หน้าแรก บล็อก

Idol Land ผู้ท้าชิง Onlyfans ในโลก Crypto

0

ถ้าเราลองมาสังเกตกันนะครับ สมัยก่อนเนี่ยเวลาที่ใครจะเด่นดังเป็น Celebrity ขึ้นมาได้เนี่ย มันจะต้องมีสื่อดันหรือมีค่ายสังกัด แต่พอปัจจุบันเรามี Social Network ที่ทำให้ทุกคนรู้จักกันง่ายขึ้น ก็จะมี Influencer มี Celebrity เกิดขึ้นมากกมาย ซึ่งถ้าหากเราเป็นคนที่มีชื่อเสียงก็ย่อมมีคนติดตามและท้ายสุดก็สามารถสร้างรายได้จากชื่อเสียงได้

ในยุคก่อนหน้า มันจะมี Application ที่เราเปิดกล้องสดๆพูดคุยกับแฟนคลับ แล้วถ้าแฟนคลับชอบเรามาก เขาก็จะไปซื้อเหรียญของ App มาจ่ายเรา หากเราเก็บรวบรวมเหรียญได้ก็จะสามารถนำไปแลกเป็นเงินสร้างรายได้ได้ พอต่อมาเราก็จะเห็น Business Model ที่ทำให้เหล่าคนมีชื่อเสียงสามารถสร้าง Content มาให้ผู้ติดตาม

Onlyfans เป็นเวปไซต์ที่โด่งดังมาก ที่หลายๆคนสร้าง Content แล้วให้คนเข้ามาสมัครสมาชิก โดยคนที่เข้ามาติดตามจะต้องจ่ายเงินค่าสมาชิก รายได้ก็จะแบ่งกันระหว่าง Onlyfans กับผู้สร้าง Content นะครับ

ผมเข้าไปดู Content ใน Onlyfans แล้วก็พบว่ามีหลากหลาย แต่โดยส่วนมาก Content จะไปแนวๆลับๆ แต่ก็ไม่ใช่นโยบายของ Onlyfans ซะทีเดียว ผมเข้าใจว่าเจตนาของ Onlyfans น่าจะเป็นลักษณะของการทำ Exlcusive content ให้แฟนๆเข้าถึงได้ก่อนใคร เช่น หากผมจะเปิดตัวของบางอย่าง ก็จะมาให้คนกลุ่มนี้ได้เห็นก่อนเปิดตัวจริงอะไรงี้ครับ

ทีนี้เราก็มาถึงยุค Digital ที่ Cryptocurrency ได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตเรามากขึ้น Idol land ก็จะเป็น Platform ที่ทำให้คนที่มีคนติดตามเยอะๆ เข้ามาสร้าง Content และมีรายได้จากการเป็นสมาชิก และจะได้รับเหรียญจากแฟนคลับได้อีกด้วยครับ

ข้อดีของการใช้ Cryptocurrency ก็คือ เหรียญมันมีราคาที่ซื้อขายกันในตลาด และสามารถสร้างทรัพย์สินดิจิตัลได้อย่างจำกัดได้ เช่น การขายภาพแบบ NFT ซึ่งผู้สร้าง Content อาจจะสร้างรูป Collection ของตัวเองมาให้กับแฟนคลับได้สะสมได้ คล้ายๆเวลาที่เราสะสมรูปดารานักร้องเกาหลีนั่นล่ะ

Roadmap ของ Idol land

ตามแผนที่อ่านมาเขามีดังนี้นะครับ

Q3/2021: จะเป็นช่วงที่ Launch Project การขายเหรียญ และ List ใน Exchange

  • Landing Page Launch
  • Whitepaper and Tokenomics Released
  • Initial Moon Offering and Pre-sale
  • Airdrop and Referral Program
  • Exclusive online event for top referrers and airdrop participants
  • International Community
  • DexGuru listing
  • PooCoin listing
  • PancakeSwap listing
  • Official Launch Idol.Land
  • Subscription and Private Chat

Q4/2021: แผนมีดังนี้ครับ

  • Exclusive Membership for Stakers
  • Launch Live Streaming App – Web and PWA
  • Vote Top Idols 2021 Event
  • VIP Party with Idols
  • Fans can use $IDOL to buy our partners’ services
  • International media appearance such as podcasts, online events, etc by the founding team

Q1/2022: แผนมีดังนี้

  • NFTs campaign
  • Airdrop NFTs 18+ Event
  • VIP Party with idols for Top Stakers

จากแผนนะครับก็น่าจะเป็นแนวๆกิจกรรมพบปะสังสรรค์กับ Idol (ผู้สร้าง Content) ผ่าน Streaming หรืออาจจะเจอกันจริงๆด้วย ไม่รู้งานจะจัดที่ไหนก็ลองไปดูแล้วกันนะครับ

ว่าแต่พวก NFTs+18 นี่คืออะไร!!! หรืออาจจะเป็นภาพ sexy อะไรงี้มั้งนะครับ 555 เข้าใจว่างานนี้สายเปย์ทั้งหลายก็คงชอบ Project แนวๆนี้นะครับ

Idol land เป็น Platform ที่อยู่ในโลก Defi นะครับ ไม่ได้รับการรับรองจาก กลต. นักลงทุนต้องพิจารณาเองในเรื่องของความเสี่ยงในการลงทุนนะครับ ไม่ได้เชียร์ซื้อนะครับ แต่มาเล่าให้ฟังเฉยๆว่า โลก Crypto มันไปไกลสำหรับสายเปย์แล้ว

 

 

Update 19 Token ล่าสุดของ Bitazza (สิงหาคม 2021)

0

สวัสดีจ้าเพื่อนๆทุกคน วันนี้พี่ต้าร์อยากจะมา Update token ที่มีการ List ใหม่ของ Bitazza นะครับ ก็มีอยู่ 19 เหรียญนะ ตอนนี้รวมๆแล้วในมีการให้บริการ 44 เหรียญ 58 คู่เทรด  มีอะไรบ้างมาดูกันเลย

1) SOL เป็นโทเคนของบล็อกเชน Solana ที่มีความตั้งใจจะเป็นบล็อกเชนทางเลือกให้แก่ผู้ที่ไม่พอใจกับความเร็วและค่าธรรมเนียมของอีธีเรียมในปัจจุบัน Solana เป็นเครือข่ายบล็อกเชนเลเยอร์ 1 ในโลกคริปโต โดยสามารถทำได้สูงถึง 5 หมื่นธุรกรรมต่อวินาที ผู้สร้าง Solana ตั้งใจให้บล็อกเชนสามารถขยายตัวได้เร็ว ปลอดภัยและกระจายศูนย์ โดยทำงานร่วมมือกับสัญญาอัจฉริยะ (สมาร์ทคอนแทรค) ได้ Solana ใช้ Proof-of-Stake และ Proof-of-History ในการช่วยยืนยันธุรกรรม

2) LUNA เป็นโทเคนที่บล็อกเชน Terra ใช้ในการทำให้เหรียญ Stablecoin มีราคาคงที่และให้ผู้ใช้งานสามารถโหวตกำหนดทิศทางของ Terra ได้ด้วย Terra คือบล็อกเชนที่เน้นการสร้างการจ่ายชำระอย่างมีประสิทธิภาพ โดยหน้าที่หลักคือการสร้าง algorithmic stablecoin แพลตฟอร์ม Terra อยู่ในชีวิตประจำวันโดยผู้ใช้งานจำนวนมากในเอเชียและมีเงินหมุนเวียนอยู่เกือบ 2 พันล้านเหรียญสหรัฐ

3) DOGE เป็นเหรียญดั้งเดิมของ Dogecoin บล็อกเชน Dogecoin เปิดตัวในเดือนธันวาคม 2556 และเริ่มต้นมาจากการเป็นเหรียญล้อเลียน (มีม) altcoin อื่นๆในสมัยนั้น DOGE ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนกลายเป็นหนึ่งในเหรียญที่มีมูลค่าตลาดอันดับต้นๆของโลก ปริมาณ Dogecoin มีไม่จำกัด และมีรางวัลการขุดที่ 10,000 DOGE ต่อบล็อก Dogecoin บล็อกเชนใช้อัลกอริธึม Proof-of-work และสร้างบล็อกใหม่ในช่วงเวลา 1 นาที

4) MATIC เป็นโทเคนของเครือข่าย Polygon ซึ่งเป็นโซลูชันเลเยอร์ 2 สำหรับบล็อกเชนอีธีเรียมที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มความเร็วในการทำธุรกรรมและลดค่าธรรมเนียมในเครือข่ายอีธีเรียม Polygon หวังที่จะเชื่อมต่ออีธีเรียมกับระบบนิเวศที่กว้างขึ้นของบล็อกเชนอื่นๆโดยการรวม โซลูชันเลเยอร์ 2 และไซด์เชนที่จะเปลี่ยน Ethereum ให้เป็นระบบมัลติเชนที่เต็มเปี่ยม เป้าหมายของ Polygon คือการเป็นอินเทอร์เน็ตของบล็อกเชนสำหรับอีธีเรียมและจะทำให้การทำงานร่วมบล็อกเชนเป็นไปได้

5) PAXG คือโทเคนผูกติดกับทองคำมาจากผู้สร้าง Paxos Standard  ทุก PAXG โทเคนถูกผูกติดกับ 1 t oz ทองคำจริงๆมาจากทองคำแท่ง 400oz ของ London Good Delivery ที่เก็บไว้ในห้องนิรภัย Brinks ผู้ถือโทเคน PAXG จะสามารถแลกทองคำจริงจาก Paxos หรือผู้ร่วมมือของเขาได้

6) ADA เป็นเหรียญของบล็อกเชน Cardano ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงในการทำธุรกรรมและการใช้งาน Smart Contract และแอปพลิเคชันบนเครือข่าย Cardano

Cardano คือหนึ่งในบล็อกเชนที่ใหญ่ที่สุดที่ใช้ระบบ Proof-of-Stake  Cardano ยังมีเป้าหมายที่จะแก้ไขปัญหาการทำงานร่วมกันในแพลตฟอร์มคริปโตอื่น ๆ โดยใช้โปรโตคอลไซด์เชนที่จะช่วยให้ Cardano เข้าใจข้อมูลของบล็อกเชนอื่นๆ

7) VET เป็นโทเคนหลักของ VeChain ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มคริปโตที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถรวมระบบซัพพลายเชนภายในเข้ากับเทคโนโลยีบล็อกเชนได้ VeChain มีเป้าหมายที่จะเชื่อมต่อโครงสร้างพื้นฐาน Internet of Things (IoT) เข้ากับความปลอดภัยของเทคโนโลยีบล็อกเชนเพื่อช่วยธุรกิจต่างๆเข้าใจซัพพลายเชนได้ดีขึ้น VeChain เหมาะสำหรับการดำเนินธุรกิจสำหรับทั้งบุคคลและ บริษัท ขนาดใหญ่และมีพาร์ทเนอร์ชื่อเสียงมากมายอยู่แล้วเช่น BMW, Louis Vuitton, Renault Group, H&M และ Walmart แสดงให้เห็นถึงกรณีการใช้งานในปัจจุบันที่ประสบความสำเร็จของ VeChain

8) SHIB เป็นโทเคนของโปรเจ็คเครือข่าย SHIBA INU ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาเพื่อสร้างคอมมูนิตี้แบบกระจายศูนย์และเพื่อล้อเลียน DOGE แต่เพิ่มความ DeFi และฟังก์ชั่นของอีธีเรียมเข้าไปเพื่อหวังสู้กับ DOGE ตั้งแต่วันที่เปิดตัว ตอนนี้ SHIBA โตขึ้นแล้ว 2 ล้าน % โดยมีคอมมูนิตี้คอยส่งเสริมอยู่เบื้องหลังเนื่องจากภาพลักษณ์อันน่าเอ็นดูและเข้าใจง่ายเหมาะกับชาวคริปโตมือใหม่ทั้งหลาย

9) CAKE คือโทเคน BEP-20 ของ PancakeSwap ซึ่งเป็น Decentralize exchange สร้างบน Binance Smart Chain ที่ให้ผู้ใช้งานแลกเปลี่ยนคริปโตเป็นคริปโตกันเองโดยตรง และให้ผลประโยชน์แก่เครือข่ายผู้ใช้งานที่ร่วมมาฝากสินทรัพย์และสร้างสภาพคล่องกันเอง โทเคน CAKE ใช้ในการบริหารโปรโตคอล PancakeSwap

10) RUNE เป็นโทเคนยูทิลิตี้ของเครือข่าย THORChain ซึ่งเป็นโปรโตคอลสภาพคล่องแบบข้ามบล็อกเชนที่ช่วยให้ผู้ใช้แลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลในเครือข่ายต่างๆได้อย่างง่ายดาย  THORChain ใช้โมเดล Automated Market Maker (AMM) ที่ช่วยให้ผู้ใช้แลกเปลี่ยนสินทรัพย์ระหว่างแหล่งสภาพคล่องที่อยู่คนละเครือข่ายได้โดยใช้โทเคน RUNE ของ THORChain

11) VELO คือโปรโตคอลทางการเงินบล็อกเชนที่ช่วยให้สามารถออกเครดิตดิจิทัล และโอนสินทรัพย์แบบไร้พรมแดนได้โดยการใช้ระบบสมาร์ทคอนแทรคบน Stellar บล็อกเชน โทเคน VELO ทำให้การโอนเงินโดยตรงแบบ Trustless และข้ามโลกเป็นไปได้โดยใช้เครดิตดิจิทัลที่ถูกผูกกับสกุลเงิน fiat แบบ 1 ต่อ 1 นอกจากการโอนเงินแล้ว Velo Network ยังมอบบริการการเงินที่หลากหลาย ทั้งเป็น​เกตเวย์การชำระเงินทั่วโลกและการกู้ยืมแบบ CeDeFi

12) HBAR เป็นโทเคนของเครือข่าย Hedera Hashgraph ซึ่งสร้างขึ้นบนเทคโนโลยี Hashgraph ที่ให้ประโยชน์หลายประการเหนือเทคโนโลยีบล็อกเชนแบบเดิม เช่น ธุรกรรมที่เร็วขึ้น เวลาแฝงที่น้อยที่สุด และค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมที่ถูกกว่า Hedera ใช้โปรโตคอล Gossip-About-Gossip ที่เป็นนวัตกรรมใหม่ในการส่งข้อมูลระหว่างโหนดเครือข่ายโดยใช้โครงสร้างข้อมูล Directed Acyclic Graph (DAG) ร่วมกับกลไก Proof-Of-Stake ที่สร้างความปลอดภัยระดับองค์กรทั่วทั้งระบบ

13) AXS เป็นโทเคนการกำกับดูแล ERC-20 ของระบบนิเวศ Axie Infinity  Axie Infinity เป็นเกมที่สร้างบนอีธีเรียมที่รวมองค์ประกอบของเกม RPG (RPG คือเกมส์เช่น Pokemon, Final Fantasy และ Dragon Quest) เข้ากับศักยภาพ Blockchainของ Cryptokitties เพื่อสร้างเกมที่ตอบแทนผู้เล่นที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบนิเวศ Axie Infinity เป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกรูปแบบ Play-to-Earn ที่อาจเปลี่ยนอุตสาหกรรมเกมในอนาคต

14) SLP คือโทเคน ERC-20 ที่ใช้งานในเกม Axie Infinity เพื่อเพาะพันธุ์ Axies ที่ผู้เล่นเลี้ยงอยู่  ผู้เล่นเกมสามารถรับ SLP จากกิจกรรมในเกม  SLP ไม่มีอุปทานจำกัด และจำนวน SLP ที่อยู่ในการหมุนเวียนจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงขึ้นอยู่กับกิจกรรมในเกมและพฤติกรรมของผู้เล่น

15) 1INCH คือโทเคนการกำกับดูแลครือข่าย 1INCH และใช้สำหรับการปฏิบัติโปรโตคอลสภาพคล่องของ 1INCH  ครือข่าย 1INCH รวมโปรโตคอล DeFi หลากหลายอย่างเช่น Decentralized Exchange Aggregator ของ 1INCH ที่รวมราคาจาก DEX มากกว่า 50 อันเพื่อช่วยให้ลูกค้าตามหาราคาที่ดีที่สุดในตลาดโลก นอกจากนี้ ระบบนิเวศ ของ 1INCH  ยังมีโปรโตคอลสภาพคล่องที่เป็น หนึ่งในโปรโตคอลที่มีความปลอดภัยและมีประสิธิภาพที่สูงที่สุดในภาค DeFi

16) BNB คือโทเคนที่ขับเคลื่อนระบบนิเวศของ Binance ทั้งหมด ซึ่งประกอบด้วย Binance Exchange, Binance Decentralized Exchange, Binance Chain, Binance Smart Chain และผลิตภัณฑ์กับบริการอื่นๆที่สร้างขึ้นเพื่อนำการเงินยุคใหม่มาสู่โลกแต่เดิม  BNB เป็นโทเคน ERC-20 แต่หลังจากนั้นมีการสร้างระบบ Binance Chain ทำให้ BNB ย้ายมาและกลายเป็นสกุลเงินหลัก Binance

17) DOT คือโทเคนเครือข่าย Polkadot โปรโตคอลนวัตกรรมที่มุ่งเน้นการขยายตัวได้รวดเร็ว ปลอดภัย พร้อมสร้างพื้นฐานการปฏิบัติการ cross-chain แบบ Trustless และ Decentralized โปรโตคอล Polkadot เป็นบล็อกเชนแบบโอเพนซอร์สที่รวบรวมบล็อกเชนอื่นๆเข้ามาไว้ในระบบนิเวศเดียวกันแบบ Decentralized สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลหรือสินทรัพย์ได้ทั่วทั้งเครือข่าย ช่วยให้บล็อกเชนต่างๆ ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพและความปลอดภัย ผู้ถือ DOT สามารถลงคะแนนเสียงเรื่องการทิศทางการบริหารระบบนิเวศ วางสเตก บอนด์ ทั้งนี้ DOT ยังใช่ขับเคลื่อนทั้งระบบนิเวศน์และปฏิบัติการสุดแสนซับซ้อนของระบบที่เชื่อมต่อ Relay Chain เชนหลัก กับ Chain อื่นๆคู่ขนานที่เรียกว่า “Parachain” (พาราเชน) และสะพานทั้งหลาย

18) SRM เป็นโทเคนยูทิลิตี้ของระบบนิเวศ Serum

ซึ่งเต็ม Decentralized Exchange (DEX) บนบล็อกเชน Solana ที่นำความเร็วสูงและค่าการทำธุรกรรมต่ำมาสู่โลก DeFi Serum ช่วยให้เกิดการซื้อขายข้ามบล็อกเชนแบบ on-chain Orderbook สามารถ Limit Order, Stop Loss, Bids และ Offers บน DEX ได้ ไม่เหมือน DEX อื่นๆที่ใช้ระบบ AMM  SRM เป็นโทเคน SPL (ทำงานบนบล็อกเชน Solana) แต่มีการ cross-list บนมาตรฐาน ERC-20 ด้วย

19) RAY คือโทเคนของโปรโตคอล Raydium ซึ่งเป็น AMM บนบล็อกเชน Solana ผู้ถือ RAY สามารถวางสเตกและร่วมออกคะแนนเสียงบริหารและกำหนดทิศทางของระบบได้ Radium เชื่อมต่อคำสั่งซื้อขายแบบกระจายศูนย์​ (Decentralized Order Book) ของ Serum เข้ากับสภาพคล่อง​ของ Raydium การเชื่อมต่อทำให้เครือข่าย ​Solana ได้รับผลประโยชน์​จากสภาพคล่อง​ของทั้งสองโปรโตคอล

ใครสนใจลงทุนก็ลองศึกษาเพิ่มเติมดูนะครับหรือลองเข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ Bitazza ได้เลย

Covid-19 พารายได้ลด ตกงาน เงินเก็บไม่มาก หยุดทำประกันดีไหม?

0

ในช่วงนี้หลายคนอาจจะกำลังลำบากในเรื่องการเงิน เพราะ Covid-19 ก็อยู่กับเรามาเป็นปีแล้วและยังไม่รู้ว่าเหตุการณ์จะเป็นอย่างไรต่อ หลายๆคนที่ผมรู้จักนั้นตกงานมามากกว่า 1 ปี หลายๆคนรายได้ลด ซึ่งทำให้เกิดผลกระทบต่างๆตามมาจนต้องคิดว่าอาจจะต้องมีการลดรายจ่ายขึ้น

คำถามของหลายๆคนก็คือ “รายจ่ายประเภทประกัน” เราควรจะทำอย่างไรต่อดี เพราะในช่วงที่เศรษฐกิจดีๆ มีงานทำและมีรายได้ก็ไม่ใช้เรื่องที่เป็นปัญหาอะไร แถมยังช่วยเราในเรื่องการป้องกันความเสี่ยงอีกด้วย แต่ในช่วงที่ไม่มีรายได้มากเท่าเดิม อาจจะกลายเป็นค่าใช้จ่ายจำนวนมากในชีวิตของใครหลายๆคนก็ได้

ตัวอย่างเช่น เราอาจจะทำประกันแล้วจ่ายเบี้ยปีละ 2-3 หมื่นบาท ซึ่งอาจจะดูเหมือนไม่มาก แต่หากอยู่ๆเราตกงานขึ้นมาแล้วมีเงินเก็บที่ต้องบริหารให้ใช้จ่ายได้เพียงพอในช่วง Covid-19 การที่เราต้องควักเงิน 2-3 หมื่นบาทออกมาจ่าย สำหรับหลายๆคนอาจจะเป็นเรื่องใหญ่ก็ได้

นอกจากนี้อาจจะมีบางคนคิดว่า ที่ๆทำไว้อยู่ “ก็ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไร ไม่ได้เข้าโรงพยาบาลเลย” ก็เลยมองว่าอาจจะเป็นค่าใช้จ่ายที่ตัดไปก่อนในช่วงยากลำบากตอนนี้ก็ได้

แนวทางที่อยากลองเสนอให้พิจารณากันมีดังนี้ครับ

1. จัดความสำคัญของประกันที่ทำก่อน

หลายคนอาจจะมีประกันหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นประกันสุขภาพ ประกันชีวิต ประกันสะสมทรัพย์ และ ประกันในรูปแบบอื่นๆ ในช่วงที่ Covid-19 ยังแพร่ระบาดอยู่ ประกันสุขภาพเป็นสิ่งที่สำคัญอันดับต้นๆและไม่ควรจะยกเลิก เพราะความเสี่ยงยังอยู่กับเรา เกิดยกเลิกไปแล้วป่วยขึ้นมาแบบนี้แย่เลย กลายเป็นว่าต้องเสียเงินเข้าไปใหญ่

2. ลองดูว่าจะตัดสินใจอย่างไรกับประกัน

หลังจากที่เราเรียงลำดับความสำคัญของประกันแล้ว ก็ลองมาประเมินดูว่าเราจ่ายกันไหวแค่ไหนเพื่อให้ผ่านช่วงเวลานี้ และลองดูทางเลือกอื่นๆว่าทำอย่างไรได้บ้าง ประกันที่จำเป็นเราก็อาจจะจ่ายต่อ ประกันบางประเภทหากเรายกเลิกไปอาจจะเสียโอกาสและผลประโยชน์สูงก็อาจจะกู้กรมธรรม์ไปก่อนในช่วงนี้ ส่วนประกันที่เราคิดว่ามันไม่จำเป็นต่อเรามาก ประโยชน์ที่เสียไปก็ไม่มากก็อาจจะพิจารณายกเลิก ก็อาจจะแบ่งกลุ่มประกันเป็น 3 ประเภท กลุ่มที่จ่ายต่อ กลุ่มที่กู้กรมธรรม์ กลุ่มที่ยกเลิก

3. ดำเนินงานตามแผนที่วางไว้

หลังจากที่ประเมินกันไว้แล้วก็อย่าลืมดำเนินงานตามแผนที่วางไว้นะครับ อาจจะลองปรึกษาเพื่อนที่เป็นตัวแทนประกันหรือนักวางแผนการเงินเพื่อปรับเปลี่ยนแผนให้สอดคล้องกับชีวิตในช่วงเวลานี้ดูนะครับ

ประกันอาจจะเป็นรายจ่ายที่หลายๆคนมองว่าสิ้นเปลือง ไม่ได้ใช้ แต่ในช่วงที่มีความเสี่ยงเต็มไปหมด ประกันคือสิ่งที่จำเป็นเสมอ ไม่ป่วยก็ดีแล้ว แต่มีก็อุ่นใจเสมอนะครับ

 

Staking ไม่ใช่การฝากเงินกินดอกเบี้ย

0

ในช่วงระยะหลังเราจะเห็นได้ว่า มีสื่อทางการเงินพูดถึง Cryptocurrency มากขึ้นและมีการนำผลิตภัณฑ์ทางการเงินไปเปรียบเทียบมากขึ้นเรื่อยๆ จนหลายๆครั้งถ้าหากมือใหม่ที่ยังไม่เคยเข้ามาในโลกการลงทุนของสินทรัพย์ดิจิทัลอาจจะพบกับความเสี่ยงได้ ตัวอย่างหนึ่งที่เรามักจะได้ยินเป็นประจำในระยะหลังก็คือ

“การฝากเงินในธนาคารได้ดอกเบี้ยน้อยกว่าการฝากเงินใน DeFi”

ในความเป็นจริงหากเราไปดูข้อมูลผลตอบแทนในโลกของ DeFi เราจะเห็นได้ว่า มันมีผลตอบแทนตั้งแต่ระดับน้อยๆไปสนถึงระดับ 100% หรือ 1,000% ได้ แต่พอมามองถึงดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคาร เช่น ดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ เราจะเห็นได้ว่ามันอยู่ต่ำกว่า 1% ต่อปี ซึ่งหลายๆคนก็เลยมองว่า งั้นเอาเงินมาเปลี่ยนเป็น Crypto แล้วเอาไปฝากดีไหม

อย่างถ้าเรามาดูตัวอย่างรูปข้างล่างนี้นะครับ มันจะว้าวมากหากเราไม่เคยรู้จักการเงินในโลก Crypto มาก่อน หากเราเอาเหรียญไปวางไว้ (วิธีการนั้นก็คล้ายๆกับการฝากเงิน) ก็จะสามารถสร้างผลตอบแทน 9.63% – 11.09% ต่อปีได้ การฝากเหรียญเดี่ยวๆนี้เขาเรียกว่าการนำไป Staking แต่จริงๆมันมีตัวอย่างอื่นๆอีกที่ได้ผลตอบแทนมากกว่านั้นด้วย

คำถามก็คือ หากเราเอาเหรียญไป Staking แบบนี้ มันต่างกับการฝากเงินในธนาคารอย่างไรและมีความเสี่ยงต่างจากธนาคารไหม?

ถ้าผมอธิบายง่ายๆ สมมติเราพูดถึงระบบการเงินแบบ Traditional โดยมีธนาคารเป็นตัวกลาง หน้าที่ของธนาคารคือ การรับฝากเงินของเราแล้วนำไปทำกิจกรรมทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็นการโอน การปล่อยกู้ ฯลฯ แต่พอเป็นโลกดิจิทัลที่ถูกออกแบบไม่ให้มีตัวกลางอย่างธนาคาร ทุกคนที่อยู่ในระบบ Blockchain เหรียญที่เราเอาไป Staking นั้นก็จะเอาไปช่วยยืนยันธุรกรรมและช่วยตรวจสอบเครือข่าย สิ่งที่เราจะได้รับมานั้นไม่ใช่ดอกเบี้ยเงินฝาก แต่จะเป็น Reward หรือ ผลตอบแทนที่เราเอาเหรียญมาช่วยยืนยันธุรกรรม

อย่างไรก็ตามสิ่งที่เราจะต้องระวังก็คือ “ความเสี่ยง” ที่อาจจะเกิดขึ้นได้

เหรียญมีมูลค่าลดลง : ในโลกของ Crypto นั้นมีเหรียญอยู่เยอะมาก ในกรณีที่เป็น Stablecoin ที่มูลค่าเหรียญมีความใกล้เคียงกับเงิน USD อาจจะดูคล้ายกับการฝากเงินมากเพราะมูลค่ามันไม่เปลี่ยนแปลงเท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นเหรียญทั่วไปที่เพิ่มลด มูลค่าได้ หรือแจกผลตอบแทนเป็นเหรียญที่มูลค่าเพิ่มลดได้ การที่เราได้ผลตอบแทนมาแต่มูลค่าเหรียญลดลงมากกว่า เราอาจจะขาดทุนก็ได้ เช่น Staking เหรียญได้ Reward มาได้ 3% แต่ขาดทุนมูลค่าเหรียญ 20% งี้

ผลตอบแทนอาจจะเปลี่ยนแปลงได้แบบรวดเร็ว : เวลาที่มี Project ใหม่ บางทีเราเห็นผลตอบแทนของการ Staking สินทรัพย์ดิจิทัลที่ให้กันเป็น 100% บางทีถ้าเรากด refresh ไปมา ผลตอบแทนอาจจะลดลงอย่างรวดเร็วก็ได้ ตรงนี้ก็เป็นสิ่งที่เราต้องทราบก่อนการลงทุนครับ

การถูกโกง (Rug pull) : ต้องอย่าลืมว่าในโลกของ Crypto หลายๆอย่างมันเกิดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อไม่ให้เกิดการควบคุมจากรัฐบาล ข้อดีมันก็มี ข้อเสียมันก็มี แต่ในส่วนที่ต้องระวังก็คือ ในบาง Project ก็ทำขึ้นโดยมีเป้าหมายในการโกงผู้ที่นำเหรียญมาวางไว้ โดยอาจจะเสนอ Reward สูงๆ พอคนเอามาวางไว้เยอะๆก็หายวั๊ป หลายคนเสียเงินเสียทองไปกับความโหดร้ายแบบนี้ และเมื่อมันไม่ได้อยู่ในกำกับของรัฐบาล เราก็ต้องดูแลรับผิดชอบตัวเองกันไป แต่ในเรื่องเดียวกันนี้มันเกิดขึ้นยากในธนาคารและสถาบันการเงินใช่ไหมครับ

ทั้งหมดผมก็เลยอยากจะบอกว่า การ Staking มันไม่ได้เหมือนการฝากเงินในธนาคารซะทีเดียว อาจจะคล้าย แต่มันก็มีความเสี่ยงที่ควรทราบด้วย ซึ่งก่อนที่เราจะตัดสินใจจะเอาเงินจากธนาคารมาหาผลตอบแทนใน Crypto ก็อย่าลืมวางแผนจัดพอร์ตการลงทุนด้วยนะครับ

เปิดพอร์ตกับทาง Bitazza โบรเกอร์ที่ได้รับอนุญาตจาก กลต. ได้ที่ https://bit.ly/3pgczbe

โอนเหรียญ Crypto ทำยังไง? ควรจะต้องรู้อะไรบ้าง?

0

ผมคิดว่าหลายๆคนก็คงจะรู้เรื่อง Crypto ในเรื่องของการลงทุน ซื้อขาย ทำกำไรไปกันบ้างแล้ว แต่ก็ยังมีหลายคนที่อยากจะทราบว่า หากเราจะโอน Crypto จากกระเป๋าหนึ่งไปยังอีกกระเป๋าหนึ่ง เช่น

  • โอนให้ตัวเองจาก Exchange ไปกระเป๋าส่วนตัวเพื่อทำ DeFi
  • โอนจาก Exchange ไทย ไป Exchange ต่างประเทศ

จะต้องทำอย่างไรบ้าง มีหลักการและข้อควรระวังอะไร มาอ่านกันได้เลยครับ

หลักการในการโอนมีอยู่หลักๆดังนี้ครับ

  1. กระเป๋าต้องเป็น Crypto ประเภทเดียวกัน
  2. ช่องทางที่ใช้โอนต้องเป็นเครือข่ายสอดรับกัน
  3. กรอกข้อมูลให้ครบถ้้วน

 

ตัวอย่างที่ โอนจาก Bitazza ไปยัง Binance

ในการที่เราจะส่งเหรียญจาก Bitazza ไปยัง Binance นั้น ต้องมองแบบนี้

  • ส่งจาก Bitazza: เราต้องกรอกที่อยู่ที่จะส่งไป (ส่ง)
  • รับที่ Binance: ต้องไปเอาข้อมูลที่อยู่ของเรา (รับ)

สมมติ ผมจะส่ง Stablecoin Tether ERC20 ไป นะครับ

ที่อยู่ของกระเป๋าปลายทางหาได้ไม่ยากครับ อย่างการฝากเข้าไปใน Binance จะใช้คำว่า Depost (ฝากเข้าไป) อย่างที่ผมบอกนะครับว่า กระเป๋าจะต้องตรงกัน เราจะส่ง USDT ไป ปลายทางของเราก็ต้องเป็นกระเป๋า USDT ส่งผิดเงินหายได้นะจ้า

ถ้าเราดูภาพข้างล่างนี้ ผมเขียนลูกศรไว้ 2 ตำแหน่ง

ด้านบน จะเป็นเครือข่ายช่องทางที่เราต้องเลือกให้ตรงกัน ใน Binance จะมี BEP2 BEP20 (BSC) ERC20 OMNI และ TRC20

ถ้าเราสั่งเกตจากฝั่งที่ส่งอย่าง Bitazza จะเห็นได้ว่า มันเป็น USDT ERC20 เราก็ต้องใช้ ERC20 ในฝั่งของ Binance เช่นกัน ตัวนี้จะเป็นเครือข่ายของ Etheruem นะครับ ถ้าเลือกส่งคนละช่องทาง เหรียญก็จะหายไปเช่นกัน ต้องระวังให้ดีนะครับ

ส่วนอักษรข้างล่างจะเป็นที่อยู่กระเป๋าตังนะครับ เราจะโอนเหรียญมาที่นี่ เราก็เอา Address ของที่นี่ไปที่ฝั่ง Bitazza ครับ เพื่อส่งมาหาที่นี่ครับ

หมายเหตุ:

  1. บางเหรียญจะมีช่องทางของตัวเองเลย เช่น BTC, ETH, XRP, DOGE
  2.  บางเหรียญต้องใส่ข้อมูลมากกว่า Address นะครับ เช่น XRP เราจะต้อง Copy Tag ที่เขาให้มาใส่ไปด้วย (ไม่ใช่ใส่อะไรก็ได้นะ) ไม่งั้นเหรียญไปไม่ถึงเช่นกัน ควรตรวจสอบให้ดีทุกครั้งก่อนโอน

เราก็เอาที่อยู่ที่เราจะส่งมากรอกลงกับทาง Bitazza นะครับ และกรอกจำนวนเงินลงไป อย่างไรก็ตาม การส่งแต่ละครั้งก็มีค่าธรรมเนียมในการใช้ระบบอยู่ด้วยนะครับ เช่นเรากรอกไปว่า 1,000 USDT และ สมมติค่าธรรมเนียมมีอยู่ 20 USDT ปลายทางจะได้รับ 980 USDT ครับ

เช็คก่อนนะว่าถูกไหม?

  1. ใช้ช่องทางเครือข่ายในการโอนช่องเดียวกันไหม? (ในกรณีนี้ ERC20)
  2. Address ของปลายทางถูกต้อง
  3. ข้อมูลกรอกครบหรือยัง

ถ้าแน่ใจแล้วก็กดส่งครับ แล้วรอเวลามันส่งไป เราก็จะได้รับเงินที่ปลายทาง

การส่งไม่ได้ยากใช่ไหมครับ? อย่างไรก็ตามการส่งเหรียญนั้นมีค่าธรรมเนียมอยู่ ซึ่งบางเหรียญค่อนข้างแพง เราจึงควรคิดให้แน่ใจว่าเราจะโอนเหรียญไปทำอะไร เงินต้นในการโอนเท่าไหร่จึงคุ้มค่า ต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนในเรื่องนี้นะครับ

ถ้าจะโอนเล่นๆเหมือนโอนเงินให้กันหรือชำระเงินกันเอง ผมแนะนำให้ระบบการโอนภายในของ App หากไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม แต่เราและเพื่อนต้องมี Account ภายใต้ Broker เดียวกันนะครับ

หากต้องโอนข้ามกันแล้วต้องเสียค่าธรรมเนียม ผมแนะนำว่าให้ใช้การโอนจากบัญชีธนาคาร หรือ Prompat ดีกว่านะครับ ไม่เสียค่าธรรมเนียมด้วย

คำเตือน:

  1. บทความนี้แค่แสดงตัวอย่างนะครับ อย่าโอนเงินให้ Address ในตัวอย่างนะครับ เพราะมันเป็น Address จำลองเพื่อการเขียนบทความ
  2.  Bitazza เป็นโบรกเกอร์ที่ได้รับอนุญาตจากทาง กลต ให้ดำเนินกิจการในประเทศไทยได้ แต่ Binance เป็น Exchange ต่างประเทศที่ไม่ได้รับใบอนุญาตจากทาง กลต.ไทยนะครับ การใช้บริการที่นี่จะไม่ได้รับความคุ้มครองจากทาง กลต. กรณีเกิดปัญหาครับ
  3.  บทความนี้นำเสนอความรู้ และแนวทางเท่านั้น โปรดศึกษาเพิ่มเติมด้วยตัวเอง กรณีมีการ Update ระบบ ทางเราจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายจากการทำธุรกรรมของท่านนะครับ

วิธีสร้าง Passive income ในโลก Crypto (ทำได้ด้วยตัวเอง)

0

มีคนถามมาเยอะว่า เมื่อเรามีเหรียญ Crypto ในกระเป๋าของเราเพื่อนำไปซื้อขายทำกำไรในตลาดแล้ว เราจะสามารถเพิ่มผลตอบแทนจากเหรียญด้วยวิธีอื่นได้ไหม? คือตอบก็คือสามารถทำได้ครับ อ่า วันนี้จะพามาดูว่ามันทำยังไง

ซึ่งในตอนนี้ผมก็จะเอาตัวเวปไซต์ของ Binance มาให้ดูว่าทำอย่างไร แต่อย่างไรก็ตามเวปไซต์นี้เป็นเวปไซต์ซื้อขายคริปโตในต่างประเทศ ทาง กลต. ไทยไม่ได้รับรองนะครับ

 

 

สิ่งที่เราจะต้องเตรียมก็คือ

  1. ต้องมี Account ของ Binance สมัครได้ที่นี่ครับ > สมัคร
  2. มีเหรียญที่สามารถนำมาวางไว้เพื่อสร้าง Passive income ได้ ซึ่งเราอาจจะโอนมาจาก Exchange หรือ Broker ของไทยนะครับ เช่น โอนจาก Bitazza มา Binance ก็ได้ แต่การโอนทุกครั้งมีค่าธรรมเนียมนะครับ

เมื่อเราพร้อมแล้วให้มาที่ Savings ตามภาพนะครับ มันจะเข้าไปสู่เมนูของการฝากเหรียญเอาไว้ เราก็เลือกดูเลยครับว่าเราสนใจเหรียญไหน

เมื่อเราเข้ามาแล้วจะเห็นได้ว่า มันจะมีเหรียญต่างๆที่เราสามารถใช้บริการได้เยอะมาก แต่ละตัวจะให้อัตราผลตอบแทนจากการนำเงินไปวางไว้แตกต่างกัน อันนี้เป็นตัวอย่างของสินค้าประเภท Flexible (ฝาก-ถอนเมื่อไหร่ก็ได้) เช่น

  • BTC 1.20% (Annual yield)
  • BUSD 6.00%  (Annual yield)
  • USDT 6.00%   (Annual yield)

แต่อัตราที่แจ้งมาในเวปนั้นสามารถเปลี่ยนแปลงได้นะครับ ไม่ใช่คงที่ถาวร ผมเลยเรียกว่า “ผลตอบแทน” เพราะมัน “ไม่ใช่ดอกเบี้ย” จากการฝากทรัพย์สิน

หากเราสนใจตัวไหนก็เอาไปวางไว้ได้ครับ โดยทั่วไปแล้ว เราสามารถนำเงินไปวางไว้ ขั้นต่ำ 1 เหรียญ ยกเว้นเหรียญดังกล่าวมีมูลค่าเยอะมาก ก็จะถูกถอนขั้นต่ำลงมาได้ครับ ข้อดีของการเอาเงินมาวางพักไว้ที่นี่คือ

  • ได้ผลตอบแทนเพิ่ม เมื่อเทียบกับวางเหรียญไว้ในกระเป๋าเฉยๆ
  • ถ้าคิดว่าจะต้องดอยยาว ก็เอามาพักใจได้ผลตอบแทนก่อนก็ได้

ผลตอบแทนที่ได้เขาจะให้ทุกวันๆนะครับ ระบบจะนำมาใส่ให้ในกระเป๋า Spot เราสามารถตั้ง Subscribe เอาไว้ได้เพื่อให้ระบบนำผลตอบแทนที่ได้มากลับไปฝากเอาไว้เพิ่ม

นอกจากนี้มันยังไม่แบบ Locked ด้วย คือ ล็อกเอาไว้ตามจำนวนวันที่กำหนด เช่น ต้องล็อกไว้ 7 วัน 14 วัน 30 วัน 90 วัน ซึ่งผลตอบแทนจะสูงกว่า

 

บางเหรียญก็มีการให้ผลตอบแทนที่ไม่เหมือนใครนะครับ เขาอาจะแถม Airdrop หรือเป็นเหรียญอื่นๆ ให้เรามาสะสมได้อีกด้วย ตรงนี้ก็ลองพิจารณาศึกษาดูข้อมูลเหรียญและปัจจัยต่างๆนะครับ

แน่นอนว่า การนำเหรียญไปวางไว้ “ไม่ใช่การฝากเงิน” ผมมองว่ามันเป็นการลงทุนในอีกรูปแบบหนึ่งที่มีความเสี่ยงเพราะหลายๆเหรียญนั้นราคาขึ้นลงได้ และหากเราซื้อมาแพง เช่น ได้ผลตอบแทนมา 3% แต่ขาดทุนจากมูลค่าที่ลดลง 10% ก็ทำให้เราขาดทุนในการลงทุนก็ได้ครับ

ลองศึกษาก่อนนะครับ การลงทุนมีความเสี่ยงจ้า

Binance https://bit.ly/3qjkSn3

Bitazza https://bit.ly/3pgchttps://bit.ly/3qjkSn3zbe

Bitazza ความท้าทายระดับโลกกับแผนการเชื่อมโลกเก่าและโลกใหม่

0

พอดีมีข่าวออกมาว่าพูดถึงความร่วมมือระหว่าง LIGHTNET VELO และ Bitazza ผมค่อนข้างสนใจประเด็นนี้มากเพราะน่าจะทำให้เกิดความท้าทายในการพัฒนาอุตสาหกรรม Digital และ Cryptocurrency เลยมาลองขยายความซักนิดนะครับ

[บทความนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผมเท่านั้นนะครับ]

ในข่าวที่ผมอ่านมาพบว่า Lightnet ได้มีการลงทุนใน Bitazza 6 ล้านเหรียญสหรัฐ (ถ้าคิดเป็นเงินไทย x30 บาท ก็ตกประมาณ 180 ล้านบาท) Move ครั้งนี้เป็นอย่างไร ผมว่าต้องมาดู Background ของแต่ละ Stakeholder กันนะครับ ซึ่งหลายคนอาจจะรู้จัก Bitazza อยู่แล้วว่าเป็นโบรกเกอร์และเป็น Platform ในการซื้อขาย Cryptocurrency ชื่อดังของประเทศไทย

ในส่วน Lightnet นั้น ถ้าไปอ่านข่าวจะพบว่าในช่วงต้นปี 2020 ที่ผ่านมา บริษัทมรการระดมทุนไปกว่า 1,000 ล้านบาท โดยมีผู้ถือหุ้นที่น่าสนใจคือ กลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ที่ทำร้านค้าปลีกอย่าง 7-11 ในประเทศญี่ปุ่น และร้านสะดวกซื้อ 692,000 แห่งทั่วโลกและกลุ่มเจ้าของ 7-11 กับ Starbucks ในไต้หวัน จีน ฟิลิปสินส์ และไปถึงบริษัทการเงินและการลงทุนต่างๆ 

โดยบริษัท Lightnet ทำ Blockchain ใน Stellar network โดย Focus ในเรื่อง Cross border Remittance หรือการโอนเงินต่างประเทศกับกลุ่มแรงงานข้ามชาติที่ไม่มีบัญชีเงินฝากในเอเชีย

คือต้องเข้าใจก่อนนะครับว่าเวลาที่แรงงานต่างชาติเข้าไปทำงานในประเทศต่างๆ เช่น คนพม่ามาอยู่ไทย คนอินโดนีเซียไปอยู่สิงคโปร์ บางทีเขาเปิดบัญชีธนาคารไม่ได้ด้วยเหตุผลหลายๆประการ เช่น กฎหมายไม่อนุญาตให้แรงงานผิดกฎหมายเปิดบัญชี

นเหล่านี้เวลาจะส่งเงินไปที่บ้าน ก็ต้องไปหาบริษัทโอนเงินไปปลายทางแล้วให้ที่บ้านไปรับเงิน หรือถ้าใครเคยได้ฟังเรื่องราวของคนจีนที่มาอยู่เมืองไทยสมัยก่อนก็จะฝากพวกโพยก้วนส่งเงินกลับไปที่บ้านแทน การเงินพวกนี้เป็นพื้นฐานมากยาวนานมาก ตั้งแต่ในศตวรรตที่ 8 มีการใช้ระบบการโอนเงินที่เรียกว่า Hawala system โดยใช้ระหว่าง อินเดีย เปอร์เซียในเส้นทางสายไหมด้วยครับ 

จริงๆ Project แนวๆนี้ผมเคยไปช่วยงานบริษัทหนึ่งทำอยู่ในช่วงปี 2016 ตอนนั้นตื่นเต้นมากแต่ด้วยความเข้าใจและกฎหมายที่ยังไม่อำนวยต่อเทคโนโลยี Cryptocurrency เท่าปัจจุบันผมเลยลาออกมาก่อน แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะมีความเป็นไปได้เยอะมาก โจทย์ก็คือ ถ้าเราสามารถเพิ่มทางเลือกให้แรงงานต่างด้าว โอนเงินแล้วไป Cash เงินได้ในปลายทางด้วยค่าธรรมเนียมต่ำกว่าธนาคาร (ไม่ต้องผ่าน Swift) ปลอดภัยกว่าโพยก้วนคงน่าสนใจไม่ใช่น้อยเลยใช่ไหมครับ

ผมว่าพวก Facility อะไรแนวนี้มันทำได้หลายแบบแล้วในปัจจุบันคือ

  1. โอนไปแล้วแลกกับพวกสถาบันการเงิน (Moneygram หรือ Western Union) หรือ ร้านสะดวกซื้อที่ปลายทางเป็นเงินสด แบบนี้ ผมเคยมองไว้กับ project ที่เคยไปช่วยตั้งแต่ 2016 โน้น ตอนนั้นผมคิดว่ามันยากมาก แต่พอมาดูเครือข่ายของร้านค้าปลีกของทาง Lightnet ผมว่ามันมีความเป็นไปได้ใน project แนวๆนี้
    2. โอนอยู่ในเครือข่าย app นั่นล่ะ แล้วเอาเงินออกจาก Broker หรือ Exchange ปลายทาง ผมว่าอันนี้ก็น่าสนใจ ผมจินตนาการเล่นๆว่า ถ้า Bitazza ไปมีสาขาในประเทศอื่นๆได้ มีใบอนุญาตที่ถูกต้อง มันก็จะเกิดรูปแบบการโอนเงินข้ามประเทศได้เช่นกัน ก็จะเป็นระบบแบบ CeFi ที่เป็น Gateway โดย Bitazza จะเป็นตัวกลางเชื่อมระหว่างผู้บริโภคและธนาคารในประเทศนั้นๆเพื่อเปลี่ยนเงินสดมาเป็น Crypto เข้าสู่เครือข่าย Platform ที่วางเอาไว้

ผมเลยคิดว่า Project นี้มันน่า ถ้าไม่ติดเรื่องใบอนุญาติในประเทศต่างๆ มันทำได้อยู่แล้ว ซึ่งมันจะมาตอบโจทย์ Lightnet ด้วย และผมเองก็อยากให้เอาเทคโนโลยีมาช่วยคนที่เข้าไม่ถึงระบบธนาคารซักที อย่างน้อยมันช่วยแรงงานต่างด้าวให้เข้าถึงโอกาสต่างๆได้มากขึ้น ปลอดภัย ค่าธรรมเนียมถูก สร้างคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นกับคนหลายล้านคนทั่วเอเชียนี้ได้เลย

จากข่าวจะเห็นได้ว่า Bitazza และ Lightnet ได้รับใบอนุญาติ MPI ในสิงคโปร์ และ EMI ในกลุ่ม EU แล้ว แปลว่าต่อไปถ้าเราจะโอนเงินจากไปยุโรป มันก็ทำได้ผ่านระบบ Blockchain และ Cash เงินออกได้ตามกฎหมาย น่าจินตนาการมากเหมือนกันว่า วันหนึ่งเราอาจจะสามารถเดินขึ้นเครืองบินโดยไม่ต้องแลกเงินจากธนาคารในเมืองไทย แต่เอา Crypto (เช่น USDT) ไปแลกเงินที่ประเทศปลายทางเลยก็ได้ แลกที่ร้านสะดวกซื้อ

ในส่วนของ Velo Digital credit และทำ Reserve system ที่จะเอาเหรียญไปทำธุรกรรมต่างๆได้ เช่น ปล่อยกู้ โอนเงิน ผมเข้าใจว่าต่อไปมันอาจจะใช้เป็นตัวกลางในการทำธุรกรรมที่มากขึ้นในเครือข่ายนี้ คงช่วยแก้ปัญหาได้มากมายในอนาคต 

จากที่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2021 ที่ผ่านมา หลายคนอาจจะกังวลเกี่ยวกับมาตรการของ กลต. ที่จะกำหนดคุณสมบัติของนักลงทุน Cryptocurrency ผมคิดว่าในส่วนของธุรกรรมในลักษณะนี้ไม่น่าจะเข้าข่ายอะไรและคิดว่า กลต. น่าจะสนับสนุน (ผมเชื่ออย่างนั้น) อย่างน้อยในวันที่มีการแถลงข่าวและถกประเด็น ในเวลาทีของ กลต. เองก็พูดว่า Stablecoin นั้นจะไม่ถูกกำหนดคุณสมบัติของนักลงทุน และผมเชื่อว่าการโอนเงินมันไม่ต้องการความผันผวนอยู่แล้ว โอน Stablecoin หรือ พวกธุรกรรม Reserve fixed value ทั้งหลายน่าจะใช้กันเป็นหลัก

 

ก้าวต่อไปของ Bitazza

ผมเองก็ค่อนข้างเชียร์โบรกเกอร์เจ้านี้นะเพราะวิสัยทัศน์ดีมาก ปัจจุบันเราเห็นว่า Platform นี้มีเฉพาะในส่วนของการซื้อขาย Cryptocurrency แต่เขาก็คลอด Project อื่นๆขึ้นมาเรื่อยๆ เช่น การเป็นตัวกลางในการรับชำระเงินให้กับห้างร้านต่างๆ (อ่านเพิ่ม สุดล้ำ ทำได้แล้วในไทย โอน Bitcoin ชำระค่าบริการกับร้านค้า)

และคิดว่าต่อไปถ้า Bitazza ทำในเรื่อง Investment ด้วย เช่น ทำ Staking, LP เชื่อมกับ DeFi ได้ด้วย ผมว่าบริษัทนี้จะกลายเป็นหนึ่งใน Core infranstructure ที่สำคัญเลยทีเดียว เพราะสามารถเชื่อมโลก Digital กับโลก Traditional ได้

จุดนึงที่ผมเห็นว่า Bitazza มีมากกว่า Broker/Exchange อื่นๆ ถ้า Go international คือ เขาไม่ต้องพึ่งระบบ P2P อย่างเดียวก็ได้ ก็เชื่อมกับ Retail shop หรือ เครือข่ายต่างๆในการ Cash เงินออก และเชื่อมกับธนาคารที่มี License ประเทศนั้นๆเลยก็ได้ ตรงนี้ผมว่าจะทำให้ BTZ มันมี Advantage ต่อตลาดมากกว่า เจ้าใหญ่ๆอีกหลายๆเจ้า (บางเจ้าต้อง P2P เท่านั้นนะ)

ว่าไปก็เก็บเหรียญ BTZ ต่อก่อนนะครับ เผื่อวันนึงมันมี Bittaza Smart Chain กับเข้าบ้าง 555 (มโนไปก่อน) 

เหรียญยังไม่ได้ List แต่อย่าพึ่ง List เลย ขอเก็บอีกหน่อยเหอะ เราบอกพวกเธอแล้วให้สมัคร Bitazza เราว่ามันเป็นเจ้าที่จะ Go Global ได้ สมัครเลยค่ะ https://bit.ly/3pgczbe

 

 

 

 

ก่อนออมคอยน์ ต้องรู้จักคอยน์ก่อน ว่าคอยน์ไหนทำอะไร

0

หลายคนอาจจะตั้งคำถามว่า การที่เราจะลงทุนซื้อคอยน์เนี่ยเราจะเริ่มต้นจากตรงไหนดี? เพราะมันมีเยอะมาให้เราเลือก แล้วแต่ละอย่างมันเป็นคอยน์แบบไหน มันเอาไปทำอะไร บทความนี้ก็จะเล่าให้ฟังนะครับว่าตัว Crypto ดังๆที่เราเคยได้ยินกันมันเป็นอย่างไร ถ้าเราลองแบ่งประเภทกันมันจะมีดังนี้นะครับ

  1. Decentralized exchange (DEX)

กลุ่มนี้เป็นกลุ่มของตลาดแลกเปลี่ยน cryptocurrency เป็นแบบ p2p ไม่ต้องมีตัวกลาง ไม่ต้องมีตลาด ไม่ต้องมีโบรกเกอร์อะไรพวกนี้ แต่ใช้ Blockchain ในการทำธุรกรรม คนมาใช้ช่องทางนี้ List เหรียญกันเยอะขึ้น ไม่ต้องมี KYC ใดๆ คนมาแลกเปลี่ยนกันเยอะ เหรียญที่รู้จักกันก็มี $UNI $SUSHI นะครับ

  1. Stablecoin

หลายคนคุ้นเคยกันดีเพราะเป็นกลุ่มเหรียญที่ไม่ผันผวน เพราะตรึงเอาไว้กับค่าเงิน USD เช่น $USDT $USDC $BUSD $DAI ซึ่งการตรึงค่าเงินมันก็มีทั้งในรูปแบบเอาเงินทรัพย์สินไปค้ำไว้ กับ การเอากลไกลของ Money supply ทำให้ค่าเงินไม่ผันผวน เรียกว่า (Seigniorage) พวกนี้ผมว่ามันสามารถเอามาใช้เหมือนเงิน USD ได้ในอนาคตเพราะราคาค่อนข้างนิ่งในตัวเอง

  1. Synthetic asset

ทรัพย์สินประเภทนี้จะเป็นการลงทุนแบบไม่ได้ถือ Asset นั้นๆก็ได้ เช่นในโลก Traditional เราอาจจะซื้อ Futures Options แทนการซื้อหุ้น พอเป็นโลก DeFi มันก็มีการลงทุนแบบนี้ได้ เช่น ไปซื้อทรัพย์สินที่อ้างอิงหุ้น น้ำมัน ผ่านการลงทุนในระบบ Blockchain ตรงนี้เราไม่ต้องผ่านตัวกลางอย่างตลาดซื้อขายก็ได้ ตัวอย่างของ เช่น $SNX

  1. Oracle

ตัวนี้มันจะเป็น Data ที่เขาจะ Link จากภายนอกสู่ Blockchain เช่น การดึงข้อมูลราคาทรัพย์สินต่างๆในการลงทุน ข้อมูลสัญญาอย่างประกัน การส่งสินค้า พอใส่ข้อมูลลงไปแล้วทุกอย่างตรงตามเงื่อนไข ธุรกรรมก็จะเกิด เช่น ส่งชองปุ๊ป กดรับปั๊ป ตัว Blockchain ปล่อยเงินให้คนขายเลย ข้อมูลภายนอกที่ใส่เข้าไปมันจะมาจากธุรกิจพวกนี้ ทำให่เงื่อนไขต่างๆในระบบมันทำงานได้ เช่น $Link $Band

  1. Aggregator

กลุ่มนี้จะเป็นตัวรวบรวมตังของนักลงทุน คล้ายๆธนาคาร กองทุน หรือ เฮ็จฟันด์ พวกนี้ก็จะเอาเงินนักลงทุนไปรวมกันเพื่อหาผลตอบแทน เช่น การเอาไปปล่อยกู้ เช่น $ALPHA $YFI ผมว่าต่อไปน่าจะมีอะไรอีกหลายอย่างที่เหมือนโลก Traditional อีกนะครับ

  1. Insurance

สุดท้ายก็เป็นเรื่องของประกันนะครับ เช่นการทำ Risk and Claim อย่างเช่น $wNEM ที่รับประกัน Bug และป้องกันความเสี่ยงและความเสี่ยหายจากการโจรกรรมของ Centralized Exchange ต่อไปเราอาจจะเห็นตลาดประกันมากขึ้นในแวดวงของ Crypto ก็ได้นะครับ

ก็ลองดูนะครับว่าเราสนใจ coin ประเภทไหน ก็ลองไปศึกษาต่อกันดู อย่าลืมว่าทุกอย่างมีความเสี่ยงและต้องศึกษาเรื่องความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนเสมอนะครับ

 

บทความนี้สรุปจากที่เคยคุยและอ่านบทสัมภาษณ์จาก CEO ของ Bitazza นะครับ

เหรียญพวกนี้มีใน Bitazza นะจ้า เปิดบัญชีที่ https://bit.ly/3pgczbe

 

ผลตอบแทนสูง 10%++ APY เริ่มจากการโอนคอยน์ให้เป็น

0

สวัสดีแฟนเพจพี่ต้าร์และนักออมคอยน์ทุกคน เชื่อว่าทุกคนที่ติดตามแฟนเพจนี้ก็คงมีบัญชีซื้อขาย Cryptocurrency กันแล้ว ซึ่งปกติพี่จะแนะนำ Bitazza ซึ่งเป็นโบรกเกอร์ที่ได้รับ License จาก กลต. ของประเทศไทย

ที่นี้ถ้าเราสังเกตก็คือในประเทศไทยยังค่อยข้างจำกัดในเรื่องของตลาด Crypto อยู่ ที่ทำกันอย่างมากก็คือ การซื้อขาย ซื้อคอยน์มาถูก ขายคอยน์ไปแพง กำไรบ้าง ดอยบ้าง ซึ่งผมเชื่อว่าในอนาคตตลาดในบ้านเราจะพัฒนาไปมากกว่านี้แหละ และอย่าไปว่าทาง กลต. หรือ Regulator เลย เขาก็เป็นห่วงคนไทย ตลาดนี้ความเสี่ยงสูงมาก การอนุญาตและออกกฎระเบียบก็อาจจะช้าหน่อย

หลายคนก็เลยศึกษาเรื่อง Crypto ไปเรื่อยๆก็จะเห็นได้ว่า ถ้าไปลงทุนในธุรกิจ Crypto ต่างประเทศ เช่น พวก CeFi (Centralize Finance) หรือ โผล่ไปในโลกของ DeFi (Decentralize Finance) ผลตอบแทนต่างๆมันช่างน่าสนใจมาก เพราะเราอาจจะเห็นผลตอบแทนมากกว่าเงินฝากบ้านเรา มันทำได้แบบ 10% ก็มี เป็น 100% หรือไปถึง 300%-400% APY ก็มี

แต่… ขอ Disclaimer ไว้นิดนะครับว่า การที่เราโอน Crypto ไปลงทุนที่อื่นนั้นมีความเสี่ยงสูงนะครับและอาจจะไปเจอการหลอกลวงหรือ Scam ได้ และทาง กลต. ไทยจะไม่ได้ดูแลเรานะครับ ตรงนี้เป็นความเสี่ยงของผู้ลงทุนแต่ละคนนะครับ

อันนี้เป็นตัวอย่างที่ผมลองเอาเงินไปลงทุนใน Lending Platform (ให้กู้ยืม) ใน Celsius Network นะครับ เอาคอยน์โอนไปฝากไว้แล้วเขาเอาไปปล่อยกู้ กำไรก็เอามาแบ่งกับเรา ถ้าเทียบกับระบบ Traditional ก็เหมือนเราเข้าไปร่วมกิจการธนาคารกับเขานะครับ แต่มันไม่ใช่ธนาคาร ล่าสุดที่เข้าไปดูคือ 12.50% APY

อีกตัวอย่างหนึ่ง อันนี้เป็น DeFi นะครับ ซึ่งเราจะต้องมีดังนี้

  1. กระเป๋าตังของเราก่อน เป็นกระเป๋าตัง Crypto ส่วนตัว ซึ่งถ้าจำรหัสเข้าไม่ได้ก็คือตังหายไปเลยนะ มันเป็น Decentralize ไปขอ username password ใครก็ไม่ได้ ผมมักจะแนะนำสมัครแล้วจดบันทึกในกระดาษแล้วซ่อนไว้ อย่าให้ใครเจอ ไม่งั้นเขาโอนเงินเข้าไปเอาได้ (ห้ามถ่ายรูป) เช่นใน Metamask Trustwallet
  2. Account ของ Binance เราจะโอนจากเวปนี้เข้าไปยัง Wallet ส่วนตัวของเราเพื่อไปทำ Staking เป็นการลงทุนในลักษณะเอาเงินไปรวมกันเพื่อมีโอกาสได้ยืนยัน Order ใน Blockchain แล้วได้ Reward มาแบ่งกันครับ

ภาพข้างล่างนี้เป็นตัวอย่างของการผลตอบแทน Staking ของ Venus ที่ผมลองเอาเงินไปใส่นะครับ (อย่างที่บอกนะครับ มีความเสี่ยงสูงและไม่ได้มีใครรับรองนะครับ เราอาจจะเสียตังไปหมดเลยก็ได้) ผลตอบแทนนั้นอยู่ที่ 60-70% APY ครับ

เอาหล่ะ ก่อนที่เราจะไปถึงจุดที่เอาเงิน Crypto เราโอนไปมา เรามารู้วิธีการโอนกันก่อนนะครับ เวลาที่เราโอนเงินผ่านธนาคารนั้น เราก็จะเปิด App ธนาคารแล้วใส่หมายเลขบัญชี เลือกธนาคาร ใส่เงินแล้วโอนไปใช่ไหมครับ

ระบบของ Crypto ก็คล้ายๆกัน เราจะต้องมีกระเป๋าตังก่อน ซึ่งหากเพื่อนๆเปิดบัญชีใน Bitazza แล้ว นั่นหมายความว่าเราก็มีกระเป๋าตัง (ที่ดูแลโดย Bitazza) แล้วก็ต้องไปเอาที่อยู่ในอีกกระเป๋าหนึ่งก่อน แล้วค่อยทำการโอนไปนะครับ

อันนี้เป็นตัวอย่างในการโอนเงินจาก Bitazza ไป Binance นะครับ วิธีการก็คือเราจะต้องเอาที่อยู่ของกระเป๋าตังเราใน Binance ก่อน

ขั้นตอนคือ

  1. เอาที่อยู่ที่จะฝากเข้าไปที่ Binance
  2. ไปเอาเงินจาก Bitazza ส่งฝากเข้าไป

วิธีเอาที่อยู่ก็ไปที่ wallet นะครับ แล้วก็ต้องไป Deposit (ฝาก)

พอเราเข้าไปปุ๊ป จะเจอที่อยู่กระเป๋าตัง มันจะขึ้นตัว QR และ อยู่ มันจะเป็นตัวอักษร 8xdk38r5js2348igb อะไรพวกนี้ นี่คือที่อยู่ของกระเป๋าตังเรานั่นเอง สามารถ Copy Address หรือ โหลด QR Code ได้เลย ส่วนช่องทางต้องเลือกให้ถูกนะครับว่าผ่านทางไหน เช่น ERC20 BEP2 BEPSC ตรงนี้ปรึกษากับทางผู้ดูแลลูกค้าได้นะครับ แต่ละครั้งที่ทำธุรกรรมต้องเช็คก่อนเสมอ อย่าทำผิดนะครับ

ทีนี้เราจะโอนเงินจาก Bitazza เราก็ต้องไปส่งคำสั่งส่งก่อนนะ โดยเราต้องไปบอกที่ Bitazza ก่อนว่าเราจะส่งเงินไปที่ไหน ก็กรอกที่อยู่ลงไป เขาก็จะคิดค่าธรรมเนียมในการโอน เราก็กดส่งไป

โดยเริ่มต้นที่เราต้องมาที่เหรียญที่เราจะส่ง ต้องเป็นเหรียญแบบเดียวกันนะครับ เช่น USDC ไป USDC สังเกตดูนะครับ ของ Bitazza จะมีวงเล็บไว้ว่า ERC20 แสดงว่าโอนผ่านระบบนี้ อย่าเลือกปลายทางที่ Binance ผิดนะครับ ไปคลิ๊กส่งข้างล่าง เลือกส่งบุคคบภายนอก

เราก็กดโอนไปให้ผู้อื่นนอก Bitazza แล้วกรอกที่อยู่ไป ที่เป็นเลขยาวๆจากการ Copy Address หรือ QR Code มา แล้วก็ใส่จำนวนเงินที่จะโอนไป แล้วดูข้างล่าง มันจะมีค่าธรรมเนียมในการโอนนะครับ

พอเราส่งไปแล้วก็รอแปปนึงนะครับ แล้วไปเช็คที่ปลายทางว่าเงินเข้าหรือเปล่า สิ่งที่ต้องระวังก็คือ

  1. การโอนผิดบัญชี เช็คดีๆนะครับไม่งั้นเรื่องใหญ่เลย
  2. ต้องดูด้วยว่าช่องทางที่โอนเป็นช่องทางเดียวกันไหม เช่น ERC20 ที่เป็นการโอนผ่านช่องทางของ Ethereum ไม่งั้นโอนไปไม่ถึงนะ และเราอาจจะเจอช่องทางอื่นๆ เช่น Binance Smart Chain (BEP20) ไรงี้ เดี๋ยวผมจะเอามาเล่าเรื่อยๆนะครับ
  3. การทำธุรกรรมแต่ละครั้งต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเสมอ วางแผนดีๆนะครับ

จะโอนไปไหนก็สร้างกระเป๋าเงินตรงนั้นไว้ ไม่ว่าจะเป็นระบบกระเป๋าในเวปหรือนอกเวปนะครับ ถ้าโอนเป็นแล้ว เดี๋ยวก็ลองดูว่าเราจะโอนไปหาผลตอบแทนที่ไหนได้บ้าง หลักการประมาณเดียวกันครับ

ไว้ผมมาเล่าเพิ่มเติมให้ฟังนะ

ปล. อย่าลืมนะครับว่า การลงทุนใน Crypto เป็นเรื่องใหม่ ความเสี่ยงสูงมาก ต้องระวังในการลงทุนนะครับ

อย่าลืมเปิดพอร์ตกับ Bitazza ก่อนนะครับ https://bit.ly/3pgczbe

Source:

พาทัวร์ Binance อีกโลกของเอา Crypto ฝากรับผลตอบแทน

0

ถ้าพูดถึงดอกเบี้ยเงินฝากในโลก Traditional อย่างธนาคารไทยบ้านเราจะเห็นได้ว่า ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์บ้านเราจะได้ 0.25% ต่อปี ซึ่งหลายๆคนจะรู้สึกว่า มันน้อยจังเลย จึงหาโอกาศเปลี่ยนเงินออมไปลงทุนแทน

แต่ถ้าหากเป็นโลก Digital นั้น เราจะเห็นได้ว่าเราสามารถนำ Crypto ไปฝากซึ่งได้ผลตอบแทนมากกว่า อันที่จริงสินค้าทางการเงินในโลกนี้ มันมีแบบผลตอบแทน 300-400% ต่อปีก็มี แต่ในบทความนี้ผมเอาแบบท่าง่ายให้ทุกคนได้เห็นก่อนนะครับ (ทยอยเล่าเนอะ) ก็คือการนำไปที่ Savings ใน Binance (พอดีทำ Link ไว้ให้ละครับเผื่อใครจะเปิดดูไปด้วยกันเลย)

Disclaimer: บทความนี้เล่าให้ฟังในกรณีศึกษาเท่านั้นนะครับ เนื่องจาก Binance เป็นผู้ให้บริการในต่างประเทศ ที่ไม่ได้รับรองจาก กลต. ในประเทศไทย จึงต้องศึกษาข้อมูลความเสี่ยงกันนะครับ

Binance เป็นเวปไซต์ที่ให้บริการซื้อขาย Crypto ในต่างประเทศนะครับ ประวัติคร่าวๆรวมถึงเหรียญ BNB ผมเคยเขียนเอาไว้ในบทความ สำรวจซื้อเหรียญ Binance จากปี 2017 ตอนนี้รวยแค่ไหน

สำรวจสินค้าประเภทการฝาก Crypto

ถ้าเราเข้ามาดูในหน้า Menu ของแต่ละอย่าง มันจะมี Product เยอะมากๆเลยนะครับ อย่าง Savings  Staking  Crypto Loans เอาเป็นว่าในโลกของ Digital มันก็มีการพัฒนาเรื่องสินค้าบริการมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่แค่การซื้อเหรียญ รอราคาขึ้น โอนให้กันแค่นั้น มันมีสินค้าให้เราฝาก กู้ อะไรอีกเพียบเลย

 

ถ้าเราเข้ามาใน Savings นะครับ มันก็จะมี List รายการออกมาแบบนี้นะครับ หากเราเอาเหรียญไปวางไว้ จะมีอัตราผลตอบแทนเท่าไหร่ ซึ่งถ้าจากประสบการณ์ส่วนตัว ผมก็จะเอาพวก Stablecoin ไปวางไว้เพราะมันไม่ได้ผันผวนมากและมันอิงกับค่าเงิน USD ตัวอย่าง USDT USDC BUSD ซึ่งมันจะไม่ได้ขึ้นลงๆแรงๆ

แม้จะเป็น Stablecoinต้องศึกษาข้อมูลด้วยเช่นกันนะครับ บางเหรียญก็มีข้อข่าวที่ทำให้คนสงสัยเรื่องความน่าเชื่อถืออยู่เหมือนกัน (การลงทุนมีความเสี่ยงอะเนอะ)

การใช้บริการนี้มันจะมี 2 แบบนะครับแบบ Flexible (ฝากถอนเมื่อไหร่ก็ได้) กับ Locked (ฝากยาวๆแบบมีกำหนดระยะเวลา 7 วัน 14 วัน 30 วัน 90 วัน)

ข้างล่างนี้เป็นตัวอย่างที่ผมลองเอาลงไปฝาก (แชร์ประสบการณ์จริง) อัตราผลตอบแทนมันก็ขึ้นมาอยู่เป็นตัวเขียวๆด้านขวานะครับ เขาให้เป็นรายวัน

 

ผลตอบแทนเขาจะมาเป็นรายวันนะครับ พอได้มาเขาก็จะไปวางไว้ให้เรา เราก็สามารถเอากลับมาเพิ่มใน Savings ได้เช่นเดิม แต่ถ้าไม่อยากมานั่งคลิ๊กทุกวันก็ให้มัน Auto-Subscribe ได้เลยครับ พอได้ผลตอบแทนมาก็จะมาลงทบลงไปให้อีกเรื่อยๆทุกวัน

ในส่วนของมือใหม่ จะเอาเหรียญไปไว้ที่ Binance นั้นก็มี 2 วิธีนะครับคือ

1. ซื้อเหรียญจาก Exchange หรือ Broker ในไทยแล้วโอนไป วิธีการนี้จะมีต้นทุนการซื้อขายและการโอน อย่างที่ผมลองแลกกับ Bitazza จะเจอค่าซื้อ 0.25% แต่เราใช้ BTZ ลดราคาได้ และค่าโอน USDC อีก $3 หรือประมาณ 150 บาท

2. ซื้อเหรียญใน Binance แต่เนื่องจากเวปนี้เป็นเวปต่างประเทศ เราไม่สามารถซื้อขายเงินบาทได้โดยตรง แต่เขาจะมีตลาด P2P ให้นะครับ คือเป็นพื้นที่ให้คนไทยมาซื้อขาย Crypto กันเอง เราโอนเงินผ่านธนาคารให้เขาแล้วเขาก็โอนมาให้ครับ

วิธีการอื่นๆนี่ก็อาจจะมีอีกนะครับ บางที่โอนได้ไม่เสียเงิน แต่ต้องไปผ่านที่นั่นที่นี่ก่อน 555 ต้องลองศึกษากันไป จะเจอวิธีการแปลกๆเรื่อยๆครับ

ก็เป็นการเล่าให้ฟังและแชร์ประสบการณ์นะครับ อย่าลืมว่าทุกการลงทุนมีความเสี่ยง โปรดศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุนเสมอครับ

หากต้องการซื้อขาย Crypto ผ่าน Broker ไทยที่ได้รับอนุญาตจากทาง กลต. ซื้อได้ที่ Bitazza ได้นะครับ

 

 

 

 

90,553แฟนคลับชอบ
1,819ผู้ติดตามติดตาม
935ผู้ติดตามติดตาม