หน้าแรก บล็อก

Crypto Game เล่นเกมส์พร้อมลงทุนกำลังเป็นกระแส

0

ถ้าใครติดตามโลกของการลงทุนใน Crypto มาเรื่อยๆ จะเห็นได้ว่าในช่วงเริ่มต้นเราก็จะรู้จักมันในลักษณะของเหรียญที่มีการใช้งานจนเกิดการสร้างมูลค่าจากการทำงานใน Blockchain ซึ่งในเวลานั้นเราก็จะมองประโยชน์ในแง่ของการทำธุรกรรมทางการเงินในรูปแบบ Digital หลายโครงการก็พัฒนาเรื่องการโอน การกู้ยืม การใช้เป็น Utility ต่างๆ และการใช้เป็นเครื่องมือทางการเงินต่างๆ

และต่อมาเราก็รู้จักมันในแง่ของ NFT หรือ ทรัพย์สินของสะสมที่มีมูลค่า ซึ่งมันต่อยอดออกมาเป็นรูปแบบของเกมส์ แต่เป็นเกมส์ในยุคใหม่ที่ใช้เหรียญ Token ของ Platform หรือ Patform พันธมิตรในการสร้างสรรค์กิจกรรมต่างๆในเกมส์ ซึ่งจุดนี้น่าสนใจมาก

ในช่วงนี้ที่ผมเห็นพูดถึงกันเยอะๆ ก็คือเกมส์ของ AXIE ที่คนไทยเข้าไปเล่่นกันเยอะมาก จน Broker ไทยชื่อดังอย่าง Bitazza ก็เอาเหรียญ AXS และ SLP เข้ามาให้ซื้อขายได้ ซึ่งผมว่าหลายๆคนก็คงได้รู้จักเกมส์นี้แล้วนะครับ ่น่าจะมีคน Review เยอะกันแล้วเช่นกัน สามารถดูข้อมูลเหรียญเพิ่มเติมได้ที่ Bitazza นะครับ >>> https://bit.ly/3pgczbe

อีกเกมส์หนึ่งที่กำลังพัฒนาอยู่และเริ่มพูดถึงกันเยอะขึ้นก็คือ Dinopark.fun อันนี้ผมเขียน Review มาก่อนหน้านี้บ้างแล้ว ซึ่งเราสามารถสะสมไข่ NFT ที่เป็นตัว Profile ได้ และในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2021 ก็เริ่มมีการออกตัวละครที่จะใช้ในการต่อสู้ที่เราเรียกว่า Dinobot เป็นหุ่นยนต์ที่เอามาสู้กัน และทำ Quest ต่างๆได้เพื่อสะสมประสบการณ์ สะสมไอเทมป์ต่างๆได้ ซึ่งเราสามารถนำไปซื้อขายในอนาคตและแลกออกมาเป็นเหรียญได้เช่นกัน

อันนี้เป็นตัวอย่างภาพ Dinobot ที่เกิดจากการประกอบร่างของชิ้นส่วนต่างๆนะครับ คิดถึงตอนสมัยเด็กๆที่เราดูเรื่อง St Seiya ที่ใส่ชุดคอร์สและพวกหนังการ์ตูนพวกหุ่นยนต์เลย ใครสนใจเกมส์นี้ ลอง Download คู่มือที่เขาทำไว้ให้ได้ที่นี่นะครับ >> คู่มือ

 

คำถามคือ “Crypto ที่เป็น Game Platform นั้นน่าลงทุนไหม?”

ในมุมมองของผมนะครับ การที่เราลงทุนไปนั้น เราก็คาดหวังในเรื่องของการเติบโตของมูลค่า ซึ่งในโลกของ Crypto นั้น มูลค่าเหรียญจะเพิ่มขึ้นได้ก็เกิดจาก ความต้องการในการซื้อเหรียญเป็นพื้นฐาน ซึ่งความต้องการนี้ก็เกิดจากการพัฒนา Platform ที่ทำให้ User ได้นำเหรียญไปใช้ในการทำธุรกรรมต่างๆ

ในการเล่นเกมส์นั้น เวลาที่เราจะซื้อ Item ต่างๆ ก็ต้องมีการใช้เหรียญอยู่แล้ว ยิ่ง Platform มีการพัฒนามากขึ้นเรื่อยๆ จำนวนผู้ใช้งานมากขึ้นเรื่อยๆ เหรียญถูกนำไปใช้ในการทำกิจกรรมต่างๆใน Platform มากขึ้น ราคาเหรียญก็จะมาพร้อมกับความต้องการครับ หลักๆที่ผมมองก็เกี่ยวกับ

  • แผนพัฒนาของทีมงานเป็นอย่างไร (ต้องไม่ใช่เหรียญกาว แล้วโกยเงิน)
  • จำนวน Users ที่มากขึ้น ถ้าที่ไหนมีการทำตลาดกับต่างประเทศ ยิ่งดี
  • กิจกรรมที่มากขึ้นในการใช้เหรียญเพิ่มขึ้น เพื่อให้คนได้สนุกไปกับมัน

หากมี 3 อย่างนี้ ยังไงความต้องการในการใช้เหรียญในระยะยาวก็มากขึ้นแล้วครับ แต่ผมขอเพิ่มอีก 2 มิติ ก็คือ

  • Platform มีระบบ Play to earn เล่นแล้วได้เงินไหม? ถ้ามีก็น่าลงทุนเลย
  • เหรียญมีจำกัดไหม? มีการเผาเหรียญทิ้งไหม ถ้ามีการลดจำนวนเหรียญด้วย แน่นอนว่าเมื่อความต้องการสูงแต่ของมันน้อยลง ราคาก็เพิ่มขึ้นได้มากขึ้นครับ

อันนี้เป็นมุมมองง่ายๆที่ผมคิดว่าเราสามารถนำไปเริ่มต้นพิจารณาได้นะครับ ที่เหลือก็คือการทำการบ้านของเราแล้วครับโดยการศึกษา Project ต่างๆว่าเป็นอย่างไร (Do it yourself นะครับ) และก็พวกเรื่องโครงสร้าง Tokenomics ของเหรียญ

จริงๆผมค่อนข้างชอบการลงทุนในเหรียญเกมส์นะครับ มันต่างกับการเติมเงินเข้าไปเล่นเกมส์ในโลกเก่ามากๆ เพราะเติมเข้าไปแล้วเรามักจะแลกกลับมาเป็นเงินไม่ได้ แต่ในโลกคริปโต เหรียญมันมีค่าอยู่แล้ว สามารถแลกออกมาเป็นเงินบาท เงินดอลลาห์ได้เวลาที่เราไม่เล่นแล้ว

การลงทุนมีความเสี่ยงเสมอนะครับ โปรดพิจารณาเรื่องต่างๆให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุนเสมอนะครับ

 

Staking ไม่ใช่การฝากเงินกินดอกเบี้ย

0

ในช่วงระยะหลังเราจะเห็นได้ว่า มีสื่อทางการเงินพูดถึง Cryptocurrency มากขึ้นและมีการนำผลิตภัณฑ์ทางการเงินไปเปรียบเทียบมากขึ้นเรื่อยๆ จนหลายๆครั้งถ้าหากมือใหม่ที่ยังไม่เคยเข้ามาในโลกการลงทุนของสินทรัพย์ดิจิทัลอาจจะพบกับความเสี่ยงได้ ตัวอย่างหนึ่งที่เรามักจะได้ยินเป็นประจำในระยะหลังก็คือ

“การฝากเงินในธนาคารได้ดอกเบี้ยน้อยกว่าการฝากเงินใน DeFi”

ในความเป็นจริงหากเราไปดูข้อมูลผลตอบแทนในโลกของ DeFi เราจะเห็นได้ว่า มันมีผลตอบแทนตั้งแต่ระดับน้อยๆไปสนถึงระดับ 100% หรือ 1,000% ได้ แต่พอมามองถึงดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคาร เช่น ดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ เราจะเห็นได้ว่ามันอยู่ต่ำกว่า 1% ต่อปี ซึ่งหลายๆคนก็เลยมองว่า งั้นเอาเงินมาเปลี่ยนเป็น Crypto แล้วเอาไปฝากดีไหม

อย่างถ้าเรามาดูตัวอย่างรูปข้างล่างนี้นะครับ มันจะว้าวมากหากเราไม่เคยรู้จักการเงินในโลก Crypto มาก่อน หากเราเอาเหรียญไปวางไว้ (วิธีการนั้นก็คล้ายๆกับการฝากเงิน) ก็จะสามารถสร้างผลตอบแทน 9.63% – 11.09% ต่อปีได้ การฝากเหรียญเดี่ยวๆนี้เขาเรียกว่าการนำไป Staking แต่จริงๆมันมีตัวอย่างอื่นๆอีกที่ได้ผลตอบแทนมากกว่านั้นด้วย

คำถามก็คือ หากเราเอาเหรียญไป Staking แบบนี้ มันต่างกับการฝากเงินในธนาคารอย่างไรและมีความเสี่ยงต่างจากธนาคารไหม?

ถ้าผมอธิบายง่ายๆ สมมติเราพูดถึงระบบการเงินแบบ Traditional โดยมีธนาคารเป็นตัวกลาง หน้าที่ของธนาคารคือ การรับฝากเงินของเราแล้วนำไปทำกิจกรรมทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็นการโอน การปล่อยกู้ ฯลฯ แต่พอเป็นโลกดิจิทัลที่ถูกออกแบบไม่ให้มีตัวกลางอย่างธนาคาร ทุกคนที่อยู่ในระบบ Blockchain เหรียญที่เราเอาไป Staking นั้นก็จะเอาไปช่วยยืนยันธุรกรรมและช่วยตรวจสอบเครือข่าย สิ่งที่เราจะได้รับมานั้นไม่ใช่ดอกเบี้ยเงินฝาก แต่จะเป็น Reward หรือ ผลตอบแทนที่เราเอาเหรียญมาช่วยยืนยันธุรกรรม

อย่างไรก็ตามสิ่งที่เราจะต้องระวังก็คือ “ความเสี่ยง” ที่อาจจะเกิดขึ้นได้

เหรียญมีมูลค่าลดลง : ในโลกของ Crypto นั้นมีเหรียญอยู่เยอะมาก ในกรณีที่เป็น Stablecoin ที่มูลค่าเหรียญมีความใกล้เคียงกับเงิน USD อาจจะดูคล้ายกับการฝากเงินมากเพราะมูลค่ามันไม่เปลี่ยนแปลงเท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นเหรียญทั่วไปที่เพิ่มลด มูลค่าได้ หรือแจกผลตอบแทนเป็นเหรียญที่มูลค่าเพิ่มลดได้ การที่เราได้ผลตอบแทนมาแต่มูลค่าเหรียญลดลงมากกว่า เราอาจจะขาดทุนก็ได้ เช่น Staking เหรียญได้ Reward มาได้ 3% แต่ขาดทุนมูลค่าเหรียญ 20% งี้

ผลตอบแทนอาจจะเปลี่ยนแปลงได้แบบรวดเร็ว : เวลาที่มี Project ใหม่ บางทีเราเห็นผลตอบแทนของการ Staking สินทรัพย์ดิจิทัลที่ให้กันเป็น 100% บางทีถ้าเรากด refresh ไปมา ผลตอบแทนอาจจะลดลงอย่างรวดเร็วก็ได้ ตรงนี้ก็เป็นสิ่งที่เราต้องทราบก่อนการลงทุนครับ

การถูกโกง (Rug pull) : ต้องอย่าลืมว่าในโลกของ Crypto หลายๆอย่างมันเกิดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อไม่ให้เกิดการควบคุมจากรัฐบาล ข้อดีมันก็มี ข้อเสียมันก็มี แต่ในส่วนที่ต้องระวังก็คือ ในบาง Project ก็ทำขึ้นโดยมีเป้าหมายในการโกงผู้ที่นำเหรียญมาวางไว้ โดยอาจจะเสนอ Reward สูงๆ พอคนเอามาวางไว้เยอะๆก็หายวั๊ป หลายคนเสียเงินเสียทองไปกับความโหดร้ายแบบนี้ และเมื่อมันไม่ได้อยู่ในกำกับของรัฐบาล เราก็ต้องดูแลรับผิดชอบตัวเองกันไป แต่ในเรื่องเดียวกันนี้มันเกิดขึ้นยากในธนาคารและสถาบันการเงินใช่ไหมครับ

ทั้งหมดผมก็เลยอยากจะบอกว่า การ Staking มันไม่ได้เหมือนการฝากเงินในธนาคารซะทีเดียว อาจจะคล้าย แต่มันก็มีความเสี่ยงที่ควรทราบด้วย ซึ่งก่อนที่เราจะตัดสินใจจะเอาเงินจากธนาคารมาหาผลตอบแทนใน Crypto ก็อย่าลืมวางแผนจัดพอร์ตการลงทุนด้วยนะครับ

เปิดพอร์ตกับทาง Bitazza โบรเกอร์ที่ได้รับอนุญาตจาก กลต. ได้ที่ https://bit.ly/3pgczbe

DINOP เมื่อไดโนเสาร์บุกโลก NFT และ Gamification

0

ตอนนี้ NFT เป็นสิ่งที่กำลังเป็นกระแสที่มาแรงมากในโลก Cryptocurrency ซึ่งในต่างประเทศนั้นเขาไปค่อยข้างไกลกันมากแล้วนะครับ ผมเองก็สนใจในเรื่อง NFT อยู่เหมือนกันจนได้มาเจอ Project ของ Dinopark หรือ เราเรียกกันสั้นๆว่า Dinop (บางคนก็เรียน ไดนอป บางคนก็เรียก ไดโน้ บางคนก็เรียก ไดโนพี) ซึ่งผมเองก็เป็นหนึ่งในคนที่เข้าไปร่วมอยู่ในกระแสของ Project นี้ด้วยเหมือนกัน

หากใครได้ติดตามนะครับ Project นี้เขามีแผนอยู่ว่าจะนำตัวการ์ตูนไดโนเสาร์ที่ใช้ในแบรนด์ของ JDI มาสร้างเป็น Collection ในรูปแบบของ NFT ให้คนสะสมและนอกจากนี้ก็จะมีการต่อยอดเป็น Gamification ให้คนสามารถได้นำมาเล่นเพื่อความบันเทิงได้อีกด้วย

ถ้าใครได้ติดตามผลงานและความคืบหน้าตั้งแต่ตอนเปิดตัวช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2021 ถึงถึงปัจจุบันต้นเดือน มิถุนายน 2021 มีความคืบหน้าหลายๆอย่างเกิดขึ้นมากมายเลยครับ โดยเริ่มต้นโครงการมีการดำเนินการดังนี้

1) ออกเหรียญ Dinop

เหรียญนี้ เราสามารถศึกษาข้อมูล Tokennomics ได้ที่ https://dinopark.jdiyield.com/ นะครับ เป็นเหรียญที่เราจะต้องแลกเปลี่ยนไปใช้ในการเล่นเกมส์ ในวันเปิดตัววันแรกผมอยู่ในเหตุการณ์ด้วย ราคาเปิดจากแถวๆ $0.001 พุ่งไป $0.007 แล้วก็ทยอยปรับตัวขึ้นเรื่อยๆ มี High อยู่ที่ $0.011 และในปัจจุบันช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2021 นั้นอยู่ในกรอบ $0.006 – $0.008 เช็คราคาได้จากที่ นี่ครับ DexGuru

2) เปิดขายไข่ไดโนเสาร์

เมื่อเราได้เหรียญ Dinop มาแล้ว หากเราเป็นสายเก็งกำไรก็สามารถซื้อขาย Dinop ที่ Apeswap ได้เลยครับ หรือหากเราจะเก็บสะสมเอาไว้เพื่อที่จะนำไปใช้กิจกรรมต่างๆของทาง Project ก็ทำได้เหมือนกัน ในวันเปิดตัวเหรียญนั้น เขาก็มีการขายไข่ไดโนเสาร์ Series เปิดตัว ซึ่งมีไข่ 5 ธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ ไม้ ราคาเปิดตัวอยู่ที่ 60,000 Dinop แต่ลด -50% เหลือ 29,999 Dinop ตรงนี้อยู่ที่ว่าเราจะได้ราคาเหรียญมาที่เท่าไหร่

ยกตัวอย่าง คนที่ซื้อเหรียญมาในราคาที่ถูก $0.002 ต่อ Dinop ได้ ก็จะสามารถซื้อไข่ได้ที่ราคา 0.002 x 29,999 ตก $60 แต่ถ้าหากใครได้ต้นทุนมา $0.010 ก็จะซื้อได้ที่ราคา $300 เรียกได้ว่าอยู่ๆใบหนึ่งก็เป็นหมื่นบาทได้เลยนะครับ ซึ่งถ้าความต้องการของเหรียญสูงขึ้นก็ย่อมทำให้ไข่ราคาแพงขึ้นไปเรื่อยๆนะครับ

จุดเด่นของ NFT ก็คือ มันเป็นของที่มีจำนวนจำกัด ไข่ที่ถูกขายมันจะถูกบันทึกลงในระบบ Blockchain มีการออกตัวเลขลงไปด้วยว่าเราเป็นเจ้าของไข่เบอร์ไหน และหาก Series นี้ไม่มีการขายอีกต่อไป มันก็จะไม่มีทรัพย์สินตัวนั้นๆเพิ่มขึ้นมา หากเราอยากได้ เราต้องไปซื้อต่อจากคนที่มีสินค้าตัวนี้ มันจะกลายเป็นสินค้า Limited Edition โดยมีหมายเลขกำหนด ในอนาคตผมคิดว่าตัวที่น่าจะแพงก็คงจะเป็นหมายเลขเบอร์สวย เช่น 0, 1-9, 99, 999 เอาแค่ตอนที่มีการซื้อจากใน Dinopark ยังแย่งกันซื้อเลยครับ

สำหรับใครที่อยากทราบวิธีซื้อไข่ให้ดูคลิปนี้นะครับ ไม่ยาก หลักๆก็คือต้องเข้าไปซื้อเหรียญได้ที่ Apeswap พอได้เหรียญมาก็ไปซื้อไข่ใน dinopark.fun โดยทุกขั้นตอนเราจะทำบนระบบ Defi เชื่อมกับกระเป๋าผ่าน Trust Wallet ครับ

ซึ่งหาก NFT นี้ประสบความสำเร็จ มีคนต้องการซื้อต่อ ผมเชื่อได้เลยว่าคนที่ได้ Series Limited Edition ก็ยอมทุ่มตังเพื่อมาซื้อกับคนที่เป็นเจ้าของอยู่แล้วล่ะครับ เราเลยไม่ต้องแปลกใจว่า ทำไมทรัพย์สินในเกมส์ของโลก Crypto มันถึงขายกันได้ในราคามหาศาล อย่างสมัยก่อนผมไปเห็นคนขายรูปภาพธรรมด๊าธรรมดาราคา 500 ฺBNB ก็ยังงงอยู่ว่าทำไมมีคนซื้อ ตอนนี้ผมเองก็พอเข้าใจแล้วว่าทีมาทีไปของราคานั้นมันมี Story อยู่เบื้องหลังด้วย

ตัวอย่างเช่น ถ้าผมเล่นเกมส์ แล้วปั้มตัวละครผมให้แข็งแกร่งมาก มี item แปลกๆที่คนอื่นไม่มีเพียบ สู้กับใครโอกาสชนะสูง แถมยังมีความสวยงามอีก ถ้าผมซื้อมันมาในราคา $60 ผมจะขายในราคานี้หรอ? ไม่เลย ผมก็ต้องอัพเงินเพิ่มตามความนิยมและการขอเสนอซื้อของคนที่อยากได้

สมัยก่อนเกมส์ออนไลน์ก็ยังซื้อขายไอเทมป์หายากด้วยเงินจริงเลยใช่ไหมครับ แต่ต้องอย่าลืมนะว่าเกมส์ออนไลน์ระบบเก่า พอคนพัฒนาเห็นของกำลังฮิต เขาสร้างไอเทมป์มาขายเองก็ได้ ไม่มีใครหรู้รอก ซึ่งมันต่างกับ Blockchain ที่ระบบสามารถูกตรวจสอบได้ตลอดเวลา หาก Community ไปเห็นผู้พัฒนาทำอะไรแปลกๆ เขาก็จะหมดความเชื่อถือ ดราม่า เลิกเล่น ทขาย และโปรเจคอาจจะไปต่อไม่ได้ครับ มันเลยโปร่งใสมากกว่า

นอกจากนี้ตอนที่คุยกันใน Clubhouse เห็นเขาบอกว่าตอนนี้ Binance กำลังทำตลาด NFT ซึ่งทางทีมงาน Dinop ก็พยายามทำระบบรองรับในเรื่องนี้ หากอนาคตเชื่อมต่อได้จริงๆก็จะเป็นประโยชน์ต่อคนลงทุนใน NFT ด้วย เพราะเราเอาทรัพย์สินไปซื้อขายในตลาดโลกดิจิตัลกันได้

บางคนอาจจะจินตนาการไม่ออกใช่ไหมครับว่ามันจะเป็นไปได้หรอกับการซื้อขายทรัพย์สินทางดิจิตัลได้ ลองดูตลาด Domain name ที่เราต้องซื้อไปเป็นที่อยู่เวปไซต์สิครับ สมัยออกมาใหม่ๆใครจะไปเชื่อมาถึงปัจจุบันมันจะมีราคาแพงได้ อย่างคำว่า carinsurance.com ยังขายกันได้ที่ $49.7 ล้านเลย (ที่มา Godaddy) แต่พอเป็น website เราจะจินตนาการออกถึง Story ว่าทำไมมันถึงแพง เพราะมันเป็นชื่อเวปที่นำไปใช้ทำธุรกิจได้ดี แต่พอเป็น NFT เราต้องเข้าไปศึกษาก่อนครับแล้วจะรู้ที่มาที่ไปเช่นกัน

หลังจากที่เราซื้อไข่มาแล้ว ไข่เนี่ยมันสามารถเอามา Stake เพื่อรับ Reward และทำให้มันโตได้ด้วย การมาเล่นเกมส์ใน Dinopark นั้นจะต้องมีไดโนเสาร์ฟักเป็นตัวก่อนนะครับ เพราะมันเปรียบเสมือน id ของเราในการเล่นเกมส์ ซึ่งตอนที่คุยกันใน Clubhouse ทางทีมพัฒนาเกมส์และทีมบริหารเขาบอกว่า

แนวคิดของการทำ Dinopark เขาไม่ได้อยากแค่ทำรูป NFT หรือ Game แค่นั้น แต่เขาอยากให้กิจกรรมต่างๆสามารถสร้างมูลค่าในการลงทุนของทุกคนได้ด้วย การเอา NFT มา Stake ก็จะทำให้เราได้เหรียญ Dinop มากขึ้น มันก็เป็นการสร้างผลตอบแทนให้เราได้อีกด้วย ถ้าไม่อยากขายก็รอไปซื้อ item ที่เขาจะทำให้เรามาเล่นในอนาคตนะครับ

อันนี้ไข่ของผมนะครับ ฟักเป็นตัวแล้ว น่ารักไหม ฟักเป็นตัวแล้ว ทีมงานเขาให้ Stake ได้แค่ Level 1 ก่อนนะครับ แล้วเดี๋ยว Level อื่นจะตามมา

จากที่ฟังมาใน Phase ที่กำลังจะทำต่อนี้คือ DINOBOT นะครับ ก็คือเมื่อเรามีตัวละครเราแล้ว เราจะมีตัว Robot ซึ่งตัวละครเราจะไปขี่ได้ ทีนี้เห็นว่าเกมส์ที่จะให้เล่นกันต่อก็คือเอาตัวละครของเรามาสู้กันละ สู้แล้วได้รางวัล ได้ item ตรงนี้ต้องรอรายละเอียดจากทางทีมงานอีกทีนะครับ

Item ต่างๆผมว่าอาจจะต้องใช้เวลาในการ Design ค่อนข้างเยอะ เพราะทีม Graphic นี้ทำสวยงามมาก และอาจจะทำ Event & Special item นะครับ เช่น ไปพาร์ทเนอร์กับ Apeswap เขาอาจจะมีของพิเศษที่เป็นการ Co-Brand ก็ได้ เช่น ให้ Item กล้วยอะไรงี้ และอาจจะมี Item พิเศษให้ซื้อขายหรือแจกตามคริสมาสต์ ปีใหม่เป็นต้น อันนี้ผมก็กาวไปก่อนครับ ต้องมาดูกันว่าจะเป็นอย่างไรต่อ

ทีนี้หลายคนอาจจะกังวลว่า หากเราเข้ามาช้า เราจะซื้อตัว Dino ของเราได้ยังไง เพราะราคามันแพง ตรงนี้ผมเข้าใจว่าทีมงานอาจจะทำเพิ่มเป็น Series ราคาถูกลง ไม่มีธาตุ เป็นแบบ Common หรือ อาจจะ Fixed ราคาไว้กับค่าเงินดอลลาห์ก็ได้นะครับ ผมยังไม่ทราบก็ต้องติดตามกัน มันเป็นโจทย์ของการขยาย Holder ให้มากขึ้นของทีมงานด้วยครับ

ส่วนตัวผมเองก็ยังคิดๆอยู่นะครับว่าเราจะเล่นกับ Dino มันยังไงดี ผมเองก็ไม่ใช่สายเกมส์เท่าไหร่ แต่ผมแอบคิดไว้ละครับว่าผมจะเป็นพ่อค้าขายไดโนเสาร์ ขายอาวุธ อะไรพวกนี้ดีกว่า ก็ขอจองตำแหน่งประธานสมาคมผู้ค้าไดโนเสาร์คนแรกด้วยละกันนะครับ ผมคิดว่าแต่ละคนก็คงจะมี Position ในใจว่าเราอยากจะทำประโยชน์อย่างไรจาก Platform นี้

  1.  เป็น Gamer เล่นเกมส์อย่างเดียว ไม่ได้สนใจการลงทุน
  2.  เป็นนักลงทุน ซื้อเหรียญและขายทำกำไร ไม่สนใจเล่นเกมส์
  3. เป็นคนเอาของเอาไอเทมป์มาขายที่ Market place เพื่อทำกำไร
  4.  อื่นๆ เดี๋ยวคงคิดออกกันครับ

จริงๆผมก็มีเหรียญอยู่จำนวนนึงนะครับ ก็คิดว่า Project นี้น่าสนใจและถ้าทำได้ดีก็คงจะสร้างมูลค่าให้กับการลงทุนได้มาก แต่การลงทุนนี้ก็คล้ายๆการลงทุนใน Startup นะครับ ทำแล้วเทสแล้วก็ประกาศให้ feature แล้วค่อยๆออกมาให้ใช้กัน (ต้องใจเย็นนิดนึง) มันไม่ใช่เกมส์ที่พวกค่ายยักษ์ทุ่มงบ 100 ล้าน ทำทีเดียวเสร็จแล้วค่อยเปิดตัว แต่การลงทุนแบบนี้มันก็ดีที่เปิดโอกาสให้นักลงทุนได้มาซื้อตั้งแต่ราคายังถูก และเราใช้เงินไม่มากในการลงทุนด้วยครับ ถ้าเกมส์ดี ไป Moon แน่นอน

ปัจจุบันผู้ใช้งาน Platform นี้มีทั่วโลกเลยครับ ห้อง Telegram มีทั้ง ไทย อังกฤษ อาหรับ ฮินดี ตุรกี ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น และเห็นคนจีนเริ่ม request มากันแล้วครับ ผู้เล่นก็น่าจะไปทั่วโลกได้

สำหรับผู้ที่ต้องการดูเวปไซต์ มาที่ dinopark.fun (ใช้ Trust wallet) การใช้งานจะต้องมี Binance smart chain เพื่อทำธุรกรรมด้วยครับ

อย่าลืมมา Join commuity https://t.me/dinoparkthai มาเลย เผื่อได้ update พูดคุยกับทาง community กัน ห้องนี้สังคมดี น่ารัก

และขอให้รวยทุกคนนะครับ อิอิ

เหตุผลคิดว่าที่เหรียญ $DINOP จะ To the Moon

0

สวัสดีครับเพื่อนๆชาวแฟนเพจการลงทุนทุกคน ช่วงนี้เรื่องของ Cryptocurrency กำลังมาแรงและเป็นที่นิยมในหมู่เพื่อนๆชาวไทยอยู่เยอะมาก ซึ่งหลายคนก็กำลังหาทางลงทุนกับเหรียญ Defi เผื่อว่าเราจะสามารถพลิกชีวิตในการลงทุนได้นะครับ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา ผมได้มีเล่าเรื่อง JDI ในบทความ เจาะเรื่องลับของเหรียญ JDI ที่หลายคนไม่รู้มาก่อน มาบ้างแล้ว และในช่วงที่ผ่านมา JDI ก็ได้มีการประกาศ Project “Dino ParK” ( $DINOP ) ซึ่งผมคิดว่าเป็นอะไรที่น่าสนใจมาก

มาดูเหตุผลที่ DINOP น่าสนใจกันนะครับ

1. NFT Trend กำลังมาแรงมากๆ

DINOP กำลังเข้ามาในตลาด NFT หลายคนก็คงจะเห็นแล้วจากการโฆษณาตัวไข่ไดโนเสาร์ ภาพน่ารักๆ ซึ่งในเวปไซต์ Dinopark ก็เล่าให้ฟังในเบื้องต้นว่าเราสามารถซื้อ NFT พวกนี้ได้เป็นสินค้าที่ Unique สำหรับเรา เอาไปโชว์ใน Profile ของ JDI ได้ด้วยนะครับ และในอนาคตก็จะมีเกมส์ต่างๆด้วย

ถ้าถามว่า NFT แรงแค่ไหน ลองมาดูที่ ECOMI หรือ FLOW ที่เป็นพวก Collectibles items กันดูนะครับ ข้างล่างนี้คือข้อมูล ECOMI จากทาง Coingecko

ช่วงแรกๆราคามันนิ่งๆแต่พอมันพุ่งก็พุ่งแรงเลยทีเดียว (Feb-Mar 2021) ตอนนี้แม้ราคาจะลงอยู่แต่เป็นระยะสั้นๆเอง (ช่วง Mar – May 2021) แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นนะผลตอบแทนรวมๆ ในช่วง 1Y นั้นสูงถึง 14,756.0% ซึ่งจะว่าไปกระแสมันพึ่งมาช่วงต้นปี 2021 เองนะครับ ตอนนี้ผมว่าถ้าใครมองเห็นโอกาสก็น่าจะลองศึกษาดู เทรนมันน่าจะมามากขึ้นเรื่อยๆ ใครมาต้นๆเทรนก็ย่อมได้เปรียบกว่าคนอื่นอยู่แล้วครับ

 

2. DINOP สร้างจากความน่าเชื่อถือของทีมงาน JDI

เวลาที่เราจะลงทุนใน Crypto ทั้งหลาย ผมว่าความน่าเชื่อถือเป็นสิ่งที่เรามักจะมองหากันนะครับ ไม่ใช่ว่าลงทุนซื้อเหรียญไปแล้วอยู่ๆ Web หายหว่ะ! ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้บ่อยๆกับ Project ซิ่งๆทั้งหลาย หลายคนก็กลัวไงว่าลงทุนแล้วมันจะโอเคหลับสบายกันในระยะกลางถึงยาวไหม?

JDI เป็นทีมงานที่ได้พิสูจน์ตัวเอง ที่ผ่านมามี Product สร้างจริง และหากใครได้ติดตามทาง Telegram jdiyieldthai ที่เอาไว้พูดคุยกับทีมงานจะเห็นได้ว่า ทีมงานให้ความสำคัญกับ Community มากในการแก้ไขปัญหา มีอะไรก็พยายามแก้ไขให้สามารถใช้งานได้ดีที่สุด ผลงานของ JDI ก็ช่วยบอกได้ระดับหนึ่งแล้วว่าทีมงานน่ารัก พร้อม Support ในการพา DINOP เติบโตไปพร้อมกับทุกคน

 

3. มี Community และ Partner ที่แข็งแกร่งจาก JDI

ปัจจุบันแฟนคลับของ JDI นั้นเยอะมากๆ อย่าง community ใน TG JDIyield ของคนไทยก็มีอยู่ประมาณ 3,522 คน และ TG JDIyield ของต่างประเทศอีก 2,874 คน ใน Twitter มีอีก 6,000 กว่า Follower ก็ถือว่าเป็น Community ที่แข็งแกร่งมาก นอกจากนี้ทาง JDI ยังมี Partner กับกลุ่มต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น พันธมิตรในโลก DeFi และ Crypto Influencer สื่อต่างๆ ทำให้การร่วมผลักดัน DINOP เป็นไปได้ไม่ยาก

นอกจากนี้หากใครได้อ่านโครงสร้างเหรียญตัวนี้ทางเวปไซต์จะเห็นได้ว่า ในแต่ละ Transaction ที่เกิดขึ้นจะมีการจ่าย % ตามนี้ครับ

3% tax to pay DINOPARK holders
2% tax used to create DINOP-BNB LP
2% tax to dev fund
  • 1% of which goes into buying JDIs and burn them on a weekly basis
  • 0.5% goes to Marketing
  • 0.5% goes to Dev activities

ที่น่าสนใจก็คือจะ 1% ที่จะไปซื้อเหรียญ JDI และเผาด้วยนะครับ นั่นหมายความว่าเมื่อ DINOP มีการซื้อขายก็ย่อมส่งผลต่อคนที่ถือ JDI ด้วย ถ้าความต้องการ JDI มากขึ้นแต่เหรียญมีจำนวนลดลง ผมคิดว่าการเพิ่มขึ้นของราคาตามหลักเศรษฐศาสตร์ก็คงเกิดขึ้นอยู่แล้ว แน่นอนว่ากลุ่ม JDI ดัน DINOP กันเต็มที่แน่นอน

เข้ามาที่ https://dinopark.jdiyield.com/

 

4. Fair Launch เป็น % ที่สูง

ในส่วนของ Tokenomics นั้นจะเห็นได้ว่ามีเหรียญทั้งหมด 400,000,000 เหรียญ และจะมีการ Fair Launch ถึง 75% อีก 10% เป็นการแจกผู้ถือเหรียญ JDI ที่ถือเหรียญ 2,000 เหรียญขึ้นไปตามสัดส่วน และที่เหลือจะเป็นการแจกตาม Activity ต่างๆ การทำ Fair Launch ทำให้ทุกคนรู้สึกว่ายังไงก็ไม่มีทีมงานที่ถือเหรียญอยู่แล้วมาคอยรินขายเหรียญใช่ไหมครับ แน่นอนว่างานนี้ไม่มี Pre-Sales และ ไม่มี VC ด้วย ทุกคนมีโอกาสซื้อเหรียญเท่าๆกัน

ตอนนี้ผมคิดว่าหลายๆคนก็คงสนใจที่จะซื้อเหรียญ JDI กันเอาไว้ก่อนใช้ไหมครับ แต่หากเราถือเหรียญ JDI เขาจะมี Snapshot เพื่อให้ Airdrop ก่อนวันเปิด Dino park 2 วันนะครับ ใครที่จะใช้สิทธินี้อย่าลืมเข้าไป Join Telegram กับทาง JDI jdiyieldthai เผื่อจะได้สอบถาม Admin กันถึงรายละเอียดนะครับ อ่อ แล้วไม่ต้องกลัวว่าคนที่ได้เหรียญจากการถือ JDI จะขายเหรียญ Dino park ทิ้งง่ายๆนะครับ เขามีระยะเวลา Locked เหรียญไว้ด้วย

ท้ายสุดอยากให้ทุกคนมาเข้ากลุ่ม Dino park ก็สามารถเข้าได้ที่ Dinoparkthai นะครับ มีเพื่อนๆอยู่ในกลุ่มเพื่อพูดคุยกันแล้ว เผื่อใครจะเข้าไปคุยเรื่อง Project กันครับ

อย่าลืมติดตาม Dino park และ JDI นะครับ แล้วไว้จะมาเล่าใหม่จ้า

เจาะเรื่องลับของเหรียญ JDI ที่หลายคนไม่รู้มาก่อน

0

บทความเกี่ยวกับการลงทุนใน Cryptocurrency ตอนนี้ จะ Review เรื่องเหรียญ JDI ที่เป็น DeFi ยอดฮิตของนักลงทุนไทยนะครับ เหรียญนี้ชื่อเต็มๆว่า JDI Yield ซึ่งเวปไซต์ของเขาเวอร์ชั่นใหม่พึ่งออกมาสดๆร้อนๆ เข้าไปใช้บริการได้ใน jdiyield.com ผ่านการเชื่อมต่อด้วย application Trust wallet หรือ Metamask ได้เลยนะครับ

 

JDI คือ One Stop Service การทำฟาร์มในโลกของ DeFi

โดยปกติเวลาที่เราลงทุนในโลกของ DeFi ไม่ว่าจะเป็น Staking เอาเงินไปลง Pool และ Yield Farming ต่างๆ บางทีเราก็จะไปลงกระจัดกระจายหลายๆที่ แล้วเวลาที่เราจะเข้าไปเช็คพอร์ตการลงทุนของเรา ก็จะต้องไปนั่งๆไล่ๆดูว่าแต่ละที่มันไปถึงไหนแล้ว ดูเสร็จที่หนึ่งเข้าอีกที่หนึ่ง อ้าวลืม…

JDI ก็เลยเป็น One stop serivce Platform ที่จะรวมข้อมูลการลงทุนของเราทุกที่ มาไว้ในที่เดียวกัน เปิดมาปุ๊ปเช็คได้เลย แต่ละฟาร์มที่เราไปลงนั้นตอนนี้เป็นอย่างไร

อันนี้เป็นตัวอย่างนะครับที่ลองเอา JDI ไป Farm ที่ Pool ของ Apeswap เราก็สามารถมาเรียกดูได้ที่นี่ ใครที่ฟาร์มที่ Apeswap บ้าง Pancake บ้างหรืออีกหลายๆที่ มันจะมาเรียงๆให้ทุกคนดูที่นี่ บอกหมดเลยว่ามีกี่เหรียญ มูลค่าเท่าไหร่ ราคาเหรียญเท่าไหร่ ต่อไปจะมี Chart ให้ดูราคาด้วย

แล้วถ้าหากเราใส่ Action ของเราก็ทำได้จากที่นี่เลย ไม่ว่าจะเป็น Stake Unstake หรือ Harvest มาทำได้ที่นี่เลย ที่นี่จัดการให้ได้

 

ป้องกันความเสี่ยงด้วยคำสั่ง Revoke

ผมว่าหลายๆคนไม่รู้นะ ผมเองก็พึ่งรู้เหมือนกันว่า เวลาที่เราไปฟาร์มในที่ต่างๆ เขาจะมีการกำหนดการเอาเงินจากกระเป๋าเราได้ด้วย บางที่ก็ตั้งเป็น Limit บางที่ก็ตั้งเป็น Unlimite ซึ่งที่ผมเคยได้ยินมาก็คือ บางทีพอเราไปลงทุนในฟาร์มซิ่ง แล้วมันถูกเปิด Unlimit ไว้ เจ้าของฟาร์มเขาสามารถเอาเงินจากกระเป๋าเราได้อย่างไม่มีข้อจำกัดด้วยนะครับ เงินออกไปจากกระเป๋าเลยจ้าาาา

ตัว Function revoke เนี่ยมันก็จะให้เราไปแก้ Spending permission (การอนุญาตให้เอาเหรียญออกจากกระเป๋า) เป็น 0 ได้ นั่นหมายความว่าถ้าเจ้าของฟาร์มจะดึงเหรียญของเราไป ก็จะโดน reject นะครับ มันก็เป็นการรักษาเงินในกระเป๋าเราได้ด้วยน่ะ ใครจะไปรู้ว่าฟาร์มซิ่งเราจะโดนอะไร บางทีดอยแล้ว เงินหายด้วย ซวยซ้ำซ้อน

 

สิทธิประโยชน์ในการถือ 2,000 JDI

หากเราอยากจะซื้อเหรียญของ JDI เราสามารถซื้อได้ที่ Apeswap.finance และ Wardenswap.finance แน่นอนว่าหากเราต้องการเหรียญนี้ ต้องมีความรู้เรื่องของการทำ DeFi และเหรียญนี้อยู่บน Binance Smart Chain เราต้องศึกษาเรื่องของการโอนเหรียญจาก Binance มาที่ Trust Wallet ก่อนนะครับ

เท่าที่ผมลองเล่นกับ JDI Platform หากเราถือ 2,000 เหรียญ มันจะมีสิทธิพิเศษให้นะครับ คือ

  • ได้ JDI Airdrop อาทิตย์ละครั้ง (จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง)
  • ปลดล็อก PRO Feature ได้

หลังจากที่เราได้เหรียญมานะครับ สิ่งแรกที่เราจะต้องทำคือ การลงทะเบียน โดยให้เราไปที่ Telegram @jediYield_Alert_Bot แล้วกด /start แล้ว หุ่นยนต์จะถาม Address กระเป๋าเรา เราก็บอกนางไป นางก็จะ Save Address เป็นจบ ระบบรู้แล้วว่าเรามี 2,000 ก็จะปลดล็อก PRO กับ แจก Airdrop

 

PRO Feature ได้อะไรบ้าง?

ดูตามรูปภาพได้เลย แต่ที่ผมชอบก็คือ การกด Harvest all in 1 Click บางคน Farm เยอะจัดไง ก็มากดที่นี่เลย ทีเดียวจบ ส่วนรายละเอียดอื่นๆก็็ลองดูตาม List ในรูปนะครับ

แต่ถ้าบางคนอาจจะมองว่า ไม่อยากเอาเหรียญทิ้งในกระเป๋าไว้เฉยๆ อยากเอาไป Stake แล้วสิทธิประโยชน์จะหายไปไหม เท่าที่ผมถามทีมงานเขามามีดังนี้ครับ

  1. ลงทะเบียนก่อนเป็นอันดับแรก
  2.  เอาเหรียญไปลงทุนต่อ จะมี 2 กรณีครับ
    • – กรณีที่ 1 เอาไป Stake เหรียญเดียวๆ ที่เป็นเฉพาะเหรียญ JDI ใน Apeswap จะยังได้ Airdrop อยู่นะ
    • – กรณีที่ 2 เอาไปวางใน LP ที่เป็นเหรียญคู่ เกิด Impermanent loss ได้ เช่น การวางเหรียญ JDI-BNB แบบนี้ ไม่ได้ Airdop นะจ้า
  3.  การเอาเหรียญออกจากกระเป๋าไป Pool แล้วเหรียญมีอยู่ต่ำกว่า 2,000 JDI นั่นแปลว่า เราไม่มีสิทธิที่จะใช้ PRO Feature นะจ้า อยากได้ก็ต้องเลือก ไม่ก็ซื้อเพิ่มให้มี 2,000 ที่เหลือเอาไป Stake อันนี้แล้วแต่เลย

รูปข้างล่างนี้คือการ Stake ที่ได้ Airdrop แต่อย่าลืมไปบอกหุ่นยนต์ใน Telegram ก่อนเอาไป Stake นะที่รักทุกคน (JDI Pool ลง JDI รับ Reward เป็น JDI)

 

ตรวจสอบราคา JDI ได้ที่ Dex.guru

เผื่อใครไม่เคยรู้มาก่อนว่าเราจะตรวจสอบความเคลื่อนไหวราคาของเหรียญที่อยู่ในโลก DeFi จากไหนได้ ลองมาดูที่ Dex.guru ก่อนนะครับ แล้วเราเลือกดู JDI (BSC) แล้วเราจะเห็นความเคลื่อนไหวของราคานะครับ ส่วนราคาจะเป็นเท่าไหร่ ก็ให้ตลาดตัดสินใจในเวลานั้นๆแล้วกันเนาะ เราลงทุนบนพื้นฐานและการเติบโตเป็นหลัก

หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกๆคนและตอบคำถามได้ว่า เมื่อมีเหรียญมาไว้ในมือแล้วเราจะเอาสิทธิประโยชน์จะต้องทำอย่างไรต่อ และขอให้ทุกๆคนโชคดีร่ำรวยในการลงทุนนะครับ หากใครสนใจก็ไปแวะชม JDI ได้ที่ jdiyield.com นะครับ

หมายเหตุ: บทความนี้เป็นบทความ Review ไม่ใช่การแนะนำการให้ลงทุนนะครับ

 

 

 

โอนเหรียญ Crypto ทำยังไง? ควรจะต้องรู้อะไรบ้าง?

0

ผมคิดว่าหลายๆคนก็คงจะรู้เรื่อง Crypto ในเรื่องของการลงทุน ซื้อขาย ทำกำไรไปกันบ้างแล้ว แต่ก็ยังมีหลายคนที่อยากจะทราบว่า หากเราจะโอน Crypto จากกระเป๋าหนึ่งไปยังอีกกระเป๋าหนึ่ง เช่น

  • โอนให้ตัวเองจาก Exchange ไปกระเป๋าส่วนตัวเพื่อทำ DeFi
  • โอนจาก Exchange ไทย ไป Exchange ต่างประเทศ

จะต้องทำอย่างไรบ้าง มีหลักการและข้อควรระวังอะไร มาอ่านกันได้เลยครับ

หลักการในการโอนมีอยู่หลักๆดังนี้ครับ

  1. กระเป๋าต้องเป็น Crypto ประเภทเดียวกัน
  2. ช่องทางที่ใช้โอนต้องเป็นเครือข่ายสอดรับกัน
  3. กรอกข้อมูลให้ครบถ้้วน

 

ตัวอย่างที่ โอนจาก Bitazza ไปยัง Binance

ในการที่เราจะส่งเหรียญจาก Bitazza ไปยัง Binance นั้น ต้องมองแบบนี้

  • ส่งจาก Bitazza: เราต้องกรอกที่อยู่ที่จะส่งไป (ส่ง)
  • รับที่ Binance: ต้องไปเอาข้อมูลที่อยู่ของเรา (รับ)

สมมติ ผมจะส่ง Stablecoin Tether ERC20 ไป นะครับ

ที่อยู่ของกระเป๋าปลายทางหาได้ไม่ยากครับ อย่างการฝากเข้าไปใน Binance จะใช้คำว่า Depost (ฝากเข้าไป) อย่างที่ผมบอกนะครับว่า กระเป๋าจะต้องตรงกัน เราจะส่ง USDT ไป ปลายทางของเราก็ต้องเป็นกระเป๋า USDT ส่งผิดเงินหายได้นะจ้า

ถ้าเราดูภาพข้างล่างนี้ ผมเขียนลูกศรไว้ 2 ตำแหน่ง

ด้านบน จะเป็นเครือข่ายช่องทางที่เราต้องเลือกให้ตรงกัน ใน Binance จะมี BEP2 BEP20 (BSC) ERC20 OMNI และ TRC20

ถ้าเราสั่งเกตจากฝั่งที่ส่งอย่าง Bitazza จะเห็นได้ว่า มันเป็น USDT ERC20 เราก็ต้องใช้ ERC20 ในฝั่งของ Binance เช่นกัน ตัวนี้จะเป็นเครือข่ายของ Etheruem นะครับ ถ้าเลือกส่งคนละช่องทาง เหรียญก็จะหายไปเช่นกัน ต้องระวังให้ดีนะครับ

ส่วนอักษรข้างล่างจะเป็นที่อยู่กระเป๋าตังนะครับ เราจะโอนเหรียญมาที่นี่ เราก็เอา Address ของที่นี่ไปที่ฝั่ง Bitazza ครับ เพื่อส่งมาหาที่นี่ครับ

หมายเหตุ:

  1. บางเหรียญจะมีช่องทางของตัวเองเลย เช่น BTC, ETH, XRP, DOGE
  2.  บางเหรียญต้องใส่ข้อมูลมากกว่า Address นะครับ เช่น XRP เราจะต้อง Copy Tag ที่เขาให้มาใส่ไปด้วย (ไม่ใช่ใส่อะไรก็ได้นะ) ไม่งั้นเหรียญไปไม่ถึงเช่นกัน ควรตรวจสอบให้ดีทุกครั้งก่อนโอน

เราก็เอาที่อยู่ที่เราจะส่งมากรอกลงกับทาง Bitazza นะครับ และกรอกจำนวนเงินลงไป อย่างไรก็ตาม การส่งแต่ละครั้งก็มีค่าธรรมเนียมในการใช้ระบบอยู่ด้วยนะครับ เช่นเรากรอกไปว่า 1,000 USDT และ สมมติค่าธรรมเนียมมีอยู่ 20 USDT ปลายทางจะได้รับ 980 USDT ครับ

เช็คก่อนนะว่าถูกไหม?

  1. ใช้ช่องทางเครือข่ายในการโอนช่องเดียวกันไหม? (ในกรณีนี้ ERC20)
  2. Address ของปลายทางถูกต้อง
  3. ข้อมูลกรอกครบหรือยัง

ถ้าแน่ใจแล้วก็กดส่งครับ แล้วรอเวลามันส่งไป เราก็จะได้รับเงินที่ปลายทาง

การส่งไม่ได้ยากใช่ไหมครับ? อย่างไรก็ตามการส่งเหรียญนั้นมีค่าธรรมเนียมอยู่ ซึ่งบางเหรียญค่อนข้างแพง เราจึงควรคิดให้แน่ใจว่าเราจะโอนเหรียญไปทำอะไร เงินต้นในการโอนเท่าไหร่จึงคุ้มค่า ต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนในเรื่องนี้นะครับ

ถ้าจะโอนเล่นๆเหมือนโอนเงินให้กันหรือชำระเงินกันเอง ผมแนะนำให้ระบบการโอนภายในของ App หากไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม แต่เราและเพื่อนต้องมี Account ภายใต้ Broker เดียวกันนะครับ

หากต้องโอนข้ามกันแล้วต้องเสียค่าธรรมเนียม ผมแนะนำว่าให้ใช้การโอนจากบัญชีธนาคาร หรือ Prompat ดีกว่านะครับ ไม่เสียค่าธรรมเนียมด้วย

คำเตือน:

  1. บทความนี้แค่แสดงตัวอย่างนะครับ อย่าโอนเงินให้ Address ในตัวอย่างนะครับ เพราะมันเป็น Address จำลองเพื่อการเขียนบทความ
  2.  Bitazza เป็นโบรกเกอร์ที่ได้รับอนุญาตจากทาง กลต ให้ดำเนินกิจการในประเทศไทยได้ แต่ Binance เป็น Exchange ต่างประเทศที่ไม่ได้รับใบอนุญาตจากทาง กลต.ไทยนะครับ การใช้บริการที่นี่จะไม่ได้รับความคุ้มครองจากทาง กลต. กรณีเกิดปัญหาครับ
  3.  บทความนี้นำเสนอความรู้ และแนวทางเท่านั้น โปรดศึกษาเพิ่มเติมด้วยตัวเอง กรณีมีการ Update ระบบ ทางเราจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายจากการทำธุรกรรมของท่านนะครับ

วิธีสร้าง Passive income ในโลก Crypto (ทำได้ด้วยตัวเอง)

0

มีคนถามมาเยอะว่า เมื่อเรามีเหรียญ Crypto ในกระเป๋าของเราเพื่อนำไปซื้อขายทำกำไรในตลาดแล้ว เราจะสามารถเพิ่มผลตอบแทนจากเหรียญด้วยวิธีอื่นได้ไหม? คือตอบก็คือสามารถทำได้ครับ อ่า วันนี้จะพามาดูว่ามันทำยังไง

ซึ่งในตอนนี้ผมก็จะเอาตัวเวปไซต์ของ Binance มาให้ดูว่าทำอย่างไร แต่อย่างไรก็ตามเวปไซต์นี้เป็นเวปไซต์ซื้อขายคริปโตในต่างประเทศ ทาง กลต. ไทยไม่ได้รับรองนะครับ

 

 

สิ่งที่เราจะต้องเตรียมก็คือ

  1. ต้องมี Account ของ Binance สมัครได้ที่นี่ครับ > สมัคร
  2. มีเหรียญที่สามารถนำมาวางไว้เพื่อสร้าง Passive income ได้ ซึ่งเราอาจจะโอนมาจาก Exchange หรือ Broker ของไทยนะครับ เช่น โอนจาก Bitazza มา Binance ก็ได้ แต่การโอนทุกครั้งมีค่าธรรมเนียมนะครับ

เมื่อเราพร้อมแล้วให้มาที่ Savings ตามภาพนะครับ มันจะเข้าไปสู่เมนูของการฝากเหรียญเอาไว้ เราก็เลือกดูเลยครับว่าเราสนใจเหรียญไหน

เมื่อเราเข้ามาแล้วจะเห็นได้ว่า มันจะมีเหรียญต่างๆที่เราสามารถใช้บริการได้เยอะมาก แต่ละตัวจะให้อัตราผลตอบแทนจากการนำเงินไปวางไว้แตกต่างกัน อันนี้เป็นตัวอย่างของสินค้าประเภท Flexible (ฝาก-ถอนเมื่อไหร่ก็ได้) เช่น

  • BTC 1.20% (Annual yield)
  • BUSD 6.00%  (Annual yield)
  • USDT 6.00%   (Annual yield)

แต่อัตราที่แจ้งมาในเวปนั้นสามารถเปลี่ยนแปลงได้นะครับ ไม่ใช่คงที่ถาวร ผมเลยเรียกว่า “ผลตอบแทน” เพราะมัน “ไม่ใช่ดอกเบี้ย” จากการฝากทรัพย์สิน

หากเราสนใจตัวไหนก็เอาไปวางไว้ได้ครับ โดยทั่วไปแล้ว เราสามารถนำเงินไปวางไว้ ขั้นต่ำ 1 เหรียญ ยกเว้นเหรียญดังกล่าวมีมูลค่าเยอะมาก ก็จะถูกถอนขั้นต่ำลงมาได้ครับ ข้อดีของการเอาเงินมาวางพักไว้ที่นี่คือ

  • ได้ผลตอบแทนเพิ่ม เมื่อเทียบกับวางเหรียญไว้ในกระเป๋าเฉยๆ
  • ถ้าคิดว่าจะต้องดอยยาว ก็เอามาพักใจได้ผลตอบแทนก่อนก็ได้

ผลตอบแทนที่ได้เขาจะให้ทุกวันๆนะครับ ระบบจะนำมาใส่ให้ในกระเป๋า Spot เราสามารถตั้ง Subscribe เอาไว้ได้เพื่อให้ระบบนำผลตอบแทนที่ได้มากลับไปฝากเอาไว้เพิ่ม

นอกจากนี้มันยังไม่แบบ Locked ด้วย คือ ล็อกเอาไว้ตามจำนวนวันที่กำหนด เช่น ต้องล็อกไว้ 7 วัน 14 วัน 30 วัน 90 วัน ซึ่งผลตอบแทนจะสูงกว่า

 

บางเหรียญก็มีการให้ผลตอบแทนที่ไม่เหมือนใครนะครับ เขาอาจะแถม Airdrop หรือเป็นเหรียญอื่นๆ ให้เรามาสะสมได้อีกด้วย ตรงนี้ก็ลองพิจารณาศึกษาดูข้อมูลเหรียญและปัจจัยต่างๆนะครับ

แน่นอนว่า การนำเหรียญไปวางไว้ “ไม่ใช่การฝากเงิน” ผมมองว่ามันเป็นการลงทุนในอีกรูปแบบหนึ่งที่มีความเสี่ยงเพราะหลายๆเหรียญนั้นราคาขึ้นลงได้ และหากเราซื้อมาแพง เช่น ได้ผลตอบแทนมา 3% แต่ขาดทุนจากมูลค่าที่ลดลง 10% ก็ทำให้เราขาดทุนในการลงทุนก็ได้ครับ

ลองศึกษาก่อนนะครับ การลงทุนมีความเสี่ยงจ้า

Binance https://bit.ly/3qjkSn3

Bitazza https://bit.ly/3pgchttps://bit.ly/3qjkSn3zbe

Bitazza ความท้าทายระดับโลกกับแผนการเชื่อมโลกเก่าและโลกใหม่

0

พอดีมีข่าวออกมาว่าพูดถึงความร่วมมือระหว่าง LIGHTNET VELO และ Bitazza ผมค่อนข้างสนใจประเด็นนี้มากเพราะน่าจะทำให้เกิดความท้าทายในการพัฒนาอุตสาหกรรม Digital และ Cryptocurrency เลยมาลองขยายความซักนิดนะครับ

[บทความนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผมเท่านั้นนะครับ]

ในข่าวที่ผมอ่านมาพบว่า Lightnet ได้มีการลงทุนใน Bitazza 6 ล้านเหรียญสหรัฐ (ถ้าคิดเป็นเงินไทย x30 บาท ก็ตกประมาณ 180 ล้านบาท) Move ครั้งนี้เป็นอย่างไร ผมว่าต้องมาดู Background ของแต่ละ Stakeholder กันนะครับ ซึ่งหลายคนอาจจะรู้จัก Bitazza อยู่แล้วว่าเป็นโบรกเกอร์และเป็น Platform ในการซื้อขาย Cryptocurrency ชื่อดังของประเทศไทย

ในส่วน Lightnet นั้น ถ้าไปอ่านข่าวจะพบว่าในช่วงต้นปี 2020 ที่ผ่านมา บริษัทมรการระดมทุนไปกว่า 1,000 ล้านบาท โดยมีผู้ถือหุ้นที่น่าสนใจคือ กลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ที่ทำร้านค้าปลีกอย่าง 7-11 ในประเทศญี่ปุ่น และร้านสะดวกซื้อ 692,000 แห่งทั่วโลกและกลุ่มเจ้าของ 7-11 กับ Starbucks ในไต้หวัน จีน ฟิลิปสินส์ และไปถึงบริษัทการเงินและการลงทุนต่างๆ 

โดยบริษัท Lightnet ทำ Blockchain ใน Stellar network โดย Focus ในเรื่อง Cross border Remittance หรือการโอนเงินต่างประเทศกับกลุ่มแรงงานข้ามชาติที่ไม่มีบัญชีเงินฝากในเอเชีย

คือต้องเข้าใจก่อนนะครับว่าเวลาที่แรงงานต่างชาติเข้าไปทำงานในประเทศต่างๆ เช่น คนพม่ามาอยู่ไทย คนอินโดนีเซียไปอยู่สิงคโปร์ บางทีเขาเปิดบัญชีธนาคารไม่ได้ด้วยเหตุผลหลายๆประการ เช่น กฎหมายไม่อนุญาตให้แรงงานผิดกฎหมายเปิดบัญชี

นเหล่านี้เวลาจะส่งเงินไปที่บ้าน ก็ต้องไปหาบริษัทโอนเงินไปปลายทางแล้วให้ที่บ้านไปรับเงิน หรือถ้าใครเคยได้ฟังเรื่องราวของคนจีนที่มาอยู่เมืองไทยสมัยก่อนก็จะฝากพวกโพยก้วนส่งเงินกลับไปที่บ้านแทน การเงินพวกนี้เป็นพื้นฐานมากยาวนานมาก ตั้งแต่ในศตวรรตที่ 8 มีการใช้ระบบการโอนเงินที่เรียกว่า Hawala system โดยใช้ระหว่าง อินเดีย เปอร์เซียในเส้นทางสายไหมด้วยครับ 

จริงๆ Project แนวๆนี้ผมเคยไปช่วยงานบริษัทหนึ่งทำอยู่ในช่วงปี 2016 ตอนนั้นตื่นเต้นมากแต่ด้วยความเข้าใจและกฎหมายที่ยังไม่อำนวยต่อเทคโนโลยี Cryptocurrency เท่าปัจจุบันผมเลยลาออกมาก่อน แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะมีความเป็นไปได้เยอะมาก โจทย์ก็คือ ถ้าเราสามารถเพิ่มทางเลือกให้แรงงานต่างด้าว โอนเงินแล้วไป Cash เงินได้ในปลายทางด้วยค่าธรรมเนียมต่ำกว่าธนาคาร (ไม่ต้องผ่าน Swift) ปลอดภัยกว่าโพยก้วนคงน่าสนใจไม่ใช่น้อยเลยใช่ไหมครับ

ผมว่าพวก Facility อะไรแนวนี้มันทำได้หลายแบบแล้วในปัจจุบันคือ

  1. โอนไปแล้วแลกกับพวกสถาบันการเงิน (Moneygram หรือ Western Union) หรือ ร้านสะดวกซื้อที่ปลายทางเป็นเงินสด แบบนี้ ผมเคยมองไว้กับ project ที่เคยไปช่วยตั้งแต่ 2016 โน้น ตอนนั้นผมคิดว่ามันยากมาก แต่พอมาดูเครือข่ายของร้านค้าปลีกของทาง Lightnet ผมว่ามันมีความเป็นไปได้ใน project แนวๆนี้
    2. โอนอยู่ในเครือข่าย app นั่นล่ะ แล้วเอาเงินออกจาก Broker หรือ Exchange ปลายทาง ผมว่าอันนี้ก็น่าสนใจ ผมจินตนาการเล่นๆว่า ถ้า Bitazza ไปมีสาขาในประเทศอื่นๆได้ มีใบอนุญาตที่ถูกต้อง มันก็จะเกิดรูปแบบการโอนเงินข้ามประเทศได้เช่นกัน ก็จะเป็นระบบแบบ CeFi ที่เป็น Gateway โดย Bitazza จะเป็นตัวกลางเชื่อมระหว่างผู้บริโภคและธนาคารในประเทศนั้นๆเพื่อเปลี่ยนเงินสดมาเป็น Crypto เข้าสู่เครือข่าย Platform ที่วางเอาไว้

ผมเลยคิดว่า Project นี้มันน่า ถ้าไม่ติดเรื่องใบอนุญาติในประเทศต่างๆ มันทำได้อยู่แล้ว ซึ่งมันจะมาตอบโจทย์ Lightnet ด้วย และผมเองก็อยากให้เอาเทคโนโลยีมาช่วยคนที่เข้าไม่ถึงระบบธนาคารซักที อย่างน้อยมันช่วยแรงงานต่างด้าวให้เข้าถึงโอกาสต่างๆได้มากขึ้น ปลอดภัย ค่าธรรมเนียมถูก สร้างคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นกับคนหลายล้านคนทั่วเอเชียนี้ได้เลย

จากข่าวจะเห็นได้ว่า Bitazza และ Lightnet ได้รับใบอนุญาติ MPI ในสิงคโปร์ และ EMI ในกลุ่ม EU แล้ว แปลว่าต่อไปถ้าเราจะโอนเงินจากไปยุโรป มันก็ทำได้ผ่านระบบ Blockchain และ Cash เงินออกได้ตามกฎหมาย น่าจินตนาการมากเหมือนกันว่า วันหนึ่งเราอาจจะสามารถเดินขึ้นเครืองบินโดยไม่ต้องแลกเงินจากธนาคารในเมืองไทย แต่เอา Crypto (เช่น USDT) ไปแลกเงินที่ประเทศปลายทางเลยก็ได้ แลกที่ร้านสะดวกซื้อ

ในส่วนของ Velo Digital credit และทำ Reserve system ที่จะเอาเหรียญไปทำธุรกรรมต่างๆได้ เช่น ปล่อยกู้ โอนเงิน ผมเข้าใจว่าต่อไปมันอาจจะใช้เป็นตัวกลางในการทำธุรกรรมที่มากขึ้นในเครือข่ายนี้ คงช่วยแก้ปัญหาได้มากมายในอนาคต 

จากที่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2021 ที่ผ่านมา หลายคนอาจจะกังวลเกี่ยวกับมาตรการของ กลต. ที่จะกำหนดคุณสมบัติของนักลงทุน Cryptocurrency ผมคิดว่าในส่วนของธุรกรรมในลักษณะนี้ไม่น่าจะเข้าข่ายอะไรและคิดว่า กลต. น่าจะสนับสนุน (ผมเชื่ออย่างนั้น) อย่างน้อยในวันที่มีการแถลงข่าวและถกประเด็น ในเวลาทีของ กลต. เองก็พูดว่า Stablecoin นั้นจะไม่ถูกกำหนดคุณสมบัติของนักลงทุน และผมเชื่อว่าการโอนเงินมันไม่ต้องการความผันผวนอยู่แล้ว โอน Stablecoin หรือ พวกธุรกรรม Reserve fixed value ทั้งหลายน่าจะใช้กันเป็นหลัก

 

ก้าวต่อไปของ Bitazza

ผมเองก็ค่อนข้างเชียร์โบรกเกอร์เจ้านี้นะเพราะวิสัยทัศน์ดีมาก ปัจจุบันเราเห็นว่า Platform นี้มีเฉพาะในส่วนของการซื้อขาย Cryptocurrency แต่เขาก็คลอด Project อื่นๆขึ้นมาเรื่อยๆ เช่น การเป็นตัวกลางในการรับชำระเงินให้กับห้างร้านต่างๆ (อ่านเพิ่ม สุดล้ำ ทำได้แล้วในไทย โอน Bitcoin ชำระค่าบริการกับร้านค้า)

และคิดว่าต่อไปถ้า Bitazza ทำในเรื่อง Investment ด้วย เช่น ทำ Staking, LP เชื่อมกับ DeFi ได้ด้วย ผมว่าบริษัทนี้จะกลายเป็นหนึ่งใน Core infranstructure ที่สำคัญเลยทีเดียว เพราะสามารถเชื่อมโลก Digital กับโลก Traditional ได้

จุดนึงที่ผมเห็นว่า Bitazza มีมากกว่า Broker/Exchange อื่นๆ ถ้า Go international คือ เขาไม่ต้องพึ่งระบบ P2P อย่างเดียวก็ได้ ก็เชื่อมกับ Retail shop หรือ เครือข่ายต่างๆในการ Cash เงินออก และเชื่อมกับธนาคารที่มี License ประเทศนั้นๆเลยก็ได้ ตรงนี้ผมว่าจะทำให้ BTZ มันมี Advantage ต่อตลาดมากกว่า เจ้าใหญ่ๆอีกหลายๆเจ้า (บางเจ้าต้อง P2P เท่านั้นนะ)

ว่าไปก็เก็บเหรียญ BTZ ต่อก่อนนะครับ เผื่อวันนึงมันมี Bittaza Smart Chain กับเข้าบ้าง 555 (มโนไปก่อน) 

เหรียญยังไม่ได้ List แต่อย่าพึ่ง List เลย ขอเก็บอีกหน่อยเหอะ เราบอกพวกเธอแล้วให้สมัคร Bitazza เราว่ามันเป็นเจ้าที่จะ Go Global ได้ สมัครเลยค่ะ https://bit.ly/3pgczbe

 

 

 

 

ก่อนออมคอยน์ ต้องรู้จักคอยน์ก่อน ว่าคอยน์ไหนทำอะไร

0

หลายคนอาจจะตั้งคำถามว่า การที่เราจะลงทุนซื้อคอยน์เนี่ยเราจะเริ่มต้นจากตรงไหนดี? เพราะมันมีเยอะมาให้เราเลือก แล้วแต่ละอย่างมันเป็นคอยน์แบบไหน มันเอาไปทำอะไร บทความนี้ก็จะเล่าให้ฟังนะครับว่าตัว Crypto ดังๆที่เราเคยได้ยินกันมันเป็นอย่างไร ถ้าเราลองแบ่งประเภทกันมันจะมีดังนี้นะครับ

  1. Decentralized exchange (DEX)

กลุ่มนี้เป็นกลุ่มของตลาดแลกเปลี่ยน cryptocurrency เป็นแบบ p2p ไม่ต้องมีตัวกลาง ไม่ต้องมีตลาด ไม่ต้องมีโบรกเกอร์อะไรพวกนี้ แต่ใช้ Blockchain ในการทำธุรกรรม คนมาใช้ช่องทางนี้ List เหรียญกันเยอะขึ้น ไม่ต้องมี KYC ใดๆ คนมาแลกเปลี่ยนกันเยอะ เหรียญที่รู้จักกันก็มี $UNI $SUSHI นะครับ

  1. Stablecoin

หลายคนคุ้นเคยกันดีเพราะเป็นกลุ่มเหรียญที่ไม่ผันผวน เพราะตรึงเอาไว้กับค่าเงิน USD เช่น $USDT $USDC $BUSD $DAI ซึ่งการตรึงค่าเงินมันก็มีทั้งในรูปแบบเอาเงินทรัพย์สินไปค้ำไว้ กับ การเอากลไกลของ Money supply ทำให้ค่าเงินไม่ผันผวน เรียกว่า (Seigniorage) พวกนี้ผมว่ามันสามารถเอามาใช้เหมือนเงิน USD ได้ในอนาคตเพราะราคาค่อนข้างนิ่งในตัวเอง

  1. Synthetic asset

ทรัพย์สินประเภทนี้จะเป็นการลงทุนแบบไม่ได้ถือ Asset นั้นๆก็ได้ เช่นในโลก Traditional เราอาจจะซื้อ Futures Options แทนการซื้อหุ้น พอเป็นโลก DeFi มันก็มีการลงทุนแบบนี้ได้ เช่น ไปซื้อทรัพย์สินที่อ้างอิงหุ้น น้ำมัน ผ่านการลงทุนในระบบ Blockchain ตรงนี้เราไม่ต้องผ่านตัวกลางอย่างตลาดซื้อขายก็ได้ ตัวอย่างของ เช่น $SNX

  1. Oracle

ตัวนี้มันจะเป็น Data ที่เขาจะ Link จากภายนอกสู่ Blockchain เช่น การดึงข้อมูลราคาทรัพย์สินต่างๆในการลงทุน ข้อมูลสัญญาอย่างประกัน การส่งสินค้า พอใส่ข้อมูลลงไปแล้วทุกอย่างตรงตามเงื่อนไข ธุรกรรมก็จะเกิด เช่น ส่งชองปุ๊ป กดรับปั๊ป ตัว Blockchain ปล่อยเงินให้คนขายเลย ข้อมูลภายนอกที่ใส่เข้าไปมันจะมาจากธุรกิจพวกนี้ ทำให่เงื่อนไขต่างๆในระบบมันทำงานได้ เช่น $Link $Band

  1. Aggregator

กลุ่มนี้จะเป็นตัวรวบรวมตังของนักลงทุน คล้ายๆธนาคาร กองทุน หรือ เฮ็จฟันด์ พวกนี้ก็จะเอาเงินนักลงทุนไปรวมกันเพื่อหาผลตอบแทน เช่น การเอาไปปล่อยกู้ เช่น $ALPHA $YFI ผมว่าต่อไปน่าจะมีอะไรอีกหลายอย่างที่เหมือนโลก Traditional อีกนะครับ

  1. Insurance

สุดท้ายก็เป็นเรื่องของประกันนะครับ เช่นการทำ Risk and Claim อย่างเช่น $wNEM ที่รับประกัน Bug และป้องกันความเสี่ยงและความเสี่ยหายจากการโจรกรรมของ Centralized Exchange ต่อไปเราอาจจะเห็นตลาดประกันมากขึ้นในแวดวงของ Crypto ก็ได้นะครับ

ก็ลองดูนะครับว่าเราสนใจ coin ประเภทไหน ก็ลองไปศึกษาต่อกันดู อย่าลืมว่าทุกอย่างมีความเสี่ยงและต้องศึกษาเรื่องความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนเสมอนะครับ

 

บทความนี้สรุปจากที่เคยคุยและอ่านบทสัมภาษณ์จาก CEO ของ Bitazza นะครับ

เหรียญพวกนี้มีใน Bitazza นะจ้า เปิดบัญชีที่ https://bit.ly/3pgczbe

 

ผลตอบแทนสูง 10%++ APY เริ่มจากการโอนคอยน์ให้เป็น

0

สวัสดีแฟนเพจพี่ต้าร์และนักออมคอยน์ทุกคน เชื่อว่าทุกคนที่ติดตามแฟนเพจนี้ก็คงมีบัญชีซื้อขาย Cryptocurrency กันแล้ว ซึ่งปกติพี่จะแนะนำ Bitazza ซึ่งเป็นโบรกเกอร์ที่ได้รับ License จาก กลต. ของประเทศไทย

ที่นี้ถ้าเราสังเกตก็คือในประเทศไทยยังค่อยข้างจำกัดในเรื่องของตลาด Crypto อยู่ ที่ทำกันอย่างมากก็คือ การซื้อขาย ซื้อคอยน์มาถูก ขายคอยน์ไปแพง กำไรบ้าง ดอยบ้าง ซึ่งผมเชื่อว่าในอนาคตตลาดในบ้านเราจะพัฒนาไปมากกว่านี้แหละ และอย่าไปว่าทาง กลต. หรือ Regulator เลย เขาก็เป็นห่วงคนไทย ตลาดนี้ความเสี่ยงสูงมาก การอนุญาตและออกกฎระเบียบก็อาจจะช้าหน่อย

หลายคนก็เลยศึกษาเรื่อง Crypto ไปเรื่อยๆก็จะเห็นได้ว่า ถ้าไปลงทุนในธุรกิจ Crypto ต่างประเทศ เช่น พวก CeFi (Centralize Finance) หรือ โผล่ไปในโลกของ DeFi (Decentralize Finance) ผลตอบแทนต่างๆมันช่างน่าสนใจมาก เพราะเราอาจจะเห็นผลตอบแทนมากกว่าเงินฝากบ้านเรา มันทำได้แบบ 10% ก็มี เป็น 100% หรือไปถึง 300%-400% APY ก็มี

แต่… ขอ Disclaimer ไว้นิดนะครับว่า การที่เราโอน Crypto ไปลงทุนที่อื่นนั้นมีความเสี่ยงสูงนะครับและอาจจะไปเจอการหลอกลวงหรือ Scam ได้ และทาง กลต. ไทยจะไม่ได้ดูแลเรานะครับ ตรงนี้เป็นความเสี่ยงของผู้ลงทุนแต่ละคนนะครับ

อันนี้เป็นตัวอย่างที่ผมลองเอาเงินไปลงทุนใน Lending Platform (ให้กู้ยืม) ใน Celsius Network นะครับ เอาคอยน์โอนไปฝากไว้แล้วเขาเอาไปปล่อยกู้ กำไรก็เอามาแบ่งกับเรา ถ้าเทียบกับระบบ Traditional ก็เหมือนเราเข้าไปร่วมกิจการธนาคารกับเขานะครับ แต่มันไม่ใช่ธนาคาร ล่าสุดที่เข้าไปดูคือ 12.50% APY

อีกตัวอย่างหนึ่ง อันนี้เป็น DeFi นะครับ ซึ่งเราจะต้องมีดังนี้

  1. กระเป๋าตังของเราก่อน เป็นกระเป๋าตัง Crypto ส่วนตัว ซึ่งถ้าจำรหัสเข้าไม่ได้ก็คือตังหายไปเลยนะ มันเป็น Decentralize ไปขอ username password ใครก็ไม่ได้ ผมมักจะแนะนำสมัครแล้วจดบันทึกในกระดาษแล้วซ่อนไว้ อย่าให้ใครเจอ ไม่งั้นเขาโอนเงินเข้าไปเอาได้ (ห้ามถ่ายรูป) เช่นใน Metamask Trustwallet
  2. Account ของ Binance เราจะโอนจากเวปนี้เข้าไปยัง Wallet ส่วนตัวของเราเพื่อไปทำ Staking เป็นการลงทุนในลักษณะเอาเงินไปรวมกันเพื่อมีโอกาสได้ยืนยัน Order ใน Blockchain แล้วได้ Reward มาแบ่งกันครับ

ภาพข้างล่างนี้เป็นตัวอย่างของการผลตอบแทน Staking ของ Venus ที่ผมลองเอาเงินไปใส่นะครับ (อย่างที่บอกนะครับ มีความเสี่ยงสูงและไม่ได้มีใครรับรองนะครับ เราอาจจะเสียตังไปหมดเลยก็ได้) ผลตอบแทนนั้นอยู่ที่ 60-70% APY ครับ

เอาหล่ะ ก่อนที่เราจะไปถึงจุดที่เอาเงิน Crypto เราโอนไปมา เรามารู้วิธีการโอนกันก่อนนะครับ เวลาที่เราโอนเงินผ่านธนาคารนั้น เราก็จะเปิด App ธนาคารแล้วใส่หมายเลขบัญชี เลือกธนาคาร ใส่เงินแล้วโอนไปใช่ไหมครับ

ระบบของ Crypto ก็คล้ายๆกัน เราจะต้องมีกระเป๋าตังก่อน ซึ่งหากเพื่อนๆเปิดบัญชีใน Bitazza แล้ว นั่นหมายความว่าเราก็มีกระเป๋าตัง (ที่ดูแลโดย Bitazza) แล้วก็ต้องไปเอาที่อยู่ในอีกกระเป๋าหนึ่งก่อน แล้วค่อยทำการโอนไปนะครับ

อันนี้เป็นตัวอย่างในการโอนเงินจาก Bitazza ไป Binance นะครับ วิธีการก็คือเราจะต้องเอาที่อยู่ของกระเป๋าตังเราใน Binance ก่อน

ขั้นตอนคือ

  1. เอาที่อยู่ที่จะฝากเข้าไปที่ Binance
  2. ไปเอาเงินจาก Bitazza ส่งฝากเข้าไป

วิธีเอาที่อยู่ก็ไปที่ wallet นะครับ แล้วก็ต้องไป Deposit (ฝาก)

พอเราเข้าไปปุ๊ป จะเจอที่อยู่กระเป๋าตัง มันจะขึ้นตัว QR และ อยู่ มันจะเป็นตัวอักษร 8xdk38r5js2348igb อะไรพวกนี้ นี่คือที่อยู่ของกระเป๋าตังเรานั่นเอง สามารถ Copy Address หรือ โหลด QR Code ได้เลย ส่วนช่องทางต้องเลือกให้ถูกนะครับว่าผ่านทางไหน เช่น ERC20 BEP2 BEPSC ตรงนี้ปรึกษากับทางผู้ดูแลลูกค้าได้นะครับ แต่ละครั้งที่ทำธุรกรรมต้องเช็คก่อนเสมอ อย่าทำผิดนะครับ

ทีนี้เราจะโอนเงินจาก Bitazza เราก็ต้องไปส่งคำสั่งส่งก่อนนะ โดยเราต้องไปบอกที่ Bitazza ก่อนว่าเราจะส่งเงินไปที่ไหน ก็กรอกที่อยู่ลงไป เขาก็จะคิดค่าธรรมเนียมในการโอน เราก็กดส่งไป

โดยเริ่มต้นที่เราต้องมาที่เหรียญที่เราจะส่ง ต้องเป็นเหรียญแบบเดียวกันนะครับ เช่น USDC ไป USDC สังเกตดูนะครับ ของ Bitazza จะมีวงเล็บไว้ว่า ERC20 แสดงว่าโอนผ่านระบบนี้ อย่าเลือกปลายทางที่ Binance ผิดนะครับ ไปคลิ๊กส่งข้างล่าง เลือกส่งบุคคบภายนอก

เราก็กดโอนไปให้ผู้อื่นนอก Bitazza แล้วกรอกที่อยู่ไป ที่เป็นเลขยาวๆจากการ Copy Address หรือ QR Code มา แล้วก็ใส่จำนวนเงินที่จะโอนไป แล้วดูข้างล่าง มันจะมีค่าธรรมเนียมในการโอนนะครับ

พอเราส่งไปแล้วก็รอแปปนึงนะครับ แล้วไปเช็คที่ปลายทางว่าเงินเข้าหรือเปล่า สิ่งที่ต้องระวังก็คือ

  1. การโอนผิดบัญชี เช็คดีๆนะครับไม่งั้นเรื่องใหญ่เลย
  2. ต้องดูด้วยว่าช่องทางที่โอนเป็นช่องทางเดียวกันไหม เช่น ERC20 ที่เป็นการโอนผ่านช่องทางของ Ethereum ไม่งั้นโอนไปไม่ถึงนะ และเราอาจจะเจอช่องทางอื่นๆ เช่น Binance Smart Chain (BEP20) ไรงี้ เดี๋ยวผมจะเอามาเล่าเรื่อยๆนะครับ
  3. การทำธุรกรรมแต่ละครั้งต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเสมอ วางแผนดีๆนะครับ

จะโอนไปไหนก็สร้างกระเป๋าเงินตรงนั้นไว้ ไม่ว่าจะเป็นระบบกระเป๋าในเวปหรือนอกเวปนะครับ ถ้าโอนเป็นแล้ว เดี๋ยวก็ลองดูว่าเราจะโอนไปหาผลตอบแทนที่ไหนได้บ้าง หลักการประมาณเดียวกันครับ

ไว้ผมมาเล่าเพิ่มเติมให้ฟังนะ

ปล. อย่าลืมนะครับว่า การลงทุนใน Crypto เป็นเรื่องใหม่ ความเสี่ยงสูงมาก ต้องระวังในการลงทุนนะครับ

อย่าลืมเปิดพอร์ตกับ Bitazza ก่อนนะครับ https://bit.ly/3pgczbe

Source:

90,553แฟนคลับชอบ
1,819ผู้ติดตามติดตาม
935ผู้ติดตามติดตาม