หน้าแรก บล็อก

Review Pionex กับ บอท ฟรีๆให้ใช้

0

สำหรับสายเทรดที่ชอบซื้อขาย Cryptocurrency ในบทความนี้ผมจะมา Review เกี่ยวกับ Application Pionex ที่มีหุ่นยนต์ (บอท) ฟรีๆให้เราได้ใช้นะครับ แต่อย่างไรก็ตามก่อนที่เราจะพูดคุยกันเรื่องนี้ ผมก็อยากจะเตือนทุกคนเสมอว่าการลงทุนมีความเสี่ยงนะครับ แม้จะใช้หุ่นยนต์มาช่วยเทรดก็ตาม

Pionex นั้นเป็น Platform ที่เราจะต้องเอา USDT ไปฝากไว้ที่ Platform (ไม่มีการเชื่อมต่อ API ของระบบนะครับ) เพราะฉะนั้นแล้วเราก็ต้องศึกษาถึงความน่าเชื่อถือของการให้บริการด้วย หรือหากไม่มั่นใจเท่าไหร่ก็เล่นน้อยๆไว้ก่อนนะครับ และต้องบอกก่อนว่า Platform แนวๆนี้ก็ไม่ได้รับความคุ้มครองจากทาง กลต. ไทยหากมีปัญหานะครับ

วิธีการใช้งานมีขั้นตอนดังนี้ครัล

1. สมัครใช้บริการ

ขั้นตอนการสมัครก็ไม่ได้ยากอะไร เริ่มแรกเราก็ไปที่่เวปของ Pionex นะครับ โดยการ Sign up เฉพาะแค่ email และ Password ซึ่งหลังจากสมัครใช้บริการแล้วเขาก็ทำตามขั้นตอนของเขาไปในเรื่องการ verify ของมูลต่างๆ และก็ Download app Pionex ในมือถือของเราเพื่อนำมาใช้นะครับ

2. การนำเงินไปลงทุน

อย่างที่บอกละครับว่า Platform นี้ไม่ได้มีการใช้ API เราจะต้องโอนเงินไปที่ Platform ด้วยการใส่เข้าไปในกระเป๋า ซึ่งจะมีการโอนได้ในหลายๆ Network เช่น BSC TRC20 ERC20 เหรียญที่ใช้ในการซื้อขายจะเป็น USDT นะครับ

3. เลือก Bot ที่ต้องการ

หากจะเลือกบอทให้ไปที่เมนู ซื้อขาย แล้วไปที่หมวด บอท จากที่รีวิวมาจะเห็นได้ว่า Bot ที่นี่มีหลายแบบนะครับ มีให้เลือกเยอะมาก แต่ตัวที่เด่นๆแล้วใช้กันเยอะๆก็คือ Grid Trading, Martingale Bot และ Relanacing Bot

Grid Trading Bot มันจะเป็นการวางกลยุทธ์เป็นขั้น เช่น จะมีการขายทำกำไรทุก 1% ของราคาที่วิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันก็จะทำการซื้อทุกครั้งเมื่อราคาลง 1%

Martingale Bot ตัวนี้จะเป็นการซื้อเพิ่มขึ้น 1 เท่าทุกครั้งที่ราคาลงตามที่กำหนด พอลงเก็บ ลงเก็บ แล้วพอขึ้นปุ๊ปขายทำกำไรแล้วเริ่มรอบใหม่

Rebalacing Bot เริ่มต้นเราจะวางทรัพย์สิน 2 อย่างคู่กันเช่น BTC และ USDT อย่างละ 50% ซึ่งพอเวลาเปลี่ยนไปสัดส่วนเปลี่ยนขึ้นมาจะมีการ Reblacing ให้อยู่ในระดับ 50:50 เช่นเดิม ช่วงไหน BTC ขึ้นก็จะถูกเทขายทำกำไร ช่วงไหน BTC ลงก็จะนำ USDT ไปซื้อเพิ่ม ปรับกันได้แบบทุก 5 นาทีเลยครับ

4. ตามดู Bot นะครับ

เมื่อเราเลือก Bot แล้วและปล่อนให้มันวิ่งในระยะ เราก็จะเห็นว่าบอทมันมีกำไรหรือขาดทุนนะครับ อย่างในกรณีนี้คือกำไร มันก็จะแสดงภาพโชว์ออกมาว่าพอร์ตเขียวๆ ซึ่งเราสามารถให้มัน Run ต่อได้หรือถ้าพอใจก็ให้ บอท หยดทำงานแล้วได้กำไรกลับมาครับ

หมายเหตุ รูปนี้นานแล้วนะ ตอนที่่ SHIB/USDT กำลังวิ่ง สุดๆ

นอกจากการใช้ Bot แล้วมันยังมีเมนูอื่นๆให้เราได้เล่นอีกเช่น Earn ด้วยการ Arbitrage และ Lending เป็นต้น ลองศึกษาข้อมูลกันดูต่อนะครับ

ก็ Review ประมาณนี้นะครับกับ Pionex การลงทุนมีความเสี่ยงนะครับ โปรดศึกษาข้อมูลดีๆก่อนการตัดสินใจลงทุน

Copycat ตัวช่วยนักเทรดในโลก DeFi เข้ายานแม่ Binance แล้ว

0

ไม่ว่าเพื่อนๆจะอยู่สายเทรดหรือสายลงทุน ตอนนี้ Copycat เนี่ยกำลังเป็น Platform ที่น่าติดตามอยู่มากๆเพราะ

  • ถูกรับเลือกให้เป็น 1 ใน 9 โปรเจคที่ทาง Binance พาขึ้นยานแม่ไปกับ Binance inclubator program
  •  เป็น Platform สำหรับคนที่อยากเทรดและต้องการตัวช่วย เช่น การทำ Copy Trade จากผู้มีประสบการณ์

มาดูรายละเอียดกันทั้ง 2 เรื่องเลยนะครับ

Copycat x Binance

เรื่องนี้เป็นข่าวเด่นข่าวดังในวงการ Crypto อยู่เหมือนกันเมื่อ Binance ประกาศให้ Copycat เป็นหนึ่งใน Platform ที่จะเข้าสู่ Binance Inclubator program ซึ่งทาง Binance ก็จะมีการช่วยในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุน การประชาสัมพันธ์ การเป็นที่ปรึกษา

เมื่อโปรเจคถูกพาขึ้นยานมาแล้ว นักลงทุนก็มักจะมั่นใจมากขึ้นเพราะท้ายสุดก็จะถูก List บนกระดานของ Binance ที่ผ่านมาก็มีหลายโปรเจคประสบความสำเร็จไปแล้ว เช่น Polygon, Safepal, Perpetual, Cere network, Nym technology เป็นต้น

รูปนี้เป็นกราฟราคาของ Copycat หลังจากที่ทาง Binance ประกาศพาขึ้นยานแม่ครับ แหม รู้สึกผมโชคดีจังที่แอบซื้อไปในช่วงราคาต่ำเตี้ยติดดินอยู่บ้าง ก็เลยได้กำไรกับเข้าบ้างนิดหน่อยนะครับ อิอิ

 

Copycat Finance คืออะไร?

ช่วงนี้ผมเองก็เขียนเรื่อง Platform ที่เกี่ยวกับหุ่นยนต์ที่ช่วยนักลงทุนเกี่ยวกับการเทรด แต่ส่วนใหญ่จะอยู่ในโลกของ CeFi แต่หากสนใจตัวช่วยในการซื้อขายก็สามารถมาลองดู Platform ของ Copycat ได้เลยนะครับ

Copycat คือ Platform ในการทำ Copy trade หลักการง่ายๆก็คือหากเราไม่ได้เป็นคนเทรดเก่งอะไร แต่อยากจะมีกำไรจากการซื้อขายกับเขาบ้าง ก็ไปติดตามคนที่เทรดเก่งๆแล้วให้ระบบ Copy การซื้อขายตาม อย่างไรก็ตามการที่เราติดตามคนเก่งๆในการเทรดก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีความเสี่ยงนะครับ การลงทุนยังมีความเสี่ยงเสมอเลย

นอกจากการติดตามคนเก่งๆเพื่อ Copy Trade แล้ว เรายังสามารถเอาเหรียญไปฟาร์มได้ด้วยเหมือนกันนะครับ ก็ไปดูที่เมนู Farm ได้เลย ส่วนตัวก็มีเอาไปทำฟาร์มไว้อยู่เหมือนกันครับ แต่ทำมานานมาก เปิดเข้าไปดูอีกทีตอนนี้ตกใจมากเพราะผลตอบแทนมันเยอะเพราะเรามาตั้งแต่แรกๆและช่วงนี้มันพุ่งเพราะขึ้นยานแม่ด้วยครับ

โปรเจคนี้ก็เป็นอีกหนึ่งโปรเจคที่น่าจับตานะครับ ใครอยากจะลองดูข้อมูลก็คลิ๊กลิงค์นี้ได้เลยครับ Copycat.finance ลองศึกษาทำความเข้าใจในตัวโปรเจคก่อนตัดสินใจลงทุนนะครับ เพราะการลงทุนใน DeFi มีความเสี่ยงสูงครับ

Review Muskbot ใช้ หุ่นยนต์ Trade Crypto

0

พอดีมีเพื่อนมาชวนใช้ Muskbot หุ่นยนต์เทรด Crypto ได้ผลงานที่ดี ก็เลยจะมา Review ให้ฟังนะครับว่าใช้ต้องเริ่มทำยังไงบ้าง อย่างไรก็ตามก็อยากจะบอกว่าบทความนี้แค่เล่าประสบการณ์ให้ฟังเท่านั้นนะครับ การใช้บริการต่างๆนั้นขึ้นอยู่กับความสมัครใจของแต่ละคนครับเพราะการลงทุนมีความเสี่ยง หากใครต้องไปดูข้อมูลผู้ให้บริการก็ไปดูได้ที่ >>>  Muskrobot.vip (Click ได้ครับ)

Muskbot

ตั้งแต่ที่ผมลองมาใช้หุ่นยนต์ในการเทรด จนถึงวันที่เขียนบทความนี้ เป็นระยะเวลา 15 วัน ได้ผลตอบแทนดีบ้างแย่บ้างในแต่ละวัน แต่รวมๆแล้วได้ผลตอบแทนมาประมาณ $800 USDT โดยผมเริ่มจากการเอาเงินมาลงครั้งแรก $2,000 USDT และต่อมาก็เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ $6,000 USDT เพื่อสำรองในการเทรดครับ

หลักการของ Muskbot นั้นจะใช้กลยุทธ์การลงทุนแบบ Martingale นั่นคือมีการซื้อเหรียญเอาไว้ในไม้แรก กรณีที่เหรียญราคาขึ้นก็จะทำการขายในราคาเป้าหมายที่กำหนด แต่หากราคาลงอย่างต่อเนื่อง ก็จะทำการซื้อเหรียญเพิ่ม 1 เท่า เพื่อถัวให้ต้นทุนที่ซื้อเหรียญลดลง เมื่อมีการปรับตัวขึ้นอีกครั้งก็จะมีการขายทำกำไร

วิธีการนี้ก็มีความเสี่ยงอยู่นะครับ ถ้าราคาเหรียญตกเรื่อยๆแล้วไม่มีตังถัวก็จะดอยได้ ผมเคยเจอการถัวไปครั้งหนึ่งด้วยเงินถึง $4,000 USDT จึงมีคำแนะนำกันครับว่า ถ้าเรามีเงินน้อย ก็ควรเล่นน้อยตัวนะครับ อย่างไรก็ตามวิธีการที่ดีที่สุดก็คือเราพยายามหาเหรียญที่กำลังเป็นกระแส อยู่ในเทรนราคาขึ้น ก็จะมีโอกาสสร้างผลกำไรได้มากกว่านะครับ

อย่างที่บอกแหละ ทุกอย่างมีความเสี่ยง Bot ก็มีความเสี่ยงเช่นเดียวกันครับ

 

เริ่มใช้ Muskbot ยังไง?

จริงๆขั้นตอนการใช้ Muskbot นั้นง่ายๆเลยครับ เราจะต้องเปิดใช้บริการและจ่ายค่า License ก่อน จากนั้นก็เชื่อม API กับ Binance และไป Set ค่าต่างๆในการเทรดครับ

1. เปิดใช้บริการ

สมมติเราเข้าไปที่หน้าแรกของ Muskbot เราจะเห็นเป็นภาษาจีน ให้ไปที่มีขวาบนครับ มันจะเปลี่ยนภาษาได้ เราก็กรอกข้อมูลไป ส่วนใหญ่ที่จะเจอปัญหากันคือชื่อเล่น เราต้องเปลี่ยนชื่อเล่นให้ไม่ซ้ำกับใครนะครับ ส่วน invitation code ใส่ eydse6 นะครับ

ทำตามขั้นตอนไปเรื่อยๆ พอเสร็จแล้วก็ไป Download application ครับ ใครใช้ IOS หรือ Andriod ก็โหลดตาม Plaform ได้เลยครับ

2. ซื้อ License

การใช้งานหุ่นยนต์นี้ เราต้องซื้อ License นะครับ โดยเราจะต้องเอา USDT ไปฝากก่อน โดยค่า license อยู่ที่ $150 USDT ต่อปี และจะมีค่าซื้อขายของ Robot ด้วยครับ ผมเลยโอนไปซัก $250 USDT

ซึ่งเราจะต้องกดที่ Asset แล้วโอน USDT ด้วย TRC20 นะครับ

พอมีเงินแล้วก็ซื้อ License ได้ ด้วยการมาที่ Menu Me ซื้อ Code ตรง My Activate Code แล้วไปกด Renewal แล้วใส่ Code ลงไปเป็นอันใช้ได้ครับ แต่กรณีที่เขาบอกให้เปลี่ยน Transaction password ก่อน ให้ไปเปลี่ยนตรงฟันเฟืองด้านขวาบนนะครับ

3. เชื่อม API กับ Binance

การเทรดด้วย Robot เจ้านี้จะต้องใช้การเชื่อม API ระหว่าง Muskbot กับ Binance นะครับ เพราะฉะนั้นต้องมีบัญชีให้ครบก่อนนะครับ ในกรณีที่เรามีบัญชีครบแล้วให้เราไปเอา API นะครับ โดยกด more แล้วลงไปที่ API management

กดเข้ามาแล้วสร้าง API  นะครับ

พอเราสร้าง API แล้ว ให้ Copy API Key และ Secret Code มาใส่ไว้ที่ Muskbot ครับ กดตรงที่ผมวงไว้นั่นละ และอย่าลืมนะครับว่า ในฝั่ง API ของ Binance ตั้งไปติ๊กเครื่องหมายว่า Enable spot & Margin trading ด้วยนะครับ

4. Set ค่า Bot

การเทรดนั้นเราจะต้องไปเลือกก่อนว่าเราจะให้หุ่นยนต์ซื้อขายเหรียญไหน ด้วยการไปกด Strategy setting ก่อน อยู่ตรงด้านล่างครับ

พอเข้ามาแล้วเราจะเจอข้อมูลให้ Set เยอะมาก ดังนี้ครับ

  • Initial position: ลงเริ่มต้น ผม set ไว้ที่ 15 USDT
  • Initial order double up: ซื้อไม้แรกเพิ่ม 1 เท่า
  • Comprehensive indicator surveillance: ตัวนี้ผมไม่ได้ใช้เท่าไหร่ มันจะเป็น indicator ที่ซื้อเมื่อสัญญาณแข็งแกร่ง
  • Order quantity: จำนวนไม้ที่ซื้อทั้งหมด ผมตั้ง 7
  • Full position TP Ratio: กำไรกี่ % ถึงขาย ผมตั้ง 1%
  • Full position TP retracement ถึงจุดขายแล้วย่อกี่ % ถึงขาย ผมตั้ง 0.01%
  • Cover configuration: การตั้งค่าไม้ถัว ปกติผมตั้งแถวซ้าย 2233456
  • Drop pullback: ย่อกลับกี่ % แล้วถัว
  • Position-Split TP ratio = ไม้ 5-6-7 แบ่งขายเมื่อกำไรไม้นั้นกี่ % ผมตั้ง 2% 2% 2% เป็นหลักครับ เซฟๆ

Set ค่าแล้วอย่าลืมกด Start นะครับ เมนูอื่นๆลองศึกษาเพิ่มเติมกันดูต่อเองนะครับ

ผู้ใช้งานสามารถไปติดตามกลุ่ม TG ที่เขา Update เหรียญกับสูตรในแต่ละวันได้นะครับ ส่วนใครมีท่าของตัวเอง แบบเป็นท่ายากกำไรเยอะ ก็ลองดูแล้วกัน

ท้ายสุดนี้ก็อยากจะบอกว่า เครื่องมือนี้เป็นเครื่องมือที่ช่วยในการซื้อขายเท่านั้น ความเสี่ยงในการลงทุนยังเป็นอะไรที่ต้องระวังกันไว้นะครับ นอกจากนี้ เครื่องมือพวกนี้ไม่ได้มีการรับรองจากตลาดหลักทรัพย์และ กลต. จึงต้องระมัดระวังด้วยตัวเองครับ

Source: Muskbot

เรื่องน่าสนใจใน TENFI

0

เรื่องมีอยู่ว่าวันนี้มีเพื่อนชวนมาลองใช้ TENFI ดูว่าเป็นอย่างไร เราก็ลองไปอ่านๆในพวก Github ดูก็พบว่าตัวนี้มันเป็นพวก Aggregator และ Yield optimizing นะ แต่ความน่าสนใจก็คือเขามี Feature ที่อยู่ในแผนและน่าสนใจค่อนข้างเยอะ

แต่ก่อนที่เราจะเริ่มเนี่ยก็อยากจะบอกว่า การลงทุนมีความเสี่ยงนะครับ โปรดศึกษาและรับความเสี่ยงก่อนการลงทุน Project ใน Defi ไม่ได้รับรองจากทาง กลต นะครับ

ในหน้าเวปของ TENFI ก็จะมีบอกนะครับว่า Product หลักๆของเขาตอนนี้มีอะไรบ้าง ซึ่งที่ผมลองไปเล่นมาครบแล้วก็คือ TEN Stake, Yieldex และ TenLots นะครับ มาดูทีละอันกันนะครับ

TEN Stake

เวลาที่เราจะ Stake หรือเอาทรัพย์สินดิจิตัลไปใส่ใน Vault สิ่งแรกที่เราสนใจก็คือความน่าเชื่อถือ ซึ่งที่นี่เขาก็ได้รับ Certik มานะครับ

เท่าที่ดูมาก็มีการ Stake แบบเหรียญเดียวและการทำเป็น LP นะครับ ถ้าปกติเรา LP ในพวก Pancake swap อยู่แล้วก็ลองเปรียบเทียบผลตอบแทนดูนะครับ ซึ่งถ้า TENFI ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าก็ลองมาดูที่นี่ก็ได้นะ ซึ่ง Reward เขาจะแจกเป็น TENFI ด้วย พอเห็นแบบนี้หลายตัวผมย้ายเลยจ้าาาาา

เท่าที่สังเกตดูก็คือที่นี่ไม่ได้ผลตอบแทนแบบเวอร์วังนะครับ ผมว่าไม่ได้เหมาะกับคนชอบซิ่ง ซึ่งปกติผมก็ไม่ได้ซิ่งอยู่แล้ว

และที่สำคัญนะครับ “ง่ายมาก” สมัยก่อนเวลาเราจะผูก LP ทีนึงนะ ต้องไปซื้อเหรียญก่อนแล้วก็เอา 2 เหรียญมาผูก LP แต่ Platform นี้หลักๆใช้ 3 เหรียญ คือ WBNB BUSD และ TENFI อยากได้ LP ไหนหยอดลงไป เดี๋ยวเขาเปลี่ยนให้เองครับ (ลองดูรายละเอียดต่อดูนะ)

Yieldex

อันนี้ผมว่ามัน Idea คล้ายๆกองทุนรวม เราจะเอาเหรียญ WBNB กับ BUSD หยอดลงไป แล้วเลือกแนวทางของการลงทุนว่าจะเอาแบบไหน ซึ่ง ณ ตอนนี้ระบบมีให้เลือกอยู่ 3 แบบคือ

  1. High Yield LP
  2. New Premium LP
  3. Stable LP

ถ้าเรา Click ไปดู เขาก็จะวาง Asset allocation เอาไว้ในแต่ละแบบ อย่างอัน High Yield LP ผลตอบแทนสูงสุดจะผูก LP 10 คู่ที่ความเสี่ยงสูงหน่อย เช่น WBNB/BETA CAKE/USDT C98/WBNB AXS/WBNB โดยรวมๆแล้วก็เป็นเหรียญที่เรารู้จักกันอยู่นะครับ ไม่ใช่เหรียญเฟี้ยวฟ้าวฟาร์มซิ่ง

ส่วน New Premium LP ความเสี่ยงจะรองลงมา แต่เหรียญที่เอามาผูก LP จะเป็นแบบ BTCB/WBNB ETH/WBNB WBNB/BUSD คือเน้นเหรียญใหญ่ตัวแม่ของแผ่นดิน Crypto ไปเลย แต่แน่นอนว่าพวกนี้มีความผันผวนอยู่นะครับ ผลตอบแทนอาจจะไ่ม่ได้เท่าพวกกลุ่มแรก แต่แบบหลายๆคนคงมองว่า ถือ BTC ETH BNB ก็นอนหลับสบายกว่าเหรียญที่รองๆลงมาอะเนาะ

ตัวสุดท้ายคือ Stable LP เน้นผันผวนน้อยเลย (ชื่อก็บอกอยู่แล้ว) ตัวนี้เขาเน้น Stablecoin LP ครับ เหมาะกับคนรับความเสี่ยงต่ำ อย่าง USDC/USDT USDC/BUSD VAI/BUSD ซึ่งเป็น Stablecoin ที่ถูกยอมรับในวงการ Crypto อยู่แล้ว

TENlots

เรื่องนึงที่ผมชอบก็คือ TENFI มันเป็น Government Token ที่เน้นแจก แต่ถ้าอยากซื้อก็ซื้อได้ และ Platform นี้ดูเหมือนว่าเขามีเป้าหมายจะสร้างรายได้จากค่าธรรมเนียม แล้วใครที่มาใช้งานเขาก็จะได้ TENFI ออกมา เราสามารถเอา TENFI ไปขายก็ได้ (อันนี้แล้วแต่)

แต่ถ้าเรามี TENFI เยอะๆ เขาก็จะถือว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของคนที่ใช้ Platform ก็เอาไป Stake ไว้แล้ว Claim ใน TENlots ซึ่งเป็น Model ในการ Share รายได้ แต่ว่าแต่ละ Pack ก็เห็นจะมีจำนวนจำกัดนะครับ เขาก็จะมี Reward ให้ด้วยครับ

จริงๆมันมีอีกหลายอย่างที่น่าสนใจในแผนนะครับ เอาไว้ผมลองๆติดตามแล้วจะมา Review เพิ่มให้นะครับ ผมว่า Platform นี้มันมี concept เรื่องความง่าย และช่วยสร้างผลตอบแทนให้เราได้ดีด้วยครับ

ไป Join Telegram เลย t.me/tenfinanceTH

ส่วนเวปก็ https://ten.finance/

การลงทุนมีความเสี่ยงนะครับโปรดตัดสินใจให้ดีก่อนการลงทุนนะ

Metaverse เมื่อโลกกำลังมีหลายใบ

0

ช่วงนี้มีคนพูดถึง Metaverse หรือโลกเสมือนกันมากขึ้น ซึ่งในหลักการก็คือโดยปกติแล้วเราอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง แต่เราอาจจะสร้างโลกเสมือนขึ้นมาอีกใบแล้วเราเข้าไปอยู่ในนั้น แนวความคิดในเรื่องนี้เราคงจะเห็นกันมาในภาพยนต์ไซไฟกันมาก่อนแล้ว ตัวอย่างเช่น

  1. The Matrix ที่นีโอกับทรินีตี้สามารถเข้าไปในอีกโลกได้ผ่านการเชื่อมต่อที่เสียบปลั๊กเข้าไปบนหัว แล้วไปใช้ชีวิตในอีกโลก
  2. The Surrogates หนังเรื่องนี้ผมจำคร่าวๆได้ว่า เราจะเชื่อมตัวเองต่อกับหุ่นยนต์ แล้วเอาหุ่นยนต์ไปใช้ชีวิตนอกบ้านแทนเรา
  3. The Ready Player One เรื่องนี้จะดูเป็นจริงเป็นจังและเข้ากับเหตุการณ์สมัยนี้ เราใส่เครื่อง AR แล้วเข้าไปในโลกเสมือนได้

เวลาที่เราดูหนังแนวๆแบบนี้เมื่อ 10 กว่าปีก่อนก็คงสงสัยกันว่า มันจะเป็นจริงได้หรอ? และเราจะได้ประโยชน์อะไรในการเข้าไปอยู่ในโลกเสมือนแบบนั้น

แต่ถ้าเรามองความเปลี่ยนแปลงของโลกใบนี้ โลกใบใหม่ๆที่เป็นโลกคู่ขนานก็มีมากขึ้นเรื่อย อย่างเช่น การคิดค้นโทรทัศน์และวิทยุที่ทำให้คนสามารถเข้าถึงข้อมูลที่มาจากหลายๆที่ได้ คนสมัยก่อนก็คงตั้งคำถามล่ะว่า มันจะทำอะไรต่อได้ มากกว่าการดูการฟัง ซึ่งต่อมาของพวกนี้ก็กลายเป็นเรื่องมือสื่อสาร การค้า การโฆษณา ที่สร้างมูลค่าทาลเศรษฐกิจได้

ถ้าขยับมาในยุคใกล้ๆช่วงชีวิตเราขึ้นมาอีก ในช่วงแรกของการพัฒนาเครือข่าย Internet ก็อาจจะมีคนตั้งคำถามว่า จะเอาไปทำอะไร เปิดร้านค้าออนไลน์จะได้ประโยชน์อะไร สู้การมีหน้าร้านจะได้หรอ? ปัจจุบันก็คงทราบดีว่าคนใช้ Internet มากขนาดไหน ร้านค้าทั้งหลายก็ขึ้น Online ทั้งนั้น ขนาดการหาแฟนยังหาทาง Application ต่างๆเลย จนถึงปัจจุบันเราใช้ทรัพยากรมาถึงจุด Internet of things แล้ว

ที่สำคัญคือมันสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้  ใครจะไปคิดว่า Address ของเวปไซต์ดังๆมันจะขายกันได้เป็นล้าน ทั้งๆที่คนรุ่นเก่าอาจจะมองแค่ว่ามันคือของที่เสกจากอากาศ จับต้องก็ไม่ได้

Metaverse Era

ในยุคนี้เราเริ่มเห็นเทคโนโลยีต่างๆที่ทำให้ Metaverse เป็นจริงมากขึ้น อย่างเช่นการเล่นเกมส์ที่เราสามารถใส่แว่น VR แล้วไปในโลกของเกมส์ได้ อย่างผมเองก็เคยเล่นพวกเกมส์แนวๆยิงปืนต่อสู้ ที่ต้องหันซ้าย หันขวา เอาปืนยิงๆศัตรูในโลกเสมือนจริง

คำถามก็คือโลกนี้จะมี Metaverse ไปทำอะไรได้มากกว่าการเล่นเกมส์ไหม สำหรับผมแล้วคิดว่ามันทำได้ตามยุคสมัยอยู่แล้ว อุตสาหกรรมที่น่าจะมาใช้ประโยชน์ของโลกนี้ก็ยกตัวอย่างได้เช่น

  • การค้า ไม่ว่าค้าปลีกค้าส่ง เราอาจจะสร้างพื้นที่ในโลกเสมือน แล้วเอา AI มาเป็นพนักงาน เมื่อมีคนเข้ามาติดต่อซื้อของ ก็จะมีการชำระเงินและส่งของให้ อาจจะเป็นของที่อยู่ในโลกแห่งความจริงที่มาส่งให้ที่บ้าน ถ้าเป็นของในโลกเสมือนเช่นทรัพย์สินดิจิตัลก็รับกันได้เลย
  • การเงินการลงทุน ผมว่าเราอาจจะเห็นในโลก Crypto กันแล้วนะครับว่าเราสามารถนำเหรียญที่มีในการซื้อขายแลกเปลี่ยน หรืออาจจะซื้อพวก NFT มาสะสมได้เช่นเดียวกัน เกมส์ในโลกคริปโตก็เกิดขึ้นแล้ว ซื้อแม้กระทั้งทีดินในเกมส์ ต่อไปอาจจะมีการต่อยอดธุรกิจต่างๆได้ ใครที่สนใจอย่าลืมศึกษาดู เช่น ใน Bitazza หรือ Binance นะครับ
  • สื่อสารประชาสัมพันธ์ อุตสาหกรรมนี้มาเสมอครับ เราอาจจะเห็น Channel ใหม่ๆ การสื่อสารในรูปแบบใหม่ๆในโลกเสมือน หรืออาจจะเป็น Social Network ที่เราพูดจาคุยกันในอีกรูปแบบหนึ่ง ไม่แน่ว่าเราอาจจะเจอ Influencer หรือดารา ที่เป็น AI ในโลกนี้ก็ได้

อันนี้เป็นอุตสาหกรรมที่พอจะนึกออกและคิดว่าในอนาคตน่าจะมีการเชื่อมต่อระหว่างโลกแห่งความเป็นจริงและโลกเสมือนที่ทำให้เราใช้ชีวิตได้อย่างไม่สะดุดนะครับ ถ้าเห็นแบบนี้แล้วผมว่า เรื่องทรัพย์สินดิจิตัลก็เป็นอะไรที่น่าสนใจในการศึกษาตั้งแต่วันนี้ (ถ้าคุณเชื่อว่าโลกจะไปในเทรนนี้นะ)

 

Idol Land ผู้ท้าชิง Onlyfans ในโลก Crypto

0

ถ้าเราลองมาสังเกตกันนะครับ สมัยก่อนเนี่ยเวลาที่ใครจะเด่นดังเป็น Celebrity ขึ้นมาได้เนี่ย มันจะต้องมีสื่อดันหรือมีค่ายสังกัด แต่พอปัจจุบันเรามี Social Network ที่ทำให้ทุกคนรู้จักกันง่ายขึ้น ก็จะมี Influencer มี Celebrity เกิดขึ้นมากกมาย ซึ่งถ้าหากเราเป็นคนที่มีชื่อเสียงก็ย่อมมีคนติดตามและท้ายสุดก็สามารถสร้างรายได้จากชื่อเสียงได้

ในยุคก่อนหน้า มันจะมี Application ที่เราเปิดกล้องสดๆพูดคุยกับแฟนคลับ แล้วถ้าแฟนคลับชอบเรามาก เขาก็จะไปซื้อเหรียญของ App มาจ่ายเรา หากเราเก็บรวบรวมเหรียญได้ก็จะสามารถนำไปแลกเป็นเงินสร้างรายได้ได้ พอต่อมาเราก็จะเห็น Business Model ที่ทำให้เหล่าคนมีชื่อเสียงสามารถสร้าง Content มาให้ผู้ติดตาม

Onlyfans เป็นเวปไซต์ที่โด่งดังมาก ที่หลายๆคนสร้าง Content แล้วให้คนเข้ามาสมัครสมาชิก โดยคนที่เข้ามาติดตามจะต้องจ่ายเงินค่าสมาชิก รายได้ก็จะแบ่งกันระหว่าง Onlyfans กับผู้สร้าง Content นะครับ

ผมเข้าไปดู Content ใน Onlyfans แล้วก็พบว่ามีหลากหลาย แต่โดยส่วนมาก Content จะไปแนวๆลับๆ แต่ก็ไม่ใช่นโยบายของ Onlyfans ซะทีเดียว ผมเข้าใจว่าเจตนาของ Onlyfans น่าจะเป็นลักษณะของการทำ Exlcusive content ให้แฟนๆเข้าถึงได้ก่อนใคร เช่น หากผมจะเปิดตัวของบางอย่าง ก็จะมาให้คนกลุ่มนี้ได้เห็นก่อนเปิดตัวจริงอะไรงี้ครับ

ทีนี้เราก็มาถึงยุค Digital ที่ Cryptocurrency ได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตเรามากขึ้น Idol land ก็จะเป็น Platform ที่ทำให้คนที่มีคนติดตามเยอะๆ เข้ามาสร้าง Content และมีรายได้จากการเป็นสมาชิก และจะได้รับเหรียญจากแฟนคลับได้อีกด้วยครับ

ข้อดีของการใช้ Cryptocurrency ก็คือ เหรียญมันมีราคาที่ซื้อขายกันในตลาด และสามารถสร้างทรัพย์สินดิจิตัลได้อย่างจำกัดได้ เช่น การขายภาพแบบ NFT ซึ่งผู้สร้าง Content อาจจะสร้างรูป Collection ของตัวเองมาให้กับแฟนคลับได้สะสมได้ คล้ายๆเวลาที่เราสะสมรูปดารานักร้องเกาหลีนั่นล่ะ

Roadmap ของ Idol land

ตามแผนที่อ่านมาเขามีดังนี้นะครับ

Q3/2021: จะเป็นช่วงที่ Launch Project การขายเหรียญ และ List ใน Exchange

  • Landing Page Launch
  • Whitepaper and Tokenomics Released
  • Initial Moon Offering and Pre-sale
  • Airdrop and Referral Program
  • Exclusive online event for top referrers and airdrop participants
  • International Community
  • DexGuru listing
  • PooCoin listing
  • PancakeSwap listing
  • Official Launch Idol.Land
  • Subscription and Private Chat

Q4/2021: แผนมีดังนี้ครับ

  • Exclusive Membership for Stakers
  • Launch Live Streaming App – Web and PWA
  • Vote Top Idols 2021 Event
  • VIP Party with Idols
  • Fans can use $IDOL to buy our partners’ services
  • International media appearance such as podcasts, online events, etc by the founding team

Q1/2022: แผนมีดังนี้

  • NFTs campaign
  • Airdrop NFTs 18+ Event
  • VIP Party with idols for Top Stakers

จากแผนนะครับก็น่าจะเป็นแนวๆกิจกรรมพบปะสังสรรค์กับ Idol (ผู้สร้าง Content) ผ่าน Streaming หรืออาจจะเจอกันจริงๆด้วย ไม่รู้งานจะจัดที่ไหนก็ลองไปดูแล้วกันนะครับ

ว่าแต่พวก NFTs+18 นี่คืออะไร!!! หรืออาจจะเป็นภาพ sexy อะไรงี้มั้งนะครับ 555 เข้าใจว่างานนี้สายเปย์ทั้งหลายก็คงชอบ Project แนวๆนี้นะครับ

Idol land เป็น Platform ที่อยู่ในโลก Defi นะครับ ไม่ได้รับการรับรองจาก กลต. นักลงทุนต้องพิจารณาเองในเรื่องของความเสี่ยงในการลงทุนนะครับ ไม่ได้เชียร์ซื้อนะครับ แต่มาเล่าให้ฟังเฉยๆว่า โลก Crypto มันไปไกลสำหรับสายเปย์แล้ว

เหรียญ idol จะลงทุนใน DeFi นะครับ  ต้องลงทุนบนเครือข่าย Smart Chain ของ Binance แต่การลงทุนมีความเสี่ยงนะครับ

Update 19 Token ล่าสุดของ Bitazza (สิงหาคม 2021)

0

สวัสดีจ้าเพื่อนๆทุกคน วันนี้พี่ต้าร์อยากจะมา Update token ที่มีการ List ใหม่ของ Bitazza นะครับ ก็มีอยู่ 19 เหรียญนะ ตอนนี้รวมๆแล้วในมีการให้บริการ 44 เหรียญ 58 คู่เทรด  มีอะไรบ้างมาดูกันเลย

1) SOL เป็นโทเคนของบล็อกเชน Solana ที่มีความตั้งใจจะเป็นบล็อกเชนทางเลือกให้แก่ผู้ที่ไม่พอใจกับความเร็วและค่าธรรมเนียมของอีธีเรียมในปัจจุบัน Solana เป็นเครือข่ายบล็อกเชนเลเยอร์ 1 ในโลกคริปโต โดยสามารถทำได้สูงถึง 5 หมื่นธุรกรรมต่อวินาที ผู้สร้าง Solana ตั้งใจให้บล็อกเชนสามารถขยายตัวได้เร็ว ปลอดภัยและกระจายศูนย์ โดยทำงานร่วมมือกับสัญญาอัจฉริยะ (สมาร์ทคอนแทรค) ได้ Solana ใช้ Proof-of-Stake และ Proof-of-History ในการช่วยยืนยันธุรกรรม

2) LUNA เป็นโทเคนที่บล็อกเชน Terra ใช้ในการทำให้เหรียญ Stablecoin มีราคาคงที่และให้ผู้ใช้งานสามารถโหวตกำหนดทิศทางของ Terra ได้ด้วย Terra คือบล็อกเชนที่เน้นการสร้างการจ่ายชำระอย่างมีประสิทธิภาพ โดยหน้าที่หลักคือการสร้าง algorithmic stablecoin แพลตฟอร์ม Terra อยู่ในชีวิตประจำวันโดยผู้ใช้งานจำนวนมากในเอเชียและมีเงินหมุนเวียนอยู่เกือบ 2 พันล้านเหรียญสหรัฐ

3) DOGE เป็นเหรียญดั้งเดิมของ Dogecoin บล็อกเชน Dogecoin เปิดตัวในเดือนธันวาคม 2556 และเริ่มต้นมาจากการเป็นเหรียญล้อเลียน (มีม) altcoin อื่นๆในสมัยนั้น DOGE ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนกลายเป็นหนึ่งในเหรียญที่มีมูลค่าตลาดอันดับต้นๆของโลก ปริมาณ Dogecoin มีไม่จำกัด และมีรางวัลการขุดที่ 10,000 DOGE ต่อบล็อก Dogecoin บล็อกเชนใช้อัลกอริธึม Proof-of-work และสร้างบล็อกใหม่ในช่วงเวลา 1 นาที

4) MATIC เป็นโทเคนของเครือข่าย Polygon ซึ่งเป็นโซลูชันเลเยอร์ 2 สำหรับบล็อกเชนอีธีเรียมที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มความเร็วในการทำธุรกรรมและลดค่าธรรมเนียมในเครือข่ายอีธีเรียม Polygon หวังที่จะเชื่อมต่ออีธีเรียมกับระบบนิเวศที่กว้างขึ้นของบล็อกเชนอื่นๆโดยการรวม โซลูชันเลเยอร์ 2 และไซด์เชนที่จะเปลี่ยน Ethereum ให้เป็นระบบมัลติเชนที่เต็มเปี่ยม เป้าหมายของ Polygon คือการเป็นอินเทอร์เน็ตของบล็อกเชนสำหรับอีธีเรียมและจะทำให้การทำงานร่วมบล็อกเชนเป็นไปได้

5) PAXG คือโทเคนผูกติดกับทองคำมาจากผู้สร้าง Paxos Standard  ทุก PAXG โทเคนถูกผูกติดกับ 1 t oz ทองคำจริงๆมาจากทองคำแท่ง 400oz ของ London Good Delivery ที่เก็บไว้ในห้องนิรภัย Brinks ผู้ถือโทเคน PAXG จะสามารถแลกทองคำจริงจาก Paxos หรือผู้ร่วมมือของเขาได้

6) ADA เป็นเหรียญของบล็อกเชน Cardano ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงในการทำธุรกรรมและการใช้งาน Smart Contract และแอปพลิเคชันบนเครือข่าย Cardano

Cardano คือหนึ่งในบล็อกเชนที่ใหญ่ที่สุดที่ใช้ระบบ Proof-of-Stake  Cardano ยังมีเป้าหมายที่จะแก้ไขปัญหาการทำงานร่วมกันในแพลตฟอร์มคริปโตอื่น ๆ โดยใช้โปรโตคอลไซด์เชนที่จะช่วยให้ Cardano เข้าใจข้อมูลของบล็อกเชนอื่นๆ

7) VET เป็นโทเคนหลักของ VeChain ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มคริปโตที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถรวมระบบซัพพลายเชนภายในเข้ากับเทคโนโลยีบล็อกเชนได้ VeChain มีเป้าหมายที่จะเชื่อมต่อโครงสร้างพื้นฐาน Internet of Things (IoT) เข้ากับความปลอดภัยของเทคโนโลยีบล็อกเชนเพื่อช่วยธุรกิจต่างๆเข้าใจซัพพลายเชนได้ดีขึ้น VeChain เหมาะสำหรับการดำเนินธุรกิจสำหรับทั้งบุคคลและ บริษัท ขนาดใหญ่และมีพาร์ทเนอร์ชื่อเสียงมากมายอยู่แล้วเช่น BMW, Louis Vuitton, Renault Group, H&M และ Walmart แสดงให้เห็นถึงกรณีการใช้งานในปัจจุบันที่ประสบความสำเร็จของ VeChain

8) SHIB เป็นโทเคนของโปรเจ็คเครือข่าย SHIBA INU ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาเพื่อสร้างคอมมูนิตี้แบบกระจายศูนย์และเพื่อล้อเลียน DOGE แต่เพิ่มความ DeFi และฟังก์ชั่นของอีธีเรียมเข้าไปเพื่อหวังสู้กับ DOGE ตั้งแต่วันที่เปิดตัว ตอนนี้ SHIBA โตขึ้นแล้ว 2 ล้าน % โดยมีคอมมูนิตี้คอยส่งเสริมอยู่เบื้องหลังเนื่องจากภาพลักษณ์อันน่าเอ็นดูและเข้าใจง่ายเหมาะกับชาวคริปโตมือใหม่ทั้งหลาย

9) CAKE คือโทเคน BEP-20 ของ PancakeSwap ซึ่งเป็น Decentralize exchange สร้างบน Binance Smart Chain ที่ให้ผู้ใช้งานแลกเปลี่ยนคริปโตเป็นคริปโตกันเองโดยตรง และให้ผลประโยชน์แก่เครือข่ายผู้ใช้งานที่ร่วมมาฝากสินทรัพย์และสร้างสภาพคล่องกันเอง โทเคน CAKE ใช้ในการบริหารโปรโตคอล PancakeSwap

10) RUNE เป็นโทเคนยูทิลิตี้ของเครือข่าย THORChain ซึ่งเป็นโปรโตคอลสภาพคล่องแบบข้ามบล็อกเชนที่ช่วยให้ผู้ใช้แลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลในเครือข่ายต่างๆได้อย่างง่ายดาย  THORChain ใช้โมเดล Automated Market Maker (AMM) ที่ช่วยให้ผู้ใช้แลกเปลี่ยนสินทรัพย์ระหว่างแหล่งสภาพคล่องที่อยู่คนละเครือข่ายได้โดยใช้โทเคน RUNE ของ THORChain

11) VELO คือโปรโตคอลทางการเงินบล็อกเชนที่ช่วยให้สามารถออกเครดิตดิจิทัล และโอนสินทรัพย์แบบไร้พรมแดนได้โดยการใช้ระบบสมาร์ทคอนแทรคบน Stellar บล็อกเชน โทเคน VELO ทำให้การโอนเงินโดยตรงแบบ Trustless และข้ามโลกเป็นไปได้โดยใช้เครดิตดิจิทัลที่ถูกผูกกับสกุลเงิน fiat แบบ 1 ต่อ 1 นอกจากการโอนเงินแล้ว Velo Network ยังมอบบริการการเงินที่หลากหลาย ทั้งเป็น​เกตเวย์การชำระเงินทั่วโลกและการกู้ยืมแบบ CeDeFi

12) HBAR เป็นโทเคนของเครือข่าย Hedera Hashgraph ซึ่งสร้างขึ้นบนเทคโนโลยี Hashgraph ที่ให้ประโยชน์หลายประการเหนือเทคโนโลยีบล็อกเชนแบบเดิม เช่น ธุรกรรมที่เร็วขึ้น เวลาแฝงที่น้อยที่สุด และค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมที่ถูกกว่า Hedera ใช้โปรโตคอล Gossip-About-Gossip ที่เป็นนวัตกรรมใหม่ในการส่งข้อมูลระหว่างโหนดเครือข่ายโดยใช้โครงสร้างข้อมูล Directed Acyclic Graph (DAG) ร่วมกับกลไก Proof-Of-Stake ที่สร้างความปลอดภัยระดับองค์กรทั่วทั้งระบบ

13) AXS เป็นโทเคนการกำกับดูแล ERC-20 ของระบบนิเวศ Axie Infinity  Axie Infinity เป็นเกมที่สร้างบนอีธีเรียมที่รวมองค์ประกอบของเกม RPG (RPG คือเกมส์เช่น Pokemon, Final Fantasy และ Dragon Quest) เข้ากับศักยภาพ Blockchainของ Cryptokitties เพื่อสร้างเกมที่ตอบแทนผู้เล่นที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบนิเวศ Axie Infinity เป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกรูปแบบ Play-to-Earn ที่อาจเปลี่ยนอุตสาหกรรมเกมในอนาคต

14) SLP คือโทเคน ERC-20 ที่ใช้งานในเกม Axie Infinity เพื่อเพาะพันธุ์ Axies ที่ผู้เล่นเลี้ยงอยู่  ผู้เล่นเกมสามารถรับ SLP จากกิจกรรมในเกม  SLP ไม่มีอุปทานจำกัด และจำนวน SLP ที่อยู่ในการหมุนเวียนจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงขึ้นอยู่กับกิจกรรมในเกมและพฤติกรรมของผู้เล่น

15) 1INCH คือโทเคนการกำกับดูแลครือข่าย 1INCH และใช้สำหรับการปฏิบัติโปรโตคอลสภาพคล่องของ 1INCH  ครือข่าย 1INCH รวมโปรโตคอล DeFi หลากหลายอย่างเช่น Decentralized Exchange Aggregator ของ 1INCH ที่รวมราคาจาก DEX มากกว่า 50 อันเพื่อช่วยให้ลูกค้าตามหาราคาที่ดีที่สุดในตลาดโลก นอกจากนี้ ระบบนิเวศ ของ 1INCH  ยังมีโปรโตคอลสภาพคล่องที่เป็น หนึ่งในโปรโตคอลที่มีความปลอดภัยและมีประสิธิภาพที่สูงที่สุดในภาค DeFi

16) BNB คือโทเคนที่ขับเคลื่อนระบบนิเวศของ Binance ทั้งหมด ซึ่งประกอบด้วย Binance Exchange, Binance Decentralized Exchange, Binance Chain, Binance Smart Chain และผลิตภัณฑ์กับบริการอื่นๆที่สร้างขึ้นเพื่อนำการเงินยุคใหม่มาสู่โลกแต่เดิม  BNB เป็นโทเคน ERC-20 แต่หลังจากนั้นมีการสร้างระบบ Binance Chain ทำให้ BNB ย้ายมาและกลายเป็นสกุลเงินหลัก Binance

17) DOT คือโทเคนเครือข่าย Polkadot โปรโตคอลนวัตกรรมที่มุ่งเน้นการขยายตัวได้รวดเร็ว ปลอดภัย พร้อมสร้างพื้นฐานการปฏิบัติการ cross-chain แบบ Trustless และ Decentralized โปรโตคอล Polkadot เป็นบล็อกเชนแบบโอเพนซอร์สที่รวบรวมบล็อกเชนอื่นๆเข้ามาไว้ในระบบนิเวศเดียวกันแบบ Decentralized สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลหรือสินทรัพย์ได้ทั่วทั้งเครือข่าย ช่วยให้บล็อกเชนต่างๆ ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพและความปลอดภัย ผู้ถือ DOT สามารถลงคะแนนเสียงเรื่องการทิศทางการบริหารระบบนิเวศ วางสเตก บอนด์ ทั้งนี้ DOT ยังใช่ขับเคลื่อนทั้งระบบนิเวศน์และปฏิบัติการสุดแสนซับซ้อนของระบบที่เชื่อมต่อ Relay Chain เชนหลัก กับ Chain อื่นๆคู่ขนานที่เรียกว่า “Parachain” (พาราเชน) และสะพานทั้งหลาย

18) SRM เป็นโทเคนยูทิลิตี้ของระบบนิเวศ Serum

ซึ่งเต็ม Decentralized Exchange (DEX) บนบล็อกเชน Solana ที่นำความเร็วสูงและค่าการทำธุรกรรมต่ำมาสู่โลก DeFi Serum ช่วยให้เกิดการซื้อขายข้ามบล็อกเชนแบบ on-chain Orderbook สามารถ Limit Order, Stop Loss, Bids และ Offers บน DEX ได้ ไม่เหมือน DEX อื่นๆที่ใช้ระบบ AMM  SRM เป็นโทเคน SPL (ทำงานบนบล็อกเชน Solana) แต่มีการ cross-list บนมาตรฐาน ERC-20 ด้วย

19) RAY คือโทเคนของโปรโตคอล Raydium ซึ่งเป็น AMM บนบล็อกเชน Solana ผู้ถือ RAY สามารถวางสเตกและร่วมออกคะแนนเสียงบริหารและกำหนดทิศทางของระบบได้ Radium เชื่อมต่อคำสั่งซื้อขายแบบกระจายศูนย์​ (Decentralized Order Book) ของ Serum เข้ากับสภาพคล่อง​ของ Raydium การเชื่อมต่อทำให้เครือข่าย ​Solana ได้รับผลประโยชน์​จากสภาพคล่อง​ของทั้งสองโปรโตคอล

ใครสนใจลงทุนก็ลองศึกษาเพิ่มเติมดูนะครับหรือลองเข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ Bitazza ได้เลย

Covid-19 พารายได้ลด ตกงาน เงินเก็บไม่มาก หยุดทำประกันดีไหม?

0

ในช่วงนี้หลายคนอาจจะกำลังลำบากในเรื่องการเงิน เพราะ Covid-19 ก็อยู่กับเรามาเป็นปีแล้วและยังไม่รู้ว่าเหตุการณ์จะเป็นอย่างไรต่อ หลายๆคนที่ผมรู้จักนั้นตกงานมามากกว่า 1 ปี หลายๆคนรายได้ลด ซึ่งทำให้เกิดผลกระทบต่างๆตามมาจนต้องคิดว่าอาจจะต้องมีการลดรายจ่ายขึ้น

คำถามของหลายๆคนก็คือ “รายจ่ายประเภทประกัน” เราควรจะทำอย่างไรต่อดี เพราะในช่วงที่เศรษฐกิจดีๆ มีงานทำและมีรายได้ก็ไม่ใช้เรื่องที่เป็นปัญหาอะไร แถมยังช่วยเราในเรื่องการป้องกันความเสี่ยงอีกด้วย แต่ในช่วงที่ไม่มีรายได้มากเท่าเดิม อาจจะกลายเป็นค่าใช้จ่ายจำนวนมากในชีวิตของใครหลายๆคนก็ได้

ตัวอย่างเช่น เราอาจจะทำประกันแล้วจ่ายเบี้ยปีละ 2-3 หมื่นบาท ซึ่งอาจจะดูเหมือนไม่มาก แต่หากอยู่ๆเราตกงานขึ้นมาแล้วมีเงินเก็บที่ต้องบริหารให้ใช้จ่ายได้เพียงพอในช่วง Covid-19 การที่เราต้องควักเงิน 2-3 หมื่นบาทออกมาจ่าย สำหรับหลายๆคนอาจจะเป็นเรื่องใหญ่ก็ได้

นอกจากนี้อาจจะมีบางคนคิดว่า ที่ๆทำไว้อยู่ “ก็ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไร ไม่ได้เข้าโรงพยาบาลเลย” ก็เลยมองว่าอาจจะเป็นค่าใช้จ่ายที่ตัดไปก่อนในช่วงยากลำบากตอนนี้ก็ได้

แนวทางที่อยากลองเสนอให้พิจารณากันมีดังนี้ครับ

1. จัดความสำคัญของประกันที่ทำก่อน

หลายคนอาจจะมีประกันหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นประกันสุขภาพ ประกันชีวิต ประกันสะสมทรัพย์ และ ประกันในรูปแบบอื่นๆ ในช่วงที่ Covid-19 ยังแพร่ระบาดอยู่ ประกันสุขภาพเป็นสิ่งที่สำคัญอันดับต้นๆและไม่ควรจะยกเลิก เพราะความเสี่ยงยังอยู่กับเรา เกิดยกเลิกไปแล้วป่วยขึ้นมาแบบนี้แย่เลย กลายเป็นว่าต้องเสียเงินเข้าไปใหญ่

2. ลองดูว่าจะตัดสินใจอย่างไรกับประกัน

หลังจากที่เราเรียงลำดับความสำคัญของประกันแล้ว ก็ลองมาประเมินดูว่าเราจ่ายกันไหวแค่ไหนเพื่อให้ผ่านช่วงเวลานี้ และลองดูทางเลือกอื่นๆว่าทำอย่างไรได้บ้าง ประกันที่จำเป็นเราก็อาจจะจ่ายต่อ ประกันบางประเภทหากเรายกเลิกไปอาจจะเสียโอกาสและผลประโยชน์สูงก็อาจจะกู้กรมธรรม์ไปก่อนในช่วงนี้ ส่วนประกันที่เราคิดว่ามันไม่จำเป็นต่อเรามาก ประโยชน์ที่เสียไปก็ไม่มากก็อาจจะพิจารณายกเลิก ก็อาจจะแบ่งกลุ่มประกันเป็น 3 ประเภท กลุ่มที่จ่ายต่อ กลุ่มที่กู้กรมธรรม์ กลุ่มที่ยกเลิก

3. ดำเนินงานตามแผนที่วางไว้

หลังจากที่ประเมินกันไว้แล้วก็อย่าลืมดำเนินงานตามแผนที่วางไว้นะครับ อาจจะลองปรึกษาเพื่อนที่เป็นตัวแทนประกันหรือนักวางแผนการเงินเพื่อปรับเปลี่ยนแผนให้สอดคล้องกับชีวิตในช่วงเวลานี้ดูนะครับ

ประกันอาจจะเป็นรายจ่ายที่หลายๆคนมองว่าสิ้นเปลือง ไม่ได้ใช้ แต่ในช่วงที่มีความเสี่ยงเต็มไปหมด ประกันคือสิ่งที่จำเป็นเสมอ ไม่ป่วยก็ดีแล้ว แต่มีก็อุ่นใจเสมอนะครับ

 

Staking ไม่ใช่การฝากเงินกินดอกเบี้ย

0

ในช่วงระยะหลังเราจะเห็นได้ว่า มีสื่อทางการเงินพูดถึง Cryptocurrency มากขึ้นและมีการนำผลิตภัณฑ์ทางการเงินไปเปรียบเทียบมากขึ้นเรื่อยๆ จนหลายๆครั้งถ้าหากมือใหม่ที่ยังไม่เคยเข้ามาในโลกการลงทุนของสินทรัพย์ดิจิทัลอาจจะพบกับความเสี่ยงได้ ตัวอย่างหนึ่งที่เรามักจะได้ยินเป็นประจำในระยะหลังก็คือ

“การฝากเงินในธนาคารได้ดอกเบี้ยน้อยกว่าการฝากเงินใน DeFi”

ในความเป็นจริงหากเราไปดูข้อมูลผลตอบแทนในโลกของ DeFi เราจะเห็นได้ว่า มันมีผลตอบแทนตั้งแต่ระดับน้อยๆไปสนถึงระดับ 100% หรือ 1,000% ได้ แต่พอมามองถึงดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคาร เช่น ดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ เราจะเห็นได้ว่ามันอยู่ต่ำกว่า 1% ต่อปี ซึ่งหลายๆคนก็เลยมองว่า งั้นเอาเงินมาเปลี่ยนเป็น Crypto แล้วเอาไปฝากดีไหม

อย่างถ้าเรามาดูตัวอย่างรูปข้างล่างนี้นะครับ มันจะว้าวมากหากเราไม่เคยรู้จักการเงินในโลก Crypto มาก่อน หากเราเอาเหรียญไปวางไว้ (วิธีการนั้นก็คล้ายๆกับการฝากเงิน) ก็จะสามารถสร้างผลตอบแทน 9.63% – 11.09% ต่อปีได้ การฝากเหรียญเดี่ยวๆนี้เขาเรียกว่าการนำไป Staking แต่จริงๆมันมีตัวอย่างอื่นๆอีกที่ได้ผลตอบแทนมากกว่านั้นด้วย

คำถามก็คือ หากเราเอาเหรียญไป Staking แบบนี้ มันต่างกับการฝากเงินในธนาคารอย่างไรและมีความเสี่ยงต่างจากธนาคารไหม?

ถ้าผมอธิบายง่ายๆ สมมติเราพูดถึงระบบการเงินแบบ Traditional โดยมีธนาคารเป็นตัวกลาง หน้าที่ของธนาคารคือ การรับฝากเงินของเราแล้วนำไปทำกิจกรรมทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็นการโอน การปล่อยกู้ ฯลฯ แต่พอเป็นโลกดิจิทัลที่ถูกออกแบบไม่ให้มีตัวกลางอย่างธนาคาร ทุกคนที่อยู่ในระบบ Blockchain เหรียญที่เราเอาไป Staking นั้นก็จะเอาไปช่วยยืนยันธุรกรรมและช่วยตรวจสอบเครือข่าย สิ่งที่เราจะได้รับมานั้นไม่ใช่ดอกเบี้ยเงินฝาก แต่จะเป็น Reward หรือ ผลตอบแทนที่เราเอาเหรียญมาช่วยยืนยันธุรกรรม

อย่างไรก็ตามสิ่งที่เราจะต้องระวังก็คือ “ความเสี่ยง” ที่อาจจะเกิดขึ้นได้

เหรียญมีมูลค่าลดลง : ในโลกของ Crypto นั้นมีเหรียญอยู่เยอะมาก ในกรณีที่เป็น Stablecoin ที่มูลค่าเหรียญมีความใกล้เคียงกับเงิน USD อาจจะดูคล้ายกับการฝากเงินมากเพราะมูลค่ามันไม่เปลี่ยนแปลงเท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นเหรียญทั่วไปที่เพิ่มลด มูลค่าได้ หรือแจกผลตอบแทนเป็นเหรียญที่มูลค่าเพิ่มลดได้ การที่เราได้ผลตอบแทนมาแต่มูลค่าเหรียญลดลงมากกว่า เราอาจจะขาดทุนก็ได้ เช่น Staking เหรียญได้ Reward มาได้ 3% แต่ขาดทุนมูลค่าเหรียญ 20% งี้

ผลตอบแทนอาจจะเปลี่ยนแปลงได้แบบรวดเร็ว : เวลาที่มี Project ใหม่ บางทีเราเห็นผลตอบแทนของการ Staking สินทรัพย์ดิจิทัลที่ให้กันเป็น 100% บางทีถ้าเรากด refresh ไปมา ผลตอบแทนอาจจะลดลงอย่างรวดเร็วก็ได้ ตรงนี้ก็เป็นสิ่งที่เราต้องทราบก่อนการลงทุนครับ

การถูกโกง (Rug pull) : ต้องอย่าลืมว่าในโลกของ Crypto หลายๆอย่างมันเกิดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อไม่ให้เกิดการควบคุมจากรัฐบาล ข้อดีมันก็มี ข้อเสียมันก็มี แต่ในส่วนที่ต้องระวังก็คือ ในบาง Project ก็ทำขึ้นโดยมีเป้าหมายในการโกงผู้ที่นำเหรียญมาวางไว้ โดยอาจจะเสนอ Reward สูงๆ พอคนเอามาวางไว้เยอะๆก็หายวั๊ป หลายคนเสียเงินเสียทองไปกับความโหดร้ายแบบนี้ และเมื่อมันไม่ได้อยู่ในกำกับของรัฐบาล เราก็ต้องดูแลรับผิดชอบตัวเองกันไป แต่ในเรื่องเดียวกันนี้มันเกิดขึ้นยากในธนาคารและสถาบันการเงินใช่ไหมครับ

ทั้งหมดผมก็เลยอยากจะบอกว่า การ Staking มันไม่ได้เหมือนการฝากเงินในธนาคารซะทีเดียว อาจจะคล้าย แต่มันก็มีความเสี่ยงที่ควรทราบด้วย ซึ่งก่อนที่เราจะตัดสินใจจะเอาเงินจากธนาคารมาหาผลตอบแทนใน Crypto ก็อย่าลืมวางแผนจัดพอร์ตการลงทุนด้วยนะครับ

เปิดพอร์ตกับทาง Bitazza โบรเกอร์ที่ได้รับอนุญาตจาก กลต. ได้ที่ https://bit.ly/3pgczbe

โอนเหรียญ Crypto ทำยังไง? ควรจะต้องรู้อะไรบ้าง?

0

ผมคิดว่าหลายๆคนก็คงจะรู้เรื่อง Crypto ในเรื่องของการลงทุน ซื้อขาย ทำกำไรไปกันบ้างแล้ว แต่ก็ยังมีหลายคนที่อยากจะทราบว่า หากเราจะโอน Crypto จากกระเป๋าหนึ่งไปยังอีกกระเป๋าหนึ่ง เช่น

  • โอนให้ตัวเองจาก Exchange ไปกระเป๋าส่วนตัวเพื่อทำ DeFi
  • โอนจาก Exchange ไทย ไป Exchange ต่างประเทศ

จะต้องทำอย่างไรบ้าง มีหลักการและข้อควรระวังอะไร มาอ่านกันได้เลยครับ

หลักการในการโอนมีอยู่หลักๆดังนี้ครับ

  1. กระเป๋าต้องเป็น Crypto ประเภทเดียวกัน
  2. ช่องทางที่ใช้โอนต้องเป็นเครือข่ายสอดรับกัน
  3. กรอกข้อมูลให้ครบถ้้วน

 

ตัวอย่างที่ โอนจาก Bitazza ไปยัง Binance

ในการที่เราจะส่งเหรียญจาก Bitazza ไปยัง Binance นั้น ต้องมองแบบนี้

  • ส่งจาก Bitazza: เราต้องกรอกที่อยู่ที่จะส่งไป (ส่ง)
  • รับที่ Binance: ต้องไปเอาข้อมูลที่อยู่ของเรา (รับ)

สมมติ ผมจะส่ง Stablecoin Tether ERC20 ไป นะครับ

ที่อยู่ของกระเป๋าปลายทางหาได้ไม่ยากครับ อย่างการฝากเข้าไปใน Binance จะใช้คำว่า Depost (ฝากเข้าไป) อย่างที่ผมบอกนะครับว่า กระเป๋าจะต้องตรงกัน เราจะส่ง USDT ไป ปลายทางของเราก็ต้องเป็นกระเป๋า USDT ส่งผิดเงินหายได้นะจ้า

ถ้าเราดูภาพข้างล่างนี้ ผมเขียนลูกศรไว้ 2 ตำแหน่ง

ด้านบน จะเป็นเครือข่ายช่องทางที่เราต้องเลือกให้ตรงกัน ใน Binance จะมี BEP2 BEP20 (BSC) ERC20 OMNI และ TRC20

ถ้าเราสั่งเกตจากฝั่งที่ส่งอย่าง Bitazza จะเห็นได้ว่า มันเป็น USDT ERC20 เราก็ต้องใช้ ERC20 ในฝั่งของ Binance เช่นกัน ตัวนี้จะเป็นเครือข่ายของ Etheruem นะครับ ถ้าเลือกส่งคนละช่องทาง เหรียญก็จะหายไปเช่นกัน ต้องระวังให้ดีนะครับ

ส่วนอักษรข้างล่างจะเป็นที่อยู่กระเป๋าตังนะครับ เราจะโอนเหรียญมาที่นี่ เราก็เอา Address ของที่นี่ไปที่ฝั่ง Bitazza ครับ เพื่อส่งมาหาที่นี่ครับ

หมายเหตุ:

  1. บางเหรียญจะมีช่องทางของตัวเองเลย เช่น BTC, ETH, XRP, DOGE
  2.  บางเหรียญต้องใส่ข้อมูลมากกว่า Address นะครับ เช่น XRP เราจะต้อง Copy Tag ที่เขาให้มาใส่ไปด้วย (ไม่ใช่ใส่อะไรก็ได้นะ) ไม่งั้นเหรียญไปไม่ถึงเช่นกัน ควรตรวจสอบให้ดีทุกครั้งก่อนโอน

เราก็เอาที่อยู่ที่เราจะส่งมากรอกลงกับทาง Bitazza นะครับ และกรอกจำนวนเงินลงไป อย่างไรก็ตาม การส่งแต่ละครั้งก็มีค่าธรรมเนียมในการใช้ระบบอยู่ด้วยนะครับ เช่นเรากรอกไปว่า 1,000 USDT และ สมมติค่าธรรมเนียมมีอยู่ 20 USDT ปลายทางจะได้รับ 980 USDT ครับ

เช็คก่อนนะว่าถูกไหม?

  1. ใช้ช่องทางเครือข่ายในการโอนช่องเดียวกันไหม? (ในกรณีนี้ ERC20)
  2. Address ของปลายทางถูกต้อง
  3. ข้อมูลกรอกครบหรือยัง

ถ้าแน่ใจแล้วก็กดส่งครับ แล้วรอเวลามันส่งไป เราก็จะได้รับเงินที่ปลายทาง

การส่งไม่ได้ยากใช่ไหมครับ? อย่างไรก็ตามการส่งเหรียญนั้นมีค่าธรรมเนียมอยู่ ซึ่งบางเหรียญค่อนข้างแพง เราจึงควรคิดให้แน่ใจว่าเราจะโอนเหรียญไปทำอะไร เงินต้นในการโอนเท่าไหร่จึงคุ้มค่า ต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนในเรื่องนี้นะครับ

ถ้าจะโอนเล่นๆเหมือนโอนเงินให้กันหรือชำระเงินกันเอง ผมแนะนำให้ระบบการโอนภายในของ App หากไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม แต่เราและเพื่อนต้องมี Account ภายใต้ Broker เดียวกันนะครับ

หากต้องโอนข้ามกันแล้วต้องเสียค่าธรรมเนียม ผมแนะนำว่าให้ใช้การโอนจากบัญชีธนาคาร หรือ Prompat ดีกว่านะครับ ไม่เสียค่าธรรมเนียมด้วย

คำเตือน:

  1. บทความนี้แค่แสดงตัวอย่างนะครับ อย่าโอนเงินให้ Address ในตัวอย่างนะครับ เพราะมันเป็น Address จำลองเพื่อการเขียนบทความ
  2.  Bitazza เป็นโบรกเกอร์ที่ได้รับอนุญาตจากทาง กลต ให้ดำเนินกิจการในประเทศไทยได้ แต่ Binance เป็น Exchange ต่างประเทศที่ไม่ได้รับใบอนุญาตจากทาง กลต.ไทยนะครับ การใช้บริการที่นี่จะไม่ได้รับความคุ้มครองจากทาง กลต. กรณีเกิดปัญหาครับ
  3.  บทความนี้นำเสนอความรู้ และแนวทางเท่านั้น โปรดศึกษาเพิ่มเติมด้วยตัวเอง กรณีมีการ Update ระบบ ทางเราจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายจากการทำธุรกรรมของท่านนะครับ
90,553แฟนคลับชอบ
1,819ผู้ติดตามติดตาม
935ผู้ติดตามติดตาม