คำถามโลกแตก!! ปันผลหุ้นต้องยื่นภาษีบุคคลฯไหม?

taxes-646512_640

มีน้องๆมือใหม่ที่กำลังออมหุ้นอยู่จำนวนมาก บ้างก็เรียนอยู่ บ้างก็ทำงานประจำแล้ว บางคนก็เป็น Freelance ด้วยนะ พอมีรายได้ก็งงกันเป็นไก่ตาแตกเลยว่า จะต้องยื่นภาษีกันยังไง ผมเองก็ไม่ได้เก่งภาษีหรืออเป็นผู้เชียวชาญด้านภาษีมาก แต่ก็พอจะมีประสบการณ์ในการพูดคุยกับสรรพากรมา แล้วก็โดนเขาบ่นอยู่หลายรอบ 5555 (แหม แต่จริงๆพี่ที่สรรพากรเขาก็ใจดีกันนะ)

วันนี้เดี๋ยวจะแชร์ประสบการณ์ส่วนตัวคร่าวๆในการยื่นภาษีให้ฟังในส่วนของ เงินเดือนประจำ เงินเดือนฟรีแลนซ์ และ เงินปันผลหุ้นนะครับ

มารู้จัก 3 มาตราที่เกี่ยวกับชีวิตของเรามากที่สุดในโลกาธิบดี

40 (1) จะเป็นมาตราที่มนุษย์เงินเดือนใช้กันเป็นหลัก การทำงานประจำจะได้สลิปเงินเดือนที่เขาจะหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามรายได้พึงประเมินในมาตรานี้นะครับ หน้าที่ของเราก็คือ เราต้องเอารายได้ตรงนี้ไปยื่นแบบรายการแสดงภาษีบุคคลธรรมดา โอเคนะ! ตรงนี้ไม่ค่อยยาก ส่วนใหญ่ที่ออฟฟิศจะคำนวณไว้ให้อยู่แล้ว

40 (2) จะเป็นมาตราที่บรรดาฟรีแลนซ์ใช้กันเป็นหลัก เป็นการจ้างงาน ตรงนี้เขาจะหักภาษี ณ ที่จ่ายกันเป็น Job ไป อย่างผมเจอ 2 อย่างคือ ค่าบริการเวลาทำงานต่างๆ 3% บางทีก็ถูกหัก 5% เรทเดียวกับดารานักแสดงในการออกสื่อนะครับ (ตอนแรกได้มาก็ ว้ายย ฉันเป็นดาราแล้วหรอ) หน้าที่ของเราก็คือ เราต้องเอารายได้ตรงนี้ไปยื่นแบบรายการแสดงภาษีบุคคลธรรมดา แต่สิ่งที่เราต้องระวังก็คือ เวลาเขาหักไป 3% 5% มันเป็นแค่การหักภาษี ณ ที่จ่าย บางคนคิดว่าหักไปแล้วแปลว่าจ่ายภาษีแล้ว แต่ไม่ใช่นะจ๊ะ มันต้องไปคำนวณฐานภาษีอีกที บางคนทำฟรีแลนซ์ ลืมใบโน้นใบนี้ ไม่ได้ยื่นภาษีครบ โดนปรับตายห่าไปเลย

โดยสรุป 40 (1) และ (2) ต้องยื่นภาษีบุคคลธรรมดา ประมาณว่าเหมือนตอนเรียนมหาลัยต้องผ่านวิชาบังคับ ไม่เรียนไม่จบ ไม่ยื่นโดนปรับ สรุป ยื่นแน่นอน #ยนน

อีกอันที่ถามกันเยอะมากคือ “เงินปันผลต้องทำไง”

40 (4) (ข) พวกเงินปันผลจากหุ้น เวลาซื้อหุ้นมาแล้วมันขึ้น😄 แล้วทางตลาดหลักทรัพย์ส่งใบส้มๆมาที่บ้าน ลองไปเปิดอ่านจะเห็นว่าเขาจะหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ 10% หน้าที่ของเราก็คือ เลือกว่าจะเอาเงินปันผลมายื่นแบบรายการแสดงภาษีบุคคลธรรมดาหรือไม่? ปกติแล้วเวลาที่ได้เงินปันผล เขาจะมีการหักภาษีนิติบุคคลไปก่อน แล้วมาหักภาษีเราอีกที มันเหมือนกันหักซ้ำซ้อน อาจจะไม่แฟร์กับประชาชน เขาก็เลยให้เราสามารถคำนวณเครดิตภาษีเงินปันผลได้ ก็ต้องมาดูฐานภาษี

  • ถ้าเราคิดว่าฐานภาษีเราต่ำก็เอารายได้ตรงนี้ไปคำนวณร่วมกับรายได้อื่นๆแล้วได้เครดิตภาษีเงินปันผลได้
  • ถ้าเราคิดว่าฐานภาษีเราสูงอยู่แล้ว ยื่นไปอาจจะต้องจ่ายเพิ่ม ก็ไม่ต้องยื่นแสดงรายได้ข้อนี้ เพราะเขาหัก ณ ที่จ่าย 10% ไปแล้ว 

โดยสรุป 40 (4) (ข) จะเลือกยื่นหรือไม่ยื่นก็ได้ แนะนำให้คำนวณก่อนว่ายื่นแล้วจะได้ประโยชน์ แต่ถ้ายื่นต้องยื่นทั้งหมดนะ ใบสีส้มทุกใบต้องเอามายื่น ห้ามยื่นแค่บางใบที่ได้ประโยชน์ อันนี้เหมือนเวลาเราเรียนวิชาเลือก จะเลือกหรือไม่เลือกก็เรียนจบได้ ก็แล้วแต่เรา ส่วนของกองทุนรวมลองไปศึกษาเพิ่มเติมดูใน 40 (8) ที่เป็นส่วนแบ่งกำไรของกองทุน ไม่ต่างกันมาก แต่ไม่ได้เครดิตภาษีเงินปันผล

บางคนอยากลงทุนแต่ไม่รู้จะสร้างเงินปันผลยังไง ก็สามารถศึกษาได้จากคอร์สสัมมาหุ้นของผม โดยสั่งซื้อและเรียนทาง online จาก www.aomstock.com ได้นะครับ

ปล. คำถามโลกแตก “แล้วตกลงนู๋ควรจะยื่นไหมค่ะ?”

ตอบ “นู๋ต้องลองคำนวณรายได้ของนู๋ด้วยตัวเองดูนะคะ คุณพี่รายได้ไม่เหมือนนู๋ ตัดสินใจให้ไม่ได้”

4 ปัจจัยในการเจ๊งหุ้นของมือใหม่

worried-girl-413690_640

ได้มีโอกาสคุยกับน้องๆที่รู้จักกันในช่วงนี้ แต่ละคนเล่าถึงประสบการณ์ในการซื้อขายหุ้นในฐานะมือใหม่ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ บางคนมาลงทุนในช่วงตลาดไม่ดี (ความสำเร็จก็ดูเหมือนจะยากอยู่แล้ว) แต่บางคนลงทุนมาในช่วงระยะเวลาตลาดดีแต่ผ่านเข้ามาในช่วงตลาดไม่ดี จากที่เคยดีใจ กำไรๆๆๆๆก็เปลี่ยนมาเป็นหวาดเสียวและบางตัวก็ขาดทุนและ Cut Loss ไปเรียบร้อย ที่คุยๆกันก็มีทั้งเล่นแนวเทคนิคของมือใหม่ มีลงทุนแบบปัจจัยพื้นฐานบ้าง ผมก็พอจะสรุปได้ว่าน้องๆผมนั้นได้พบปัจจัยอะไรที่ทำให้เจ๊งหุ้นได้

1. Mindset และวิธีการลงทุนไม่ชัดเจน เคยเจอใช่ไหม “ตอนแรกกูว่าจะเก็งกำไรอยู่นะแต่พอตลาดมันเปลี่ยนเนี่ยกูดอยทีกลายเป็นวีไอเลย” ไม่เป็นไรถือยาวได้ ตอนแรกดูกราฟอยู่ๆติดดอยมาดูงบเฉยเลยว่าที่ลงทุนไปมันดีหรือเปล่า วิธีการลงทุนมันมีเยอะมากและแต่ละระบบจะมี Mindset ที่แตกต่างกัน หากเราสามารถสร้างวิธีคิดในการลงทุนได้การลงทุนก็จะสามารถทำได้ดีขึ้น

2. ไม่ได้บริหารความเสี่ยง หลายคนเข้ามาลงทุนแล้วอาจจะมองว่ามันง่าย “มีแค่ราคาขึ้นกับราคาลง ซื้อต่ำไปขายสูงก็กำไรแล้ว ” อันนี้แหระอันตรายมากเพราะเราอาจจะไปเจอหุ้นลง แล้วลงอีก แล้วก็ลงเรื่อย จนพอร์ตเน่าตายไปเลยก็มี และที่เจออยู่บ่อยๆก็คือ อยากรวยต้องทุ่มเงินลงทุนเยอะๆ แล้วก็ทุ่มเลยจร้าาาา แล้วก็เจ๊งไปตามๆกัน มันจะแย่ไปกว่านั้นถ้าเงินที่เอามาใช้คือเงินที่ใช้จ่ายประจำวัน ค่าเทอมลูกงี้ เงินเอาไปใช้หนี้งี้

3. ไม่ได้ศึกษาข้อมูลมาดีพอ หลายคนซื้อหุ้นเพราะเห็นหุ้นขึ้น บางคนซื้อตามข่าว (ไม่รู้ว่าข่าวจริง ข่าวลือ ข่าวลวง หรือข่าวรู้หลังชาวบ้าน) บางคนซื้อตามเพื่อนบอก แบบว่ามีลุงข้างป้าข้างบ้านที่เป้นเพื่อนกับแม่ยายแฟนบอกมาว่าเขาจะทำโน้นทำนี่ อันที่จริงการลงทุนนั้นเราควรศึกษาข้อมูลและวิเคราะห์หุ้นด้วยว่ามันเป็นอย่างไร ไม่เช่นนั้นจะไม่ได้ต่างกับการพนันแล้วมันจะแย่มากที่เราถูกข่าวหลอกไปซื้อหุ้นไม่ดีแล้วติดดอยราคาสูง

4. อยากรวยเร็วเลยหาทางลัด ใครๆก็อยากรวย ผมก็อยาก แต่เชื่อไหมว่าบางคนอยากรวยวันนี้เลย ลงทุนไป 1 ล้านได้กลับมา 2 ล้านใน 1 วัน ได้ 20 ล้านใน 1 ปี จะได้สวยๆอยู่บ้าน ลาออกจากงานแล้วท่องเที่ยวทั่วโลก จริงๆแล้วการรวยเร็วมันทำได้ ถ้า

  • เรารับความเสี่ยงได้มากขึ้น ซื้อหุ้นความเสี่ยงสูง ลง TFEX อีก Short Long ลงทรัพย์สินโหดๆให้มันรู้ดำรู้แดงไปเลย
  • เราใช้เงินลงทุนมากขึ้น จะสร้าง 20 ล้าน ถ้าเรามี 1 ล้าน ย่อมยากกว่ามี 15 ล้านอยู่แล้ว
  • เราใช้เวลากับมันมากขึ้น ในระยะยาวหุ้นที่ดีจะให้ผลตอบแทนจากการทำธุรกิจโดยราคาไม่ผันผวนเท่าระยะสั้น

แน่นอนว่าหากเราอยากจะลงทุนอย่างปลอดภัย เราลงทุนในหุ้นที่ความเสี่ยงไม่สูงมาก เป็นหุ้นพื้นฐาน ใช้เงินลงทุนแบบทยอยซื้อและให้เวลากับมันมากขึ้น เราก็รวยได้เหมือนกัน ไม่จำเป็นต้องรีบรวย ผมยังมองว่าการสร้างความมั่นคงและมั่งคั่งแบบค่อยๆเป็นค่อยๆไปนั้นมันง่ายต่อมือใหม่ด้วย เมื่อคุณมีประสบการณ์มากขึ้นก็อาจจะไปลองวิธีการที่เสี่ยงมากขึ้นได้ ง่ายที่สุดก็คือการออมหุ้นแบบ DCA ครับ สำหรับท่านที่สนใจสามารถสั่งซื้อหนังสือและคอร์สสัมมนาได้ที่ www.aomstock.com นะครับ

ปล. ผู้เขียนเองสมัยลงทุนใหม่ๆ ก็เคยเป็นมาทั้ง 4 ข้้อเลยล่ะครับ 55555

เก็บเงินค่าหมอตอนแก่เท่าไหร่ดี?

  
โดยส่วนตัวแล้วผมก็เป็นคนไข้ของทั้ง รพ รัฐและเอกชน ซึ่งค่าใช้จ่ายต่างกันมาก แต่การรอคิวใช้บริการของ รพ รัฐจะนานกว่าและเวลาหมอฉีดยาเขาจิ้มๆๆๆเลย ไม่มีมาถามแบบ พร้อมไหมค๊า จะฉีดแล้วน้า ส่วนโรงพยาบาลเอกชนจะเน้นแง่การให้บริการ แต่ค่าใช้จ่ายก็ตามการบริการ

ล่าสุดมีเหตุที่ทำให้เข้าโรงพยาบาล ก็เลยตัดสินใจอยู่นานว่าจะไปหาหมอที่ไหนดี? พอดีว่าติดเสาร์-อาทิตย์ ซึ่งโทรไป รพ รัฐไม่มีเปิดแผนกที่ต้องไปหาซักโรง ก็เลยไป รพ เอกชนแทน รอคิวแค่ 2 คิว หมอตรวจ 5 นาที จ่ายยา รวมทั้งสิ้น 1,300 บาท (ซึ่งนี่ถูกแล้วนะ เคยไปที่อื่นเจอไป 2,000 – 3,000 ได้) ซึ่งผมเองก็ไม่รู้หรอกว่า ต้นทุนของค่ายาค่าหมอแพงขนาดไหน และผมจะไม่ไปหาเหตุผลให้เสียเวลาไปมากกว่าตั้งคำถามให้ตัวเองว่า

“ตอนนี้จ่าย 1,300 แล้วอีก 30 ปี จะจ่ายเท่าไหร่? แล้วเราควรมีเงินเท่าไหร่?”

พูดตามตรงว่า หลายคนยังไม่เคยคิดเรื่องการวางแผนในเรื่องนี้ แต่สำหรับคนที่เริ่มคิดถึงอนาคตก็จะเริ่มกำหนดเป้าหมายการมีเงินใช้ยามเกษียณ แต่ถ้าต้องคิดไปถึงอนาคตมากกว่านั้น ก็ต้องเตรียมในเรื่องค่ารักษาพยาบาลเอาไว้ด้วย

ทุกวันนี้ถ้าเราคิดแค่ว่า เราจะมีเงินใช้เดือนละ 20,000 ไปอีก 20 ปี (หลังจากอายุ 60) ก็เก็บไว้เลย 4.8 ล้าน ซึ่งนี่ยังไม่รวมเงินเฟ้อกับค่ารักษาพยาบาลนะ กระเพราไก่ไข่ดาวตอนนั้นอาจจะจานละ 200 ไปแล้วก็ได้ และแน่นอนว่าค่ายาอาจจะเพิ่มจาก 1,000 เป็น 5,000 ขั้นต่ำแล้วก็ได้ แล้วถ้าต้องจ่ายไปกับค่าอื่นๆที่แพงกว่านั้นคงหมดตัวกันง่ายๆยามแก่เลย อย่าดราม่าที่เกิดขึ้นในอเมริกาก็คงเห็นกันอยู่ว่า อยู่ค่ายาเพิ่มจาก $13.5 เป็น $750 ได้ และยาเองก็เป็นสินค้าไม่มีข้อต่อรองด้วยสิ

พูดถึงอนาคตของเราเองก็ต้องถามว่าตอนนั้นจะทำอย่างไร ยิ่งแก่การทำประกันชีวิตและสุขภาพทั้งหลายก็ย่อมยากขึ้นจนไปถึงถูกปฏิเสธการทำและอีกทั้งสังคมปัจจุบันคนก็ใช้ชีวิตคนเดียวมากขึ้น (ไม่มีลูกไม่มีผัว) การหาเงินเพื่อใช้ในอนาคตก็เลยต้องคิดหนัก

10 ล้านบาทพอไหม? 

ถ้าการลงทุนมันชนะเงินเฟ้อก็โอเคใช่ไหม?

ถ้าใครไม่รู้จะเริ่มยังไงก็เริ่มตอนนี้เลย เริ่มเก็บเงินให้มีเงินออมก่อนแล้วก็นำเงินออมไปบริหารให้งอกเงยขึ้น ผมจะมีพูดถึงการลงทุนในหุ้นและกองทุนรวมในคอร์สออมหุ้น www.aomstock.com นะครับ แล้วลงทุนต่อยอดความมั่งคั่งอย่างมีวินัยในทรัพย์สินที่ให้ผลตอบแทนมากกว่าเงินฝาก แต่ต้องวอเคราะห์ให้เป็นว่าทำยังไง

สุดท้ายนี้ก็อยากจะบอกทุกท่านว่า การบริหารเงินเป็นเรื่องของทุกคนนะครับ หากไม่เริ่มวางแผน เราก็อาจจะลำบากในอนาคตได้ครับ

วิธีการลงทุนที่ดีที่สุดของมนุษย์เงินเดือน

icon-433372_640

มีคนมาปรึกษาบ่อยมากๆเลยครับว่าจะลงทุนอย่างไรให้รวย? 

การตั้งโจทย์ว่า “ให้รวย” ในแต่ครั้งที่ผมเจอ มีคนจำนวนไม่น้อยมักจะจบลงที่ “จนลง” ทุกทีไป เพราะถ้าเราเริ่มต้นด้วยความอยากรวยเราก็จะเข้าไปใช้เครื่องมือทางการเงินให้เรารวยเร็วๆ ซึ่งนั่นจะนำพาเรามาพบจุดที่เสี่ยงมากของชีวิต โดยการนำเงินไปลงทุนในทรัพย์สินที่มีความเสี่ยงสูงและเมื่อเราไม่เชี่ยวชาญในการลงทุนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว การเข้าสู่หายนะนั้นจึงเกิดขึ้นได้ จนทำให้หลายๆคนมองว่าการลงทุนคือการพนันและความเสี่ยง

แต่อันที่จริงแล้วการลงทุนต่างกับการพนันตรงที่เราต้องรู้ว่าเราจะศึกษาหาแนวทางและจัดการความเสี่ยงอย่างไร ซึ่งในกรณีของมนุษย์เงินเดือนนั้นสามารถทำได้ไม่ยาก โดยปกติแล้วผมจะวางแผนด้วยการ

  • บริหารรายรับรายจ่ายให้เกิดเงินออมระหว่างเดือน ดูว่าเงินเดือนเรามีอยู่เท่าไหร่ที่พอจะเก็บออมได้แต่ละเดือน การออมมีหลักการหลายอย่างครับ ไม่ว่าจะออมเป็นตัวเลข ออมเป็นเปอร์เซ็นต์ หรือการตั้งเป้าการออมแบบอัตราก้าวหน้า การวางแผนการออมนี่ทำให้เรารวยขึ้นในขั้นที่ 1 แล้ว เนื่องจากเรามีเป้าหมายว่าเราจะไม่ใกล้ชิดกับหนี้สิน
  • วิเคราะห์ความเสี่ยงของเราและการจัดพอร์ตทรัพย์สินแต่ละประเภทความเสี่ยง โดยการที่เราต้องดูภาระทางการเงินและความเสี่ยงของเราว่าเป็นอย่างไรบ้าง ถ้าเรามีภาระเยอะไม่ต้องการเสี่ยงมาก ก็จัดพอร์ตการลงทุนในทรัพย์สินที่ความเสี่ยงไม่มาก พูดง่ายๆก็คือเราต้องสร้างสมดุลในพอร์ตให้เหมาะสมกับเรานะครับ ถึงคุณมีภาระเยอะคุณก็ลงทุนทรัพย์สินเสี่ยงสูงได้แต่ในปริมาณที่น้อยครับ ซึ่งการเลือกลงทุนนั้นจะต้องศึกษาเพิ่มเติมและขึ้นอยู่กับประสบการของแต่ละคนนะครับ ไม่ว่าจะเป็นหุ้นหรือกองทุนรวมก็ตาม
  • สร้างวินัยในการลงทุนสไตล์มนุษย์เงินเดือน ด้วยการนำเงินออมมาทยอยลงทุนเรื่อยๆตามเป้าหมายของเรา รวมถึงการติดตามผลการลงทุนว่าเราได้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายหรือไม่ เพื่อปรับปรุงพอร์ตการลงทุนของเรานะครับ

สำหรับในแนวทางปฏิบัติจากการเป็นมนุษย์เงินเดือนของผมนั้น ผมเริ่มจากการนำเงินออมไปดำเนินการดังนี้ครับ

  1. ซื้อประกันเพื่อปกป้องความมั่งคั่งของเราเป็นอันดับแรก ในช่วงที่เราหาเงินได้ ยังมีเงินเดือน สุขภาพสำคัญที่สุดครับ อีกทั้งเรายังสามารถนำประกันไปใช้ในการลดหย่อนภาษีได้
  2. นำเงินไปลงทุนใน LTF RMF เพื่อใช้สิทธิ์ทางภาษีและเพื่อเป็นการสร้างเป้าหมายในการลงทุนในระยะยาวของเราเองครับ การเลือกซื้อกองทุนนั้นก็ต้องดูว่ากองไหนเหมาะสมกับเราในเรื่องความเสี่ยงด้วยนะครับ จุดนี้จะลดภาษีพร้อมๆสร้างความมั่งคั่งให้กับเรา
  3. เงินที่เหลือจากเงินออมเราสามารถนำไปลงทุนตามความเสี่ยงอื่นๆของเราได้เช่น หุ้น กองทุนรวมหุ้น กองทุนรวมอสังหา หรือนำไปลงทุนในเรื่องอื่นๆได้อีก ตามแต่ที่เราต้องการครับ ข้อ 3 จะเพิ่มความมั่งคั่งต่อยอดไปจากข้อสองเพิ่มขึ้นอีก

การลงทุนเป็นเรื่องไม่ยากอย่างที่คิด ทุกท่านสามารถประสบความสำเร็จได้ สำหรับผู้ที่สนใจการลงทุนสไตล์มนุษย์เงินเดือนแบบออมหุ้น เพื่อสร้างผลตอบแทนมนระยะยาวรวมถึงการบริหารเงินส่วนบุคคบอย่างครบวงจร สามารถสมัครเรียนหรือสั่งซื้อหนังสือผมได้ที่ www.aomstock.com นะครับ

คำถามคาใจ! DCA คือการถัวหุ้นหรือเปล่า?

 

คำว่า “ถัวหุ้น” เป็นคำที่อยู่คู่กับนักลงทุนมายาวนาน จะได้ยินคำนี้ในแง่ไม่ค่อยดีซักเท่าไหร่ เพราะนักลงทุนที่มีประสบการณ์จะมองว่ามันเป็นการตัดสินใจการทำอัตวินิบาตกรรมพอร์ตโฟลิโอของตัวเอง เมื่อเห็นหุ้นลง ก็คิดว่า “ตายห่าแล้วกรูติดดอยค่ะ” จะทำให้หลุดดอยก็ซื้อหุ้นเพิ่มไป “ทุนจะได้ลด” แล้วก็รอวันเวลาให้ “หุ้นเด้ง” แล้วเราก็ขายมันออกไปสวยๆในราคาที่ไม่ติดดอย หรือ ขาดทุนน้อยที่สุด

ยกตัวอย่างเช่น ซื้อหุ้นไปในราคา 0.10 บาท จำนวน 1,000,000 หุ้น แล้วมันลงไปวันรุ่งขึ้นเหลือ 0.08 บาท ก็ซื้ออีก 1,000,000 หุ้น ให้ราคาเฉลี่ยมันลดลงมา 0.09 บาท ถ้าหุ้นมีข่าวดีแล้วเด้งไป 0.10 เราก็จะกำไรเลยทันที เย่!!!!

นักลงทุนหลายคนที่เป็นมือใหม่จะค้นพบวิธีการลงทุนและถัวหุ้นด้วยตัวเองแบบนี้หลังจากเข้าตลาดหุ้นโดยไม่ต้องมีเซียนสอน แต่อย่างที่บอกแหล่ะว่ามันคือการทำอัตวินิบาตกรรม ส่วนใหญ่หุ้นมันจะลงไปต่อเหลือ 0.07 0.05 0.02 0.01 บางทีก็เน่าตายห่าออกจากตลาดไปเลยก็มี

เพราะฉะนั้นแล้วมันก็เลยมีเทคนิคในการตัดขาดทุนของนักเก็งกำไร อันเป็นการสรุปในหนังสือ งานสัมมนาและองค์ความรู้ต่างๆว่า 

อย่าซื้อหุ้นขาลง – อย่ารับมีด – อย่าถัวหุ้น

ซึ่งพอนิยามนี้มันแพร่กระจายไปยังหมู่นักลงทุนมือใหม่ พอเขามาเห็นแนวทางการออมหุ้นแบบ DCA ก็จะมองว่า 

“แม่มบ้า ซื้อหุ้นขาลง บ้าไปแล้ว ทำก็โง่สิ”

แต่สำหรับผมซึ่งเป็นนักลงทุนแนวนี้มายาวนานก็คงยืนยันว่า การซื้อหุ้นแบบ DCA ต่างกับการ ถัวหุ้น ในแง่ของวิธีคิด (Mindset) และ กลยุทธ์อยู่แล้ว ขอแจกแจงให้ได้เสพดังนี้

1. Mindset ของ Dollar Cost Average (DCA) ไม่ได้มองเรื่องราคาหุ้นด้วยสาระสำคัญเหมือนการเก็งกำไร 

DCA จะมองถึงตัวหุ้นว่าอนาคตจะเติบโตในแง่ของธุรกิจและการทำกำไรขนาดไหน ด้วยการเอาข้อมูลปัจจุบัน แนวทางการดำเนินธุรกิจ การมองปัจจัยที่มีผลต่ออนาคตในระยะยาวมา “มโนอย่างมีหลักการพร้อมรับความเสี่ยง” และลงทุนกับมันไปอย่างมีวินัย

เมื่อเราเข้าใจในตัวธุรกิจแล้วปรับเปลี่ยน Mindset การลงทุนจะเห็นได้ว่า การซื้อหุ้นที่ยอดเยี่ยมในช่วงที่มันราคาลดลงนี่แหระคือสิ่งที่สุดยอดของการลงทุนเลย 

(ในส่วนนี้จะมีสอนเรื่องการดูธุรกิจและมีตัวอย่างในคอร์สออมหุ้น www.aomstock.com

2. การออมหุ้นแบบ DCA ต้องมีกลยุทธ์ แต่การถัวหุ้นมักจะเกิดจากอารมณ์ 

ลองสังเกตมือใหม่ที่เก็งกำไรดูก็ได้ หลายคนซื้อหุ้นไปปุ๊ปหวังว่าหุ้นจะขึ้นแต่หุ้นลง สิ่งที่เกิดขึ้นต่อคือจะมีอาการ “ผีเข้า” ไม่กล้าขายขาดทุนแต่ใช้การทุ่มเงินลงไปเพื่อให้ทุนที่ซื้อมันลดลง บางคนกะเล่นเก็งกำไรไม้แรก 20% แต่พอหุ้นลงตู้มๆ แรกๆก็ถัวเพิ่ม 50% แล้วก็ลงต่อ ค่อยๆถัวเพิ่มในอัตราลดเหลือ 30% 10% แล้วก็ติดดอยกันไป (ถัวจนหมดหน้าตัก ยังลงอีกหรอวะ??) 

เมื่ออาการผีเข้าจบลงก็จะมอบการ์ด “ไม่ขายไม่ขาดทุน” และ เริ่มการแปลงสภาพตัวเองไปเลย ด้วยการไปนั่งอ่านพื้นฐานของหุ้นตัวนั้นๆว่ามีโอกาสฟื้นไหม?” (อยู่ๆก็กลายเป็น VI ได้เลย เหลือเชื่อฉิบหาย!)

DCA จะแตกต่างไปด้วยการใช้กลยุทธ์ทยอยซื้อไม่ว่าหุ้นจะขึ้นหรือจะลง เป็นการสร้างพอร์ตอย่างสม่ำเสมอแบบมีวินัย ด้วยการนำกระแสเงินสดจากเงินออมมาใช้ ณ จุดนี้ DCA จึงมี Money Management ในตัวของมันเองและนำอารมณ์ออกจากราคาซื้อขายในตลาดหุ้น

ด้วยความแตกต่างทั้งในแง่ของ Mindset และการ Take Action การออมหุ้นแบบ DCA หรือการซื้อแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน มันก็ย่อมต่างกับการถัวหุ้นอย่างสิ้นเชิง หากสนใจคอร์สออมหุ้น-หนังสือ สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ www.aomstock.com แล้วพบกับการสอนหุ้นและการลงทุนที่ฮาที่สุดในโลกนี้ได้

คำถามคาใจ! DCA เฉลี่ยขาลงสะสมเงินปันผลดีจริงหรือ?

  

นักลงทุนมือใหม่เกือบทุกคนจะต้องมีคำถามเกี่ยวกับการบริหารจัดการพอร์ตการลงทุนในช่วงหุ้นตก บางคนถอดจิตถอดใจไปก็เยอะเพราะไม่รู้จะตัด(สิน)ใจอย่างไรต่อ โดยเฉพาะนักออมหุ้นที่มีเป้าหมายซื้อหุ้นเพื่อสะสมทรัพย์สินตลอดจนสร้างพอร์ทเพื่อให้ได้ Passive Income เช่น เงินปันผล 

แต่เมื่อเห็นราคาหุ้นตกไปเรื่อยๆ เป้าหมายกลับเปลี่ยนไป กลายเป็นการคิดว่า “รู้งี้ขายดีกว่า” แปลงร่างเป็นเทคนิคทันที และกระทำการฮาราคีรีด้วยการ “แล้วกูก็ Cut loss ในที่สุด” และทำให้เราไปไม่ถึงเป้าหมายซักที แล้วก็มองว่าวิธีการนี้มันไม่เห็นดีเลย 

หุ้นตกมันก็คือหุ้นตกนั่นแหระ ปัญหามันอยู่ที่ว่าคุณมีหุ้นเปล่า ถ้ามีหุ้นใครๆก็ขาดทุน ใครไม่ขาดทุนก็ขาดทุนกำไร เรามีแค่ทางเลือกว่าได้วางกลยุทธ์ในการลงทุนเผื่อหุ้นตกอย่างไร จะขายทิ้งหรือจะถือ ตรงนี้ก็อยู่ที่วิธีคิดและ Mindset ในส่วนของการออมหุ้นแบบ DCA หลักการเหมือนเดิมคือการเลือกหุ้นที่มีการเติบโตดี ทยอยลงทุนรายเดือนเรื่อยๆโดยไม่สนใจราคา 

ใช่ครับช่วงที่ผมกำลังเขียนอยู่นี้คือช่วงกันยายน 2558 ซึ่งเป็นช่วงที่ตลาดหุ้นปรับตัวลงเรื่อยๆจาก 1,600 ลงมา 1,300 เด้งมาแถว 1,400 คนถือหุ้นตอนนี้คงบ่นกันน่าดู และไม่รู้ว่าการทยอยซื้อเพื่อรับเงินปันผลที่มากขึ้นจะคุ้มต่อการขาดทุนของราคาหุ้นไหม?

มันก็กลับมาที่เป้าหมายเราแหระและก็อยู่ที่หุ้นที่เราเลือกด้วยว่ามันยังโตในระยะยาวได้เปล่า ถ้าวิเคราะห์แล้วว่าเป็นเหตุการณ์ระยะสั้นที่เราสามารถเข้าใจได้ ตลอดจนอัตราผลตอบแทนเงินปันผลมีโอกาสเพิ่มขึ้นจากการทำกำไรได้อีกไหม? ซึ่งองค์ประกอบทั้งหมดผมจะสะสมต่อไปถ้าเป็นลักษณะนี้

  • หุ้นนั้นดี เติบโตได้เรื่อยๆตาม Mega Trend (วิเคราะห์เชิงคุณภาพ)
  • หุ้นนั้นสร้างผลกำไรและอัตราเงินปันผลมากขึ้นเรื่อยๆ หรือถ้าน้อยลงต้องอธิบายได้ว่าเกิดจากเหตุผลที่ไม่กระทบต่อระยะยาว (วิเคราะห์เชิงปริมาณ)
  • หุ้นนั้นมีแนวโน้วราคาที่ลดลงเรื่อยๆจากอารมณ์และความคาดหวังของตลาดที่เปลี่ยนไป (การหาจังหว่ะซื้อ)

หลายๆคนอาจจะนึดภาพและสูตรคำนวณออกแล้วว่า ก็ใช้ Dividend Discount Model (DDM) คำนวณเพื่อซื้อสิ! เพราะยิ่งราคาลดอัตราผลตอบเพิ่มยิ่งดีเลย ดีออก! และถ้าเราไปสำรวจหุ้นในตลาด ณ เวลานี้ก็มีหลายตัวที่ อัตราผลตอบแทนเงินปันผลเพิ่มขึ้นในขณะที่ราคาหุ้นลดลงหลายตัวเต็มไปหมด

การใช้ Dollar Cost Average (DCA) ก็เป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งที่เราสามารถทำได้ เพราะเราไม่รู้ว่าราคามันจะลงอีกเปล่า และผลกระทบในระยะสั้นจะมีอะไรอีก ก็ซื้อเฉลี่ยสะสมเงินปันผลไปเลย การขาดทุนใน capital gain ก็จะเกิดขึ้นได้ปกติครับ (ไม่ต้องซีเรียส) และ การลงทุนรายเดือนในช่วงเวลาที่หุ้นลงเรื่อยๆ  ก็จะมีโอกาสสะสมหุ้นได้มากขึ้นจากราคาที่ลดลงได้ เพราะ DCA เราลงทุนภายใต้แนวคิดไม่สนใจราคาอยู่แล้ว ถ้าคนกลับมาซื้อหุ้นอีกครั้งราคาเพิ่ม เราซื้อแพงขึ้น เดี๋ยวจะเสียดายว่ารู้งี้ทำไมไม่ซื้อกันตอนถูกๆ ช่วงหุ้นลงสะสมไว้เยอะๆเราก็จะสร้าง Passive income ได้มากขึ้นในระยะยาวได้

แหม… ดูเหมือนผมจะทำเรื่องขัดหลักการนักลงทุนหลายๆคนเรื่องไม่ขายไม่ขาดทุนและซื้อเฉลี่ยขาลงนะครับ แต่ถ้าแม่นหลักการ DCA ทำได้แน่นอน หากสนใจแนวคิดการลงทุนแบบ DCA สามารถสั่งซื้อหนังสือและคอร์ส online ได้ที่ www.aomstock.com คราบ

คำถามคาใจ! DCA ในหุ้นหรือกองทุนรวมดีกว่ากัน?

ผมมักจะได้พบ Fanpage และเพื่อนๆนักลงทุนมือใหม่ถามเป็นประจำเลยว่าหากเราต้องการลงทุนแบบประจำ ควรจะนำเงินไปซื้อหุ้นหรือกองทุนรวมถึงจะดีกว่ากัน? ซึ่งคำว่า “ดีกว่ากัน” ของแต่ละคนก็มีความแตกต่างกันนะครับ แต่โดยส่วนใหญ่คำถามนี้มักจะหมายถึง

“ได้ผลตอบแทนสูงกว่ากัน” 

ถ้าผมพูดตามทฤษฎีก็คงจะบอกได้ว่าการลงทุนในทรัพย์สินที่มีความเสี่ยงในการลงทุนสูงกว่า “คำตอบก็ย่อมเป็นหุ้น” รวมถึงถ้าเป็นประสบการณ์ของผมเองที่ลงทุนแบบ DCA ทั้งหุ้นและกองทุนรวม ผมก็คงจะตอบได้ว่าพอร์ตที่เป็นหุ้นผลตอบแทนสูงกว่ากองทุนรวมอยู่แล้ว แต่ถ้าในเชิงปฏิบัติจริงผมเชื่อว่าหลายคนที่ไม่ทราบวิธีการลงทุนหรือยังเป็นนักลงทุนมือใหม่ จะลงหุ้นหรือกองทุนรวมก็ตาม โดยที่ยังศึกษาไม่มาก มีการใช้โชคชะตาช่วยเหลืออยู่ ก็มีโอกาสขาดทุนได้เหมือนๆกัน รวมถึงอาจจะได้ผลตอบแทนที่สลับกันก็ได้ พูดง่ายๆก็คือ อาจจะพบว่าผลตอบแทนของกองทุนรวมทำไมสูงกว่าหุ้นที่ลงทุนซะได้เนี่ย!

เพราะฉะนั้นแล้วในมุมมองส่วนตัวของผมก็คงจะ “ตอบไม่ได้ว่าอะไรดีกว่า” ว่าอะไรดีกว่ากัน มันขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆอย่าง นอกเหนือจากการศึกษาแนวทางการลงทุนของตัวเองแล้ว ยังมีเรื่องของวัตถุประสงค์การลงทุนและการรับความเสี่ยงที่เหมาะสมของแต่ละคนด้วย แต่เมื่อเราจะลงทุนเราก็ต้องศึกษาดูวิธีการ DCA ทั้ง 2 ประเภทนะครับ

DCA ในหุ้น (ออมหุ้น) : สิ่งที่เราจะต้องทำก็คือการเข้าไปศึกษาเรื่องบริษัท การทำกิจการ ผลการดำเนินงานและโอกาสของการเติบโตในอนาคต หากเราเลือกหุ้นถูกตัวแล้วพบว่าเป็นหุ้นที่มีโอกาสเติบโตได้อย่างมั่นคงอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่หุ้นตะวันตกดิน ไม่ใช่หุ้นวัฏจักรที่ขึ้นๆลงๆตามสภาพเศรษฐกิจและตัวของมันเอง การ DCA ในหุ้นก็ย่อมทำได้

  • ข้อดีของการออมหุ้นแบบ DCA คือเราสามารถเลือกหุ้นที่เราชอบ บริหารพอร์ตตามสิ่งที่เรามองได้ สามารถปรับเปลี่ยนพอร์ตจากการวิเคราะห์ของเราได้ สำหรับผมเองแล้วชอบการลงทุนในหุ้นมากกว่าเพราะสามารถ Focus หุ้นรายตัว ไม่เหมือนกองทุนรวมที่ต้องกระจายความเสี่ยงไปในหุ้นอื่นๆ ซึ่งผมอาจจะไม่ชอบครับ

DCA ในกองทุนรวม : สิ่งที่เราจะต้องทำก็คือศึกษาเรื่องนโยบายของกองทุนรวมว่าตรงกับสิ่งที่เราต้องการไหม การลงทุนไปลงกับอะไรบ้างเหมาะสมกับความเสี่ยงที่เรารับได้ไหม และผลงานย้อนหลังของกองทุนรวมนั้นเป็นอย่างไร

  • ข้อดีของการ DCA ในกองทุนรวมคือ เราไม่จำเป็นต้องมานั่งดูหุ้นรายตัว กองทุนรวมจะถูกบริหารโดยผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับอนุญาตจากตลาดหลักทรัพย์เพื่อดำเนินตามนโยบายที่กำหนด และมีการกระจายความเสี่ยงไปยังหุ้นหลายๆตัว หลายๆอุตสาหกรรม ซึ่งจะต่างกับแนวทางของผม แต่นี่ก็เป็นข้อดีของเขาเมื่อหุ้นหรืออุตสาหกรรมบางอย่างเกิดวิกฤตก็ยังมีสัดส่วนในการลงทุนอื่นๆคอยรองรับนะครับ ถ้าเป็นหุ้นรายตัวก็อาจจะเจ๊งเอาง่ายๆเลยก็ได้

เพราะฉะนั้นแล้วจึงไม่แปลกหรอกครับว่า เมื่อเราเทียบการเติบโตของราคาหุ้นกับกองทุนรวมแล้ว หุ้นบางตัวก็ผลตอบแทนดีกว่ากองทุนรวมบางกอง และกองทุนรวมบางกองก็ผลตอบแทนดีกว่าหุ้นบางตัว สุดท้ายแล้ว Key ของการลงทุนนั้นมันก็อยู่ที่ว่า

  1. เราศึกษามาดีแล้วหรือยังว่าควรลงทุนกับหุ้นอะไร หรือ กองทุนไหน
  2. เราได้ลงทุนแบบ DCA อย่างจริงจังหรือเปล่าและจะตัดสินใจอย่างไรระหว่างการลงทุน

ไม่ว่าจะลงทุนแบบ DCA ในหุ้นหรือกองทุนรวม ผมว่ามันก็ทำให้เราสามารถสร้างความมั่งคั่งระัยะยาวแบบมีเงินใช้ในยามเกษียณได้ทั้ง 2 แบบนะครับ ก็ลองศึกษากันดูแล้วกันเนอะว่าชอบแบบไหน ถนัดอย่างไร หากสนใจศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการลงทุนแบบ DCA สามารถสมัครซื้อคอร์สออนไลน์หรือซื้อหนังสือผมได้ที่ www.aomstock.com มีพูดถึงทั้งหุ้นและกองทุนรวมเลยนะครับ