวัน

ในส่วนของมือใหม่ จะเอาเหรียญไปไว้ที่ Binance นั้นก็มี 2 วิธีนะครับคือ

1. ซื้อเหรียญจาก Exchange หรือ Broker ในไทยแล้วโอนไป วิธีการนี้จะมีต้นทุนการซื้อขายและการโอน อย่างที่ผมลองแลกกับ Bitazza จะเจอค่าซื้อ 0.25% แต่เราใช้ BTZ ลดราคาได้ และค่าโอน USDC อีก $3 หรือประมาณ 150 บาท

2. ซื้อเหรียญใน Binance แต่เนื่องจากเวปนี้เป็นเวปต่างประเทศ เราไม่สามารถซื้อขายเงินบาทได้โดยตรง แต่เขาจะมีตลาด P2P ให้นะครับ คือเป็นพื้นที่ให้คนไทยมาซื้อขาย Crypto กันเอง เราโอนเงินผ่านธนาคารให้เขาแล้วเขาก็โอนมาให้ครับ

วิธีการอื่นๆนี่ก็อาจจะมีอีกนะครับ บางที่โอนได้ไม่เสียเงิน แต่ต้องไปผ่านที่นั่นที่นี่ก่อน 555 ต้องลองศึกษากันไป จะเจอวิธีการแปลกๆเรื่อยๆครับ

ก็เป็นการเล่าให้ฟังและแชร์ประสบการณ์นะครับ อย่าลืมว่าทุกการลงทุนมีความเสี่ยง โปรดศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุนเสมอครับ

หากต้องการซื้อขาย Crypto ผ่าน Broker ไทยที่ได้รับอนุญาตจากทาง กลต. ซื้อได้ที่ Bitazza ได้นะครับ

 

 

 

 

ทำให้ดู! เปิดบัญชีซื้อขาย Bitcoin กับทาง Bitazza

0

มาเลยจ้า แฟนๆผู้อ่านจากทางเวปและทางเพจทุกท่าน ช่วงนี้คนสนใจออมคอยน์กันเยอะขึ้นมาก แต่ไม่รู้จะเปิดพอร์ตอย่างไร พี่ต้าร์เลยจะมาสอนวิธีเปิดและวิธีซื้อให้แบบครบเครื่องเลย โดยเราจะใช้บัญชีของ Bitazza ซึ่งเป็นโบรกเกอร์ที่ได้รับ License จากทาง กลต. ในการสาธิตในการซื้อขายนะจ้า

อ้าวทุกคน กรุณากดไปยัง Link >>>> ฺBitazza เพื่อสมัครจ้า

  • การสมัคร

ไปกดลงทะเบียนตามภาพข้างล่างจ้า จะมีคำว่าลงทะเบียนอยู่

กรอก อีเมล รหัสผ่าน ต้องมีอักษรตัวใหญ่ เช่น ABC และ อักษรเครื่องหมายลงไปด้วย เช่น !@#$ อะไรพวกนี้

มาถึงขั้นตอนนี้แล้วให้เราไปเช็คที่ email เขาจะให้เรา verify account และยืนยันตัวตน

เมื่อเราเปิดอีเมลแล้วมันจะมีปุ่มให้กดเพื่อยืนยัน Account เสร็จเรียบร้อยแล้ว เราก็จะต้องโหลด Application ของทาง Bitazza มาใช้

โหลด App เสร็จแล้วใช่ไหม ก็ Sign in ลงไป ในส่วนของ email และ Password แล้วก็จะเข้าไปสู่ขั้นตอนต่อไป

เข้ามาแล้วยังไม่สามารถใช้ได้ทันที ต้องยืนยันตัวเองก่อน เขาจะได้รู้ว่าตัวจริงมาใช้จร่ิง ไม่ได้ทำฟอกเงินอะไรหรอก

เลือกสัญชาติไทย อย่าเปรี้ยวไปเลือกสัญชาติอื่นๆ เดี๋ยวไปขั้นตอนต่อไปไม่ได้

กดยอมรับข้อตกลงจ้า ไม่ยากเลย เลื่อนๆ อ่าน แล้วก็คลิ๊ก

เขาจะให้เรายืนยันตัวตน โดยการถ่ายบัตรประชาชนหน้าหลังและหลักฐานแสดงตัวตนว่าคือเรา ขั้นตอนนี้ก็อาจจะใช้เวลาหน่อยเพราะบางคนจะถ่ายรูปแต่ละที ต้องสวย

พอยืนยันตัวตนเสร็จก็รอนะจ้า ทางบริษัทเขาจะต้องอนุมัติก่อน เราถึงทำในขั้นตอนต่อไปได้ รอนานไหมก็แล้วแต่เนอะ

  • ซื้อ Bitcoin ออมคอยน์

ระบบของการซื้อขาย Cryptocurrency จะต้องฝากเงินเข้าไปก่อนเท่านั้น ให้เขากดไปที่ฝากเงิน

เราก็พิมพ์จำนวนที่เราต้องการฝากลงไป แต่ต้องมั่นใจว่ามีเงินจริงนะ ฮาๆ พอเราพิมพ์ตัวเลขแล้ว ให้เราไปกดปุ่มฝากเงินข้างล่าง แล้ว Save QR code ไป Scan ที่ App ธนาคาร เงินจะเข้าก็ต่อเมื่อชื่อเรากับชื่อในบัญชีเป็นอันเดียวกันนะ (บางคนสมัครแล้วใช้บัญชีเมีย เงินไม่เข้า ซวยเลย)

พอเงินเข้าแล้ว เราก็มากดที่การซื้อขาย ระบบจะนำเราเข้าไปสู่หน้าของตลาดซื้อขาย

นี่เป็นตัวอย่าง BTC/THB เป็นราคาของ Bitcoin กับเงินบาท ราคาที่แสดงให้เห็นคือ 1,067,347 บาท บางคนตกใจจะซื้อได้ยังไง ใจเย็นๆ ไม่ต้องกังวล เราซื้อเป็นเศษตรงเศษจุดทศนิยมได้ เหมือนเราซื้อกองทุนรวมนั่นล่ะ กดปุ่มเขียวนเมื่อต้องการซื้อ กดปุ่มแดงเมื่อต้องการขาย

ให้เรามาคีย์ข้อมูลว่าเราต้องการซื้อเท่าไหร่ ก็ใส่ตัวเลขลงใน THB เดี๋ยวระบบจะคำนวณให้เองว่าได้กี่ BTC มันไม่ต้องซื้อเต็มๆก็ได้ ซื้อแบบทศนิยมก็ได้ ในกรณีนี้จะเห็นได้ว่ามีตังแค่ 6 บาท แต่ใส่เวอร์มาก ระบบก็จะไม่ซื้อให้ อย่าลืมขั้นต่ำใรการซื้อคือ 350 บาทนะ

เมื่อซื้อเสร็จก็มาเช็คในกระเป๋าตังค์ (Wallet) ว่าเหรียญเราเข้ามาไหม ปกติมันไม่ช้านะ ซื้อปุ๊ปได้ปัํป

เห็นไหมว่า ง่ายยยย ง่ายมากๆๆๆๆ สมัครเป็นกันแล้วใช่ไหม อย่าลืมใช้ Bitazza นะจ้า ของดีมีคุณภาพ สำหรับการเทรดตลอด 24 ชั่วโมง

รู้จัก Lindy Effect และเหตุผลที่ว่าทำไมต้องเริ่มจาก BTC

0

ช่วงนี้มีคนสนใจออมคอยน์กันเยอะมาก ที่ผ่านมาก็มีคนมาถามว่า ถ้าเราจะเริ่มศึกษาการลงทุนใน Cryptocurrency ควรจะเริ่มจากตัวไหนก่อน? เพราะว่าถ้าเราไปดูว่าในโลกนี้มีคอยน์ตัวไหนบ้าง มันจะมีเยอะมากทีเดียว เช่น ภาพข้างล่างนี้ จะเห็นว่ามี BTC ETH USDT DOT XRP และถ้าไปดูในเวปไซต์ต่างๆ ก็จะมีอีกเพียบเลย

ทีนี้ทำไมต้องเป็น Bitcoin (BTC) ที่เราควรจะเริ่มศึกษาและมองหาโอกาสในการลงทุนเป็นอันดับแรก หนึ่งในเหตุผลที่พี่ชอบจากการศึกษาบทความต่างๆมาก็คือ เรื่องของทฤษฎี Lindy Effect

ทฤษฎีนี้ถ้าอธิบายแบบง่ายๆก็คือ พวกนวัตกรรม ความคิด เทคโนโลยีทั้งหลาย ถ้ามันยิ่งแก่ มันยิ่งจะอยู่นาน ตัวอย่างง่ายๆ เช่น ทองคำ คนเชื่อมันมานานมากเป็น 1,000 ปีว่ามันเป็นสิ่งที่มีค่า มันถูกนำมาใช้เป็นเครื่องประดับ จนถึงในปัจจุบัน มันก็ถูกนำมาใช้เป็น Save Heaven และเป็นเครื่องมือกระจายความเสี่ยงการลงทุน

ซึ่งถ้าเรามองจนถึงปัจจุบัน เราถามตัวเองว่าทองคำนั้นมีค่าไหม? เราก็คงตอบว่ามี และในอนาคต คนก็ยังเชื่อว่าทองคำนั้นมีค่าไปเรื่อยๆนั่นล่ะ ถ้ามันมีทรัพย์สินอื่นๆที่เราพยายามให้มูลค่ามัน คนอาจจะไม่เชื่อถือมันเท่ากับทองคำก็ได้ เพราะของพวกนี้มันผ่านร้อนผ่านหนาวมานาน ไม่ได้พึ่งจะมาเชื่อกัน

อะไรที่มันอยู่มานานแล้ว ยังไงมันก็มีแนวโน้มจะอยู่นานไปเรื่อยๆ อะไรที่พึ่งเกิดขึ้นมา มันก็ต้องใช้เวลาพิสูจน์ตัวเองเพื่อสร้างความเชื่อ เมื่อหลายปีก่อนพวกทรัพย์สินที่เราลงทุนกันนั้นก็จะเป็นพวก ที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ ถ้าเป็นหุ้นเราก็จะมองหุ้นพื้นฐาน ถ้าพูดถึง Lindy effect มันก็เพราะว่ามันน่าจะอยู่มานาน ความเชื่อถือมันก็เลยมาก ยิ่งผู้ใหญ่ยิ่งชอบพูดเลย ที่ดิน ทองคำ บ้าน อะไรพวกนี้มันจับต้องได้ เขาเชื่อมันมากกว่า ส่วนพวกหุ้นเทคโนโลยีนั้นเปลี่ยนแปลงเร็ว ไม่ค่อยกล้าลงกัน ยิ่งพวกสินทรัพย์ดิจิทัลยิ่งไปกันใหญ่ (ในสมัยก่อนนะ)

แต่พักหลังๆเนี่ยแหละที่เราจะเห็นหุ้นเทคโนโลยีรวมถึงทรัพย์สินดิจิทัลมันเริ่มมีอายุนานขึ้นแล้ว และก็ได้พิสูจน์ตัวเองมากขึ้นในการใช้ง่าย คนก็จะเริ่มสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ ของที่มันอยู่ในยุคนี้หลายๆอย่างมันก็ผ่านการพิสูจน์ตัวเองมาเยอะนะ ไม่ว่าจะเป็น โทรศัพท์มือถือ Internet กลายเป็นของจำเป็นในชีวิตไปแล้วในยุคนี้ และทุกคนก็คงเชื่อว่ามันจะกลายเป็นปัจจัยในการดำรงชีวิตไปอีกยาวนาน เมื่อก่อนเราอาจจะไม่กล้าลงทุนกับมันเพราะไม่รู้มันพัฒนาไปในทิศทางไหน นึกว่ามีไว้แค่ส่งอีเมล เล่น chat กับอ่านเวปที่บ้าน แต่ตอนนี้คงกล้าลงทุนกันแล้วใช่ไหม เพราะมันเข้ามาเกี่ยวข้องกับทุกสิ่งในชีวิตประจำวันเลย

เนี่ยแหละ มันถึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมผมถึงเสนอให้ลองศึกษา Bitcoin ก่อนเหรียญอื่นๆ เพราะตัวมันเองผ่านการใช้งานมาเป็น 10 ปีแล้ว (เมื่อก่อนคนด่ากันจะตาย 555) ในขณะเหรียญอื่นๆมันอาจจะพึ่งเกิดและมันอาจจะต้องการเวลาพิสูจน์ตัวเองที่มากกว่า อย่างน้อยความน่าเชื่อถือมันก็สูงกว่าอีกหลายๆเหรียญ นี่ล่ะก็เลยเป็นเหตุผลที่ผมมองว่า ถ้าจะเข้ามาอยู่ในวงการ Cryptocurrency อยากเริ่มศึกษา อยากเริ่มลงทุน มาลองเริ่มจาก Bitcoin ก่อนน่าจะเหมาะกับมือใหม่นะครับ

แต่ถ้าหากเรามองทั้งอุตสาหกรรมของสินทรัพย์ดิจิตัล มันก็อยู่ในช่วงเริ่มต้นเองนะ การเริ่มต้นมันมีความเสี่ยงสูง มันต้องใช้เวลาในการพิสูจน์ตัวเองค่อนข้างมาก แต่ถ้าใครคิดว่าเราจะเกาะเทรนด์ตรงนี้ตั้งแต่เริ่มต้น ก็ถือว่าเป็นเวลาที่ดีที่จะเริ่มนะครับ

หากสนใจศึกษา เปิดบัญชีซื้อขาย Bitcoin และ Cryptocurrency แนะนำ Bitazza นะครับ ได้รับการรับรองจาก กลต. คลิ๊กสมัครได้ที่ https://bit.ly/3pgczbe

Review: เวปไซต์ที่คำนวณผลการ “ออมคอยน์” แบบ DCA

0

สวัสดีนักออมคอยน์ (Coin) แบบ DCA ทุกท่าน จากบทความที่แล้วที่เราได้ตั้งคำถามกันว่า “เราสามารถใช้กลยุทธ์นี้ในการซื้อ BTC ได้ไหม?” ซึ่งได้มีการเทสจากข้อมูลที่พอหาได้ แล้ว Plot เป็น graph เบื้องต้นในบทความ How to ออมคอยน์ แบบ DCA อ่านได้จากบทความนี้

ทีนี้ต้องขอขอบคุณน้อง Fan page Tarkawin (ไปกด Like หน่อนสิจ๊ะ) ที่ได้แนะนำเวปไซต์ https://dcabtc.com/ ที่เราสามารถศึกษาข้อมูลย้อนหลังการออมคอยน์แบบ DCA ได้ ในบทความนี้จึงจะมา Review website ดังกล่าวให้ทุกคนนำไปใช้จ้า มาดูกันเลย

เมื่อเราเข้ามาแล้วจะเห็นว่าเวปไซต์นี้เป็นเวปไซต์ที่น่ารัก ข่าวๆ เนียนๆ ใสๆ เราจะต้องเริ่มจาก มุมซ้ายก่อนเพราะมีช่องให้เราลองมาคำนวณได้

 

ใส่ข้อมูลที่เราต้องการวัดผล

ในการคำนวณย้อนหลังผลการลงทุนด้วยวิธีการแบบ Dollar Cost Average (DCA) นั้น ไม่ว่าจะออมอะไรก็ไม่ได้แตกต่างกันหรอก ในกรณีนี้เราก็มากรอกข้อมูลเลย

  1. ออมคอยน์เดือนละเท่าไหร่
  2. ออมคอยน์ถี่ขนาดไหน
  3. ออมคอยน์สะสมมานานกี่ปี
  4. เริ่มวัดผลการออมคอยน์กี่ปีที่ผ่านมา
  5. เทียบผลการออมคอยน์กับ การออมหุ้น(DJIA) หรือ ออมทอง(Gold)

ในกรณีนี้ผมจะตั้งสมมติฐานว่า ผมออมคอยน์เดือนละ $300 ถี่รายเดือน เป็นเวลา 9 ปี และวัดผลเริ่มต้น 9 ปีที่แล้วเป็นต้นมานะครับ

ผลก็จะออกมาเป็นตารางกราฟดังนี้

จะเห็นได้ว่ากราฟมันมีทั้งช่วงที่น่าดีใจและน่าตกใจอยู่เหมือนกัน การออมคอยน์ก็มีความเสี่ยงอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว ในช่วงปี 2018 นั้นเป็นช่วง Peak ที่ผ่านมา แล้วก็โดนทุบราคามาตลาดปี 2018

ในกรณีที่เรา DCA ในช่วงดังกล่าว Peak สุดๆจะมีมูลค่าในพอร์ตถึง $9,134,051 และโดนตบลงมาเหลือ $2,158,838 นับว่าหนาวจับใจสำหรับคนที่มีของอยู่ในเวลานั้น แต่ในปัจจุบันระบบก็คำนวณมาให้แล้วครับ ได้เท่าไหร่มาดูกันเลย

ในเวปจะมีผลการคำนวณตัวเลขให้เราได้ดูด้วยนะครับ อย่างในตัวอย่างนี้ผลการคำนวณออกมาแล้วว่า

  1. เราจะใช้เงินลงทุนทั้งหมด $32,400 (972 แสนบาท)
  2. มูลค่าปัจจุบัน $12,206,552 (3ุุ66.2 ล้านบาท)
  3. กำไร 37,574.55%

หมายเหตุ: ผมใช้อัตราแลกเปลี่ยน 30 THB : 1 USD นะครับ

อย่างไรก็ตาม ผลตอบแทนในอดีต ไม่สามารถบอกได้ว่าในอนาคตจะเป็นแบบนี้นะครับ เพราะการลงทุนมีความเสี่ยงเสมอ ขอให้ทุกคนลงทุนอย่างระมัดระวังนะครับ

สำหรับใครที่กำลังหาที่เปิดบัญชีเพื่อลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล ผมใช้ของ Bitazza อยู่นะครับ (ได้รับใบอนุญาตโบรกเกอร์จากทาง กลต.) สามารถศึกษาข้อมูลได้จากที่เวปไซต์ได้เลยครับ คลิ๊ก

How to ออมคอยน์ แบบ DCA อ่านได้จากบทความนี้

0

นอกเหนือจากการ ออมหุ้น ออมกองทุน ออมทอง ล่าสุดสิ่งที่หลายๆคนกำลังมองว่าเป็นสิ่งที่น่าสนใจก็คือการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล เช่น การลงทุนใน Cryptocurrency ไม่ว่าจะเป็น Coin หรือ Token ซึ่งในภาพรวมนั้นผมจะเรียกว่า การออมคอยน์ แล้วกันนะครับ

คำถามก็คือเราสามารถใช้หลักการออมคอยน์แบบ DCA มาใช้ในการลงทุนกันได้หรือไม่ ข้อมูลราคาที่ผมพอจะหาได้คือที่ Investing.com ซึ่งอ้างอิงราคา BTC/THB จาก Satang Pro ซึ่งเป็นกระดานเทรดที่มีชื่อเสียงของเมืองไทยนะครับ

ลองมาคำนวณกันดูเล่นๆนะครับว่าหากเราออมคอยน์มา ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปลายปี 2020 โดยการซื้อเดือนละครั้ง ด้วยเงิน 10,000 บาท พอร์ตเราตอนนี้จะเป็นอย่างไร มาดูตารางกันจ้า

จากตารางจะเห็นได้ว่า ถ้าเราสะสมมาเรื่อยๆ ใน 1 ปีนี้จะทำให้เราได้ BTC ทั้งหมดจำนวน 0.39085330 โดยมีต้นทุนอยู่ที่ 120,000 บาท (10,000 บาท x 12 เดือน)

ราคาของ BTC ในวันที่ 2 มกราคม 2020 นั้นมาถึงที่ 900,000 บาท นั่นหมายความว่า Port ของเราจะมีมูลค่า 351,767.97 คิดเป็นกำไร 231,767.97 หรือ 193%

รูปข้างล่างนี้จะเป็นราคาของ BTC เทียบกับราคาเฉลี่ยของเรานะครับ ส่วนต่างระหว่างสีน้ำเงินและสีแดงก็คือกำไรของเราที่จะได้รับ

อย่างไรก็ตามมันก็มีขึ้นหนักๆช่วงนี้ครับ การลงทุนมีความเสี่ยงเสมอ มันอาจจะขึ้นต่อหรือลงมาก็ได้ การลงทุนจึงต้องใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่ง หากใครยังจำได้อยู่  ในช่วงปี 2018 ก็คือมีเหตุการณ์ราคาขึ้นและถูกเทขายจนลงมาอีกรอบหนึ่งนะครับ

อยากออมคอยน์แบบ DCA แล้วต้องทำอย่างไร?

ผมเข้าใจว่าการออมคอยน์นั้นเรายังไม่มีระบบตัดซื้ออัตโนมัติ ต้องใช้วิธีฝากเงินเข้าไปแล้วซื้อเอง แต่ในอนาคตอาจจะมีก็ได้นะครับ เพราะฉะนั้นแล้วเราจะต้อง ออมคอยน์แบบใช้มือ แล้วสั่งซื้อเอาเอง โดยกำหนดการลงทุน ดังนี้ครับ

  1. เปิดบัญชีซื้อขาย Cryptocurrency ก่อน ปัจจุบันผมใช้ Bitazza ครับ (ได้รับใบอนุญาตจาก กลต)
  2. เลือกคอยน์ที่จะออม เช่น BTC ETH โปรดศึกษาความเสี่ยงก่อนการลงทุนเสมอนะครับ
  3. กำหนดวันที่เราจะออมคอยน์ เช่น ทุกวันที่ 1 ของทุกเดือน
  4. กำหนดเงินที่จะลงทุนออมคอยน์ เช่น เดือนละ 2,000 บาท 5,000 บาท 10,000 บาท
  5. ฝากเงินเข้าไปในบัญชีและทำการซื้อ

โดยส่วนตัวแล้วผมยังชอบหลักการในการลงทุนแบบ DCA นะครับ ค่อยๆทยอยซื้อ ทีละนิด ไม่ต้องรีบรวยครับเพราะชีวิตเรามักจะซวยเวลาทุ่มเงิน (มักจะดอยในเวลาต่อมา)

ขอให้ทุกท่านมีความสุขในการลงทุนนะครับ

อยาก DCA หุ้น และ กองทุนรวม เริ่มอย่างไร เปิดบัญชีที่ไหน?

0

บทความนี้มาตอบคำถามจากทางบ้านกันดีกว่านะครับ เรื่องมีอยู่ว่าผมไปเจอคำถามของ Fanpage สอบถามว่า

 DCA หุ้นที่ธนาคารไหนดีคะ?

อยากซื้อหุ้น ONE-UGG กับ หุ้น PWIN ต้องเริ่มอย่างไร?

 บทความนี้ก็เลยจะมาตอบคำถามให้ฟังว่าเราจะต้องเริ่มอย่างไรนะครับ

  1. เริ่มต้นศึกษาหุ้น-กองทุนรวม

จากความต้องการลงทุนของผู้ถาม สิ่งที่เราสามารถทำได้ก็คือการเริ่มต้นศึกษาเรื่องหุ้น กับ กองทุนหุ้นก่อน เพราะเครื่องมือการลงทุนทั้ง 2 อย่างมีความแตกต่างกัน ซึ่งอธิบายได้ดังนี้ครับ 

การลงทุนในหุ้นคือการลงทุนในบริษัท เราซื้อหุ้นแล้วเป็นส่วนหนึ่งของเจ้าของบริษัท เราจะต้องวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานของบริษัท ราคาที่เหมาะสม และซื้อหุ้นเพื่อลงทุนครับ

แต่การลงทุนในกองทุนรวมหุ้นจะแตกต่างไปเพราะหน้าที่เลือกหุ้นวิเคราะห์หุ้นและบริหารจัดการลงทุนจะเป็นหน้าที่ของผู้จัดการกองทุน เรามีหน้าที่เลือกว่าจะลงทุนในกองทุนไหน ก็ดูว่ากองทุนไหนมีนโยบายอย่างไร และผลการดำเนินงานเป็นอย่างไร ซึ่งเราจะนำเงินไปซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวม และเงินของเราก็จะถูกนำไปลงทุนตามนโยบายที่กำหนด

กรณีของ ONE-UGG และ PWIN เป็นกองทุนรวมจ้า

  1. เปิดบัญชีที่ธนาคารไหนดี?

การซื้อหุ้นหรือกองทุนรวมนั้นจะต้องมีการเปิดบัญชีซื้อขายที่แตกต่างกัน ขอเรียกง่ายๆว่าบัญชีซื้อขายหุ้น กับ บัญชีซื้อขายกองทุนรวม

การเปิดบัญชีหุ้น ธนาคารพาณิชย์ทั่วไปน่าจะทำได้เพราะมีบริษัทลูกให้บริการเรื่องการซื้อขายหุ้นและสามารถเปิดกับบริษัทที่เป็นโบรกเกอร์ได้ ลองดูว่าอันไหนค่าธรรมเนียมเป็นอย่างไร เงื่อนไขในการให้บริการเป็นอย่างไร

การเปิดบัญชีกองทุนรวมก็สามารถเปิดได้ที่ธนาคารได้เช่นกันเพราะเขาจะมีบริษัทลูกให้บริการ แต่ต้องดูข้อจำกัดว่าเขาให้บริการซื้อขายกองทุนของเขาเองเท่านั้นหรือให้บริการซื้อกองทุนในค่ายอื่นๆได้ แต่โดยปกติผมจะแนะนำให้เปิดบัญชีกับผู้ให้บริการที่สามารถซื้อกองทุนได้หลายๆที่เช่นพวก Fundsupermart

นอกจากเปิดที่ธนาคาร เปิดกับบริษัทที่ให้บริการซื้อขายกองทุนรวม ก็ไปเพื่อนๆที่มี License แนะนำการลงทุน ส่วนใหญ่เพื่อนที่ขายประกันยุคใหม่ๆจะขายกองทุนได้ด้วย แจ้งเขาได้เลย

  1. DCA ต้องทำอย่างไร?

การซื้อหุ้นและกองทุนรวมสามารถ DCA ได้ แต่ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขต่างๆด้วย

หุ้น จะมีวิธี DCA แบบอัตโนมัติ 2 อย่าง

  1. ใช้บัญชีออมหุ้น โดยกำหนดจำนวนเงินลงทุนว่าจะซื้อหุ้นอะไร แล้วเขาจะมาตัดเงินในบัญชีไปซื้อหุ้นทุกเดือนๆ มีบริการที่ Phillip Nomura CGSCIMB LHBANK (ลองอัพเดทอีกที)
  2. DCA ผ่าน Settrade streaming อันนี้ทำได้หลายที่ แต่จะเป็นการกำหนดจำนวนหุ้น 100 หุ้นทวีคูณ สอบถามโบรกที่ใช้บริการได้

แต่ส่วนตัว แนะนำแบบแรก เพราะกำหนดจำนวนเงินมันวางแผนการเงินง่ายกว่า กำหนดจำนวนหุ้น

ลองศึกษาเพิ่มเติมดูนะครับ ขอให้ร่ำรวยจากการออมหุ้นทุกคนเลย

90,553แฟนคลับชอบ
1,819ผู้ติดตามติดตาม
935ผู้ติดตามติดตาม